ในโอกาสขึ้นปีใหม่ 2564 นี้ ผู้คนมากมายตั้งเป้าที่จะสร้างความเปลี่ยนแปลง ไม่ว่าจะเป็นระดับบุคคล ระดับชุมชน หรือระดับประเทศ แต่ปีที่ผ่านมาจนถึงตอนนี้ เรื่องเล็กเรื่องใหญ่ โปรเจ็กต์เล็กหรือโปรเจ็กต์ใหญ่ บางอย่างก็จำต้องหยุดชะงักหรือเลื่อนออกไป เมกะโปรเจ็กต์ในพื้นที่ EEC รวมถึงการดำเนินงานของ EEC HDC หรือ คณะทำงานเพื่อพัฒนาบุคลากรในพื้นที่อีอีซี ก็เช่นเดียวกัน
ไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะดึงองค์กรหรือหน่วยงานจากหลากหลายภาคส่วนมาร่วมเปลี่ยนทิศ กำหนดทาง วาง ‘รูปแบบการเรียนการสอน’ ใหม่ ด้วยหมุดหมายในการพัฒนาทักษะที่จำเป็นในศตวรรษที่ 21 ให้แก่บุคลากรที่ (จะ) เป็นกำลังสำคัญในการพัฒนาประเทศ

SALIKA ติดตามการทำงานของเครือข่ายการพัฒนาบุคลากร EEC HDC และได้รับฟังแนวคิดจาก ดร.อภิชาต ทองอยู่ ประธานคณะทำงาน EEC HDC จึงขอสรุปออกมาเป็น 3 หลักคิดเพื่อการทำงานให้สำเร็จลุล่วง ดังนี้
Period of Time สิ่งที่เกิดขึ้นตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา
เนื่องจากเมกะโปรเจ็กต์ EEC เป็นกลไกทางเศรษฐกิจที่สำคัญในการพัฒนาประเทศยุคใหม่ แต่บุคลากรไทยยังขาดความพร้อม องค์ความรู้ ทักษะ และเครื่องมือในหลากหลายด้าน จึงมีการจัดตั้ง คณะทำงานพัฒนาบุคลากรและการศึกษาในพื้นที่อีอีซี หรือ EEC HDC ขึ้น

คณะทำงาน EEC HDC ดำเนินงานภายใต้จุดมุ่งหมายที่จะพัฒนา EEC ในมิติต่างๆ ท่ามกลางสถานการณ์โดยรวมของประเทศและของโลกที่ซับซ้อนและผันผวนยิ่ง ด้วยเป้าหมายของ HDC ที่ชัดเจนแน่วแน่ในการสรรค์สร้างประโยชน์ให้สังคมโดย มุ่งพัฒนากำลังคนและบุคลากรตอบสนองการพัฒนาในเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก ซึ่งตั้งแต่เริ่มทำงานก็เป็นช่วงที่ต้องปรับปรุงเปลี่ยนแปลงสิ่งต่างๆ ให้ทันโลก เพื่อลดผลกระทบจาก 3 เรื่องใหญ่ๆ ได้แก่
1. การเปลี่ยนแปลงในด้านภูมิรัฐศาสตร์ (Geo-Politics)
2. การเปลี่ยนแปลงในด้านภูมิเศรษฐศาสตร์ Geo-Economics)
3. การปฏิวัติอุตสาหกรรมครั้งที่ 4 ทำให้เทคโนโลยีดิจิทัลมีบทบาทสำคัญจนเข้ามาทดแทนระบบอนาล็อกและอยู่ในภาคส่วนต่างๆ ตลอดจนเข้ามาดิสรัปต์ธุรกิจที่ไม่ปรับตัวจนต้องล่มสลายไป
ทั้ง 3 ปัจจัยนี้มีนัยสำคัญต่อเศรษฐกิจและการพัฒนาประเทศยุคใหม่ ซึ่งต้องใช้ความเข้าใจ รู้จักปรับตัว และปรับ mindset ใหม่ เพื่อดึงหรือสร้างศักยภาพบุคลากรที่เหมาะสมกับบริบทใหม่ของโลก

