แม้สถานการณ์โรคระบาดในไทยยังพบผู้ติดเชื้อเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง แต่การขับเคลื่อน ‘อุตสาหกรรมระบบราง’ ด้วยความร่วมมือจากหลากหลายภาคส่วนก็ยังคงเดินหน้าต่อไป เพราะต่างเล็งห็นว่า เป็น Growth Engine หรือ กลจักรสำคัญที่จะพัฒนาและกระตุ้นเศรษฐกิจอย่างก้าวกระโดดหลังผ่านพ้นวิกฤตโควิด-19

เครือข่ายศูนย์พัฒนาบุคลากร เพื่ออุตสาหกรรมระบบราง
รศ.ดร.ชิต เหล่าวัฒนา ที่ปรึกษาพิเศษ EEC HDC และประธานคณะกรรมการดำเนินการขับเคลื่อน เครือข่ายศูนย์ระบบรางในพื้นที่อีอีซี (EEC RAIL) ให้ข้อมูลว่า ทาง EEC HDC สร้างความร่วมมือระหว่างสถาบันการศึกษาและภาคอุตสาหกรรม โดยมีเครือข่ายความร่วมมือเพื่อพัฒนาบุคลากรที่เกิดขึ้นแล้ว ดังนี้
สถาบันการศึกษา 8 แห่งในไทย
รายชื่อสถาบันการศึกษา 8 แห่งในไทยที่ได้รับคัดเลือกให้เป็นแกนหลักในการขับเคลื่อนภารกิจปั้นบุคลากรเข้าสู่อุตสาหกรรมระบบราง เพื่อก่อสร้างรถไฟความเร็วสูง มีดังนี้
มทร.ธัญบุรี (มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี)
วิทยาลัยเทคนิคชลบุรี
ม.บูรพา (มหาวิทยาลัยบูรพา)
มจธ. (มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี)
สจล. (สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง)
ม.เกษตร ศรีราชา (มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตศรีราชา)
มทร.อีสาน (มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลอีสาน วิทยาเขตขอนแก่น)
ม.ขอนแก่น (มหาวิทยาลัยขอนแก่น)

“เราสร้างความร่วมมือเป็น ‘เครือข่ายศูนย์พัฒนาบุคลากร’ ซึ่งอุตสาหกรรมระบบรางต้องมีการเทรนคนทั้ง Reskill, Upskill, New Skill เช่น การก่อสร้างทาง ระบบอาณัติสัญญาณ ระบบประแจ เพื่อสร้างรถไฟความเร็วสูง โดยมี มทร.ธัญบุรี เป็นศูนย์กลางเพราะเป็นสถาบันการศึกษาที่มีเครือข่ายอุตสาหกรรมระบบรางอยู่แล้ว” ดร.ชิตขยายความ
หน่วยงานภาครัฐและรัฐวิสาหกิจไทยมากกว่า 6 แห่ง ที่เข้าร่วมเครือข่ายระบบราง
กรมการขนส่งทางราง
สมาคมวิศวกรรมระบบขนส่งทางรางไทย
การรถไฟแห่งประเทศไทย
ที่ประชุมคณะกรรมการอธิการบดีแห่งประเทศไทย
สมาคมสถาบันอุดมศึกษาเอกชนแห่งประเทศไทย
บริษัท โทรคมนาคมแห่งชาติ จำกัด (มหาชน) ฯลฯ
องค์กรเอกชนจากหลายอุตสาหกรรมที่เข้าร่วมพัฒนาเครือข่ายระบบราง
ด้านเครือข่ายโทรคมนาคม (เช่น 5G) : Huawei, AIS, Ericsson, Mavenir
ด้านระบบไอที : CISCO
ด้านระบบราง : CP
2 สถาบันการศึกษาจากจีนที่เข้าร่วมเครือข่ายศูนย์ระบบราง
วิทยาลัยเทคโนโลยีการรถไฟหูหนาน
วิทยาลัยอาชีวศึกษาการขนส่งสาธารณะฉงชิ่ง
รัฐวิสาหกิจจีนที่เข้าร่วมเครือข่ายศูนย์ระบบราง เครือข่ายศูนย์พัฒนาบุคลากร และลงนามกับไทยในการสร้างรถไฟความเร็วสูง
บริษัท ซีอาร์อาร์ซี ถังซาน จำกัด (CRRC Tangshan Co., Ltd.)
บริษัท ไชน่า เรลเวย์ อินเตอร์เนชันแนล จำกัด (CHINA RAILWAY International Co., Ltd.)