“แม้เป็นเรื่องยาก แต่เป็นเรื่องที่ต้องทำ” ดร.อภิชาตกล่าว
ที่ผ่านมา ดร.อภิชาตกับคณะทำงานจะขับเคลื่อนแผนงานร่วมกันเป็นเครือข่าย อาทิ ร่วมยกระดับการศึกษา การฝึกอบรมทักษะ กำหนดมาตรฐานด้านต่างๆ เอาไว้ แต่ในระหว่างการดำเนินงานกลับเจอวิกฤตโรค COVID-19 ระบาดซ้ำ ทำให้เกิดความโกลาหลในบางขณะ แต่ไม่ว่าจะวุ่นวายติดขัดสักเพียงใด คณะทำงานที่อยู่ ‘หน้างาน’ ก็ยังคงชัดเจนที่จะเดินหน้าไปยังจุดหมายที่วางไว้
“ช่วงเริ่มต้น เราเข็นงานด้านนี้ร่วมกับสถาบันการศึกษาในพื้นที่ อย่างน้อยเราก็ได้เปลี่ยน‘ แบบแผนการพัฒนาบุคลากรและการศึกษาจาก supply เป็น demand’ และมีการกำหนดรูปแบบการทำงานร่วมกันเรียกว่า ‘การศึกษาแบบ EEC model’ ซึ่งประกอบด้วย Type A คือแบบเรียนฟรี จบแล้วมีงานทำ มีรายได้สูง กับ Type B การฝึกอบรมพัฒนาทักษะและความรู้ระยะสั้น ที่รัฐช่วยเรื่องค่าใช้จ่ายครึ่งหนึ่ง”
นอกจากนี้ยังมี มาตรการการพัฒนายกระดับทักษะบุคลากรกลุ่มผู้ประกอบการ ที่รัฐช่วยสนับสนุนค่าใช้จ่ายเต็มจำนวนอีกหนึ่งมาตรการ โดยมีภาคอุตสาหกรรมและสถาบันการศึกษา เป็นผู้ฝึกอบรมและพัฒนาบุคลากรให้
ทั้งหมดนี้เป็นการสรุปรวมความเคลื่อนไหวในด้าน Period of Time ตลอดระยะวลาที่ผ่านมา
Stage of Change ยกระดับด้วยการปรับเปลี่ยน mindset
หัวข้อนี้บอกเล่าภารกิจด้าน ยกระดับการทำงานใน HDC ทุกกลุ่ม เพื่อให้เท่าทันต่อความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น
การทำงานในช่วงแรกนั้น ถ้าพิจารณาเรื่อง Stage of Change จากความเคลื่อนไหวของงานจะพบว่า คณะทำงาน EEC HDC มีการปรับตัวอย่างก้าวกระโดด จากกลุ่มที่เข้ามาทำงานร่วมกันซึ่งต่างก็เคยชินกับการทำงานรูปแบบเดิมๆ ไม่ว่าจะเป็นระบบระเบียบราชการ วิธีคิด กองตำราหรือเอกสาร รูปแบบการเรียนการสอน ตลอดจนวิธีพัฒนาบุคลากร แต่หลังจาก 1) ฉายภาพให้คณะทำงานเข้าใจโลกที่เปลี่ยนไป ปรับจูน mindset การทำงาน ทำให้การดำเนินงานร่วมกันมีทิศทางใหม่ที่ชัดเจนและสอดรับไปกับโลกแวดล้อม
ถัดจากการปรับ mindset บุคลากร ก็เข้าสู่การ 2) ปรับรูปแบบการพัฒนาบุคลากรและการศึกษาที่มีตัวเลข ‘ติดลบ’ สู่การจัดการใหม่ด้วยแบบแผนใหม่ วิธีคิดใหม่