ความร่วมมือของรัฐ (G to G) ที่เกิดขึ้นระหว่างไทย-จีนในการสร้างรถไฟความเร็วสูง มีขอบเขตงานครอบคลุม 8 ด้าน ได้แก่ 1) งานวางระบบราง ระยะทาง 253 กิโลเมตร 2) งานระบบรถไฟความเร็วสูง 3) ระบบไฟฟ้า 4) ระบบอาณัติสัญญาณ 5) ระบบสื่อสาร 6) งานจัดหาขบวนรถไฟ 7) งานฝึกอบรมบุคลากรเพื่อการเดินรถและซ่อมบำรุง และ 8) งานถ่ายทอดเทคโนโลยี
ความร่วมมือจากหลากหลายภาคส่วนที่กล่าวมานี้ ทำให้เกิด 28 หลักสูตรระบบรางสมัยใหม่ที่รองรับการใช้เทคโนโลยีขั้นสูงของต่างประเทศ โดยอยู่ระหว่างรออนุมัติในช่วงต้นปี พ.ศ. 2564
ก้าวต่อไปของ EEC NET Rail System
ในด้านการขับเคลื่อนแผนงาน ปี 2563 มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี ได้รับการจัดตั้งให้เป็นศูนย์กลางการดำเนินงาน ‘EEC NET Rail System’ หรือ ศูนย์เครือข่ายความร่วมมือด้านการพัฒนาบุคลากรสำหรับอุตสาหกรรมเทคโนโลยีระบบราง เพื่อเป็นกำลังสำคัญในการเชื่อมโยงและพัฒนาบุคลากรรองรับการทำงานในอุตสาหกรรมเป้าหมายของ EEC
ในด้านแนวทางผลิตบุคลากรเข้าสู่อุตสาหกรรมระบบรางแบ่งออกเป็น 4 ระยะ
ระยะแรก – มีความเข้าใจและใช้งานระบบต่างๆ เป็น เช่น ระบบประแจ
ระยะที่สอง – ดูแลและบำรุงรักษาอุปกรณ์/เครื่องมือที่นำเข้าจากต่างประเทศได้
ระยะที่สาม – สามารถผลิตชิ้นส่วนหรืออุปกรณ์ระบบรางเพื่อใช้ภายในประเทศ
ระยะที่สี่ – ส่งเสริมการออกแบบชิ้นส่วน อุปกรณ์ พัฒนาระบบรางจากความคิดสร้างสรรค์ของคนไทยเพื่อเพิ่มมูลค่าสินค้าและศักยภาพของประเทศในตลาดโลก

เป้าหมายและการขยายความร่วมมือนอกเหนือจากนี้ ยังมีการยกระดับ EEC RAIL สู่ ‘สถาบันวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีระบบราง’ โดยให้ทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องร่วมกำหนดทิศทางการดำเนินงานอย่างเป็นรูปธรรม (Execution Plan) และConsortium ที่จัดตั้งขึ้นจากความร่วมมือของภาครัฐและเอกชนจะร่วมกันพิจารณา ‘ผู้ประกอบการระบบรางที่มีศักยภาพ’ เพื่อต่อยอดพัฒนาเทคโนโลยีระบบขนส่งทางรางในประเทศไทย
สำหรับความคืบหน้าของการก่อสร้างรถไฟความเร็วสูง ประธาน EEC RAIL เปิดเผยข้อมูลว่า ปัจจุบันการก่อสร้างรถไฟความเร็วสูงกำลังดำเนินไปตามแผน ขณะที่การพัฒนาบุคลากรนั้นยังต้องการการลงทุนเพิ่มจากภาคเอกชน
“อะไรที่เป็น Specific Equipment Facility เราจะให้เอกชนมาช่วยลงทุน เพราะสิ่งเหล่านี้มีราคาแพง มีค่าบำรุงรักษา แล้วเราก็เทรนคนให้แก่เอกชนที่มาลงทุน โดยให้เอกชนมาร่วมสร้างหลักสูตร เพื่อให้ได้บุคลากรที่มีความสามารถตรงตามที่อุตสาหกรรมระบบรางต้องการ ส่วน Basic Equipment รัฐเป็นผู้ลงทุนในด้านอาจารย์ที่มีความสามารถเพื่อเตรียมรองรับเทคโนโลยีขั้นสูงจากเอกชน ห้องเทรน วัสดุสิ้นเปลือง อุปกรณ์ทั่วไป เช่น น็อต ค้อน ทั้งหมดนี้เป็นการสาน – สร้างประโยชน์ร่วมกันตามแนวทาง EEC Model Type B”

ดร.ชิตกล่าวเสริมว่า สถาบันการศึกษาไทยที่เปิดสอนหลักสูตรวิศวกรรมศาสตร์ระบบรางทุกแห่งในประเทศไทย จะสามารถผลิตบุคลากรออกสู่ตลาดแรงงานในปี 2564 ได้ราว 4,300 คน สอดคล้องกับที่ EEC HDC เคยสำรวจความต้องการบุคลากรเพื่อป้อนเข้าสู่อุตสาหกรรมระบบรางใน 3 จังหวัด EEC โดยพบว่า ในช่วงปี พ.ศ. 2562-2566 มีความต้องการบุคลากรด้านระบบรางจำนวน 24,246 คน แบ่งเป็น
อาชีวศึกษา 20,589 คน
ปริญญาตรี 3,230 คน
ปริญญาโท-เอก 427 คน
เฉลี่ย 5 ปี จะผลิตบุคลากรได้มากกว่าปีละ 4,000 คน
ดร.ชิตอธิบายว่า นัยสำคัญของการให้เอกชนเข้ามาร่วมพัฒนาบุคลากรโดย 1. ร่วมกำหนดหลักสูตร 2. นำอุปกรณ์ที่เป็นเทคโนโลยีขั้นสูงจากภาคเอกชนมาใช้ในการเรียนการสอน (อาจเป็นการบริจาคหรือให้ยืม) นอกจากผู้เรียนจะได้ฝึกทักษะการใช้เทคโนโลยีขั้นสูง บุคลากรชาวไทยก็จะมีความสามารถตรงตามที่ภาคอุตสาหกรรมต้องการยิ่งขึ้น และในท้ายที่สุด โมเดลการพัฒนาบุคลากรในรูปแบบนี้จะย้อนไปสู่ ‘การพัฒนาองค์ความรู้และทักษะให้แก่ครูผู้สอน’
เครือข่ายเพื่อการพัฒนาบุคลากรภายใต้ EEC NET ยังมีอีกหลากหลายด้านให้ติดตาม