กล่าวคือ สถาบันการศึกษาผลิตบุคลากรออกมาแล้วไม่ตรงตามความต้องการของอุตสาหกรรม คนตกงาน ทำให้เกิดความสูญเปล่าทางการศึกษา จึงเปลี่ยนแนวทางใหม่ มุ่งสร้างผลลัพธ์โดยรวมเชิงบวกให้เกิดขึ้น ตามทิศทางที่ World Economic Forum พูดถึง อุตสาหกรรม 4.0 ว่า โลกการทำงานยุคใหม่ ผู้คนต้องเข้าใจถึงการเติบโตและศักยภาพของเทคโนโลยีที่เปลี่ยนไปและมีพลวัตอยู่เสมอ เมื่อเข้าใจก็จะนำไปสู่การพัฒนาบุคลากรและการศึกษาที่ตรงกับความต้องการในอนาคต ด้วยการการยกระดับทักษะและองค์ความรู้ให้ผู้ฝึกอบรมหรือผู้เรียนก้าวพ้นจากการทำงานแบบเดิมๆ ไปสู่ทักษะใหม่ที่ตรงกับ Future of work หรืองานแห่งอนาคต
แนวปฏิบัติเพื่อการเชื่อมต่อกับภาคอุตสาหกรรมการผลิตและการบริการ 4.0 คือการมุ่งพัฒนาทักษะ ประสบการณ์ และความรู้ในทิศทางที่อุตสาหกรรมต้องการ กอปรกับนำเทคโนโลยีมาประยุกต์ใช้ในการทำงาน ซึ่งนอกจากจะปรับระบบความคิด ระบบการทำงานร่วมกันแล้ว ยังต้องอาศัยการปรับระบบระเบียบทั้งภาคอุตสาหกรรมและการศึกษาให้ดำเนินงานพัฒนาบุคลากรร่วมกันแล้วมีประสิทธิภาพ วัดผลได้ และที่สำคัญ ต้องหลอมรวมการพัฒนาบุคลากรให้เป็นทิศทางเดียวกับการพัฒนาประเทศและการพัฒนาเศรษฐกิจ-สังคม

“ผมเคยคุยกับ ดร.คณิศ แสงสุพรรณ เลขาธิการ EEC ว่าในช่วงเวลาปีกว่า เราขับเคลื่อนงานมาได้ไกลทีเดียว แต่ก็ยังเหลือทางอีกไกลมากที่จะต้องเดินต่อไป”
ดร.อภิชาต กล่าวถึงประโยคที่สนทนากับ ดร.คณิศเอาไว้ ดร.คณิศ จึงกล่าวให้กำลังใจเครือข่ายที่ทำงานร่วมงานกับ HDC ด้วยประโยคสั้นๆ ว่า
“เรามาถูกทางแล้ว อย่าเพิ่งหมดแรงไปซะก่อน!”
เส้นทางแห่งการยกระดับบุคลากรของ EEC HDC ที่กล่าวมานี้ เป็นความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วแบบก้าวกระโดด และมีนัยสำคัญต่อการพัฒนาประเทศ




Passion & Move on ให้แพสชั่นสร้างคน สร้างงาน
ข้อสรุปสุดท้ายคือเรื่อง Passion & Move on เป็นการโยงสองข้อแรกเข้าด้วยกัน เพื่อพัฒนาบุคลากรจำนวน 4.7 แสนคน ตามที่ตั้งเป้าหมายไว้เพื่อรองรับ 10 อุตสาหกรรมเป้าหมาย
ดร.อภิชาตอธิบายให้เห็นภาพว่า ถ้านำตัวเลขผู้สำเร็จการศึกษาในระบบปกติมาเทียบดู จะเห็นว่า จำนวนบุคลากรที่ผลิตได้เพียงพอต่อความต้องการเป็นแน่ แต่หากต้องการ บุคลากรที่มีคุณภาพตรงความต้องการของภาคอุตสาหกรรมจริง ต้องอาศัยแรงขับด้าน Passion ของเครือข่าย HDC และมุ่งมั่นที่จะ Move on ไปด้วยกัน
แม้วันนี้การทำงานต้องสะดุดอีกครั้งเพราะปัญหาโควิด แต่หากนับบุคลากรต้นแบบที่ผลิตได้ถึงปี 2563 มีผู้สำเร็จการศึกษา Type A รวมแล้วกว่าหมื่นคน และ Type B ในช่วงสิ้นปี 2564 อีกประมาณ 5 หมื่นคน เป็นจุดเปลี่ยนที่จะเกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม (ประเด็นนี้ไม่นับรวมการปรับตัวของสถาบันการศึกษาเข้าสู่ทิศทางการศึกษารูปแบบใหม่)

ภาพรวมในปี 2564 -2565 จึงเป็นช่วงของการจัดระบบ ขับเคลื่อนอย่างมีแบบแผนและมีเป้าหมายชัดเจน หลังจากนั้นก็จะได้เห็นความเปลี่ยนแปลงที่ประจักษ์ชัด เพราะผลผลิตที่เป็นบุคลากรมีทักษะไหลเข้าสู่อุตสาหกรรมต่างๆ แบบก้าวกระโดด
สิ่งที่ EED HDC ต้องทำต่อยังมีอีกมาก อาทิ การสร้างความร่วมมือกับอุตสาหกรรมเพิ่มขึ้น การตอบสนองการลงทุนด้านบุคลากรของภาคอุตสาหกรรมที่มีมากขึ้น เหล่านี้ล้วนเป็นสิ่งที่คนอยู่หน้างานเห็นความต้องการได้ชัดเจนที่สุด และรู้ว่าการขับเคลื่อนงานพัฒนาบุคลากรของ HDC นั้นเดินตามเป้าหมายได้อย่างมั่นคงเพียงใด
หลังจากนี้ ดร.อภิชาตย้ำว่า ยิ่งมีการสร้างความร่วมมือก็จะทำให้เกิดคลื่นความเปลี่ยนแปลงที่ใหญ่ขึ้น ทั้งการได้รับความร่วมมือที่ดีจากกระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงอุดมศึกษาฯ กระทรวงแรงงาน หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ตลอดจน BOI กรมสรรพากร และหน่วยงานส่วนท้องถิ่นเกือบทั้งหมด



โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การทำงานของ EEC NET ที่มีการจัดตั้งแล้ว 6 ศูนย์ฯ เพื่อเป็นอีกหนึ่งกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนความก้าวหน้า เพิ่มศักยภาพบุคลากรในเชิงลึก ด้วยการพัฒนาความร่วมมือกับภาคอุตสาหกรรม ให้ดำเนินการโดยคำนึงถึงความยั่งยืนของทุกภาคส่วน ทั้งในด้านการขจัดปัญหาหน้างาน ด้านตัวบทกฎหมาย ด้านการสร้างผลกระทบเชิงบวก ด้านสิ่งแวดล้อม ฯลฯ
“ท่ามกลางความโกลาหลจากวิกฤตการณ์ต่างๆ การให้กำลังใจกัน ทุ่มเทกายใจและสติปัญญาร่วมกันเป็นสิ่งสำคัญ ตราบใดที่เรายังเดินไปด้วยกัน หนักบ้างเบาบ้างให้ถือเป็นภารกิจและความรับผิดชอบต่อส่วนรวม เพื่อความสำเร็จในภายภาคหน้า และในปีที่เราจะต้องร่วมกันฝ่าสถานการณ์ที่ยังไม่ปกติ ขอเป็นกำลังใจให้ทุกคนที่เกี่ยวข้องหรือสนับสนุนงานพัฒนาบุคลากรและการศึกษาในเครือข่าย EEC HDC ก้าวผ่านทุกอุปสรรคได้อย่างมั่นคงแข็งแกร่ง”
ทั้ง 3 ข้อสรุปในบทความนี้ เป็นคำบอกเล่าจากประธาน EEC HDC ที่สรุปให้ SALIKA เห็นถึงความเป็นมาและก้าวต่อไป ในฐานะของการเป็นคณะทำงาน ‘ผู้มีส่วนร่วม’ และ ‘การได้รับความร่วมมือจากทุกภาคส่วน’ ที่ล้วนสำคัญยิ่งต่อการพัฒนาประเทศ











