ปี 2563 ที่เพิ่งผ่านพ้นถือเป็นปีแห่งการปรับตัวและมองเห็นความท้าทายของการศึกษาในรูปแบบใหม่ คุณครูหลายท่านต้องเปลี่ยนบทบาทตัวเองให้ไฉไลสอดรับกับพฤติกรรมการเรียนรู้ที่เปลี่ยนแปลง หากมองย้อนไปตั้งแต่ช่วงต้นปีใช่ว่าจะผ่านไปได้ง่าย ๆ เพราะเกิดปรากฏการณ์และวิกฤตการณ์ทั้งเก่าและใหม่ ให้คุณครูไทยของเราต้องฝ่าฟันกันมากเหลือเกิน รื้อ..เลิก..ปรับ..เปลี่ยน..หลักสูตรการศึกษาปีวัว
เริ่มจากศึกเบาๆ กันตั้งแต่ต้นปี 63 ปัญหาฝุ่นละองและหมอกควัน PM2.5 ที่ค่าเกินมาตรฐานลุกลามจากปี 2562 สร้างผลกระทบครอบคลุมในหลายพื้นที่ ส่งผลกระทบต่อวิถีการใช้ชีวิตและดูแลสุขภาพของคนไทยทั้งประเทศ สุดท้ายหลายโรงเรียนมีประกาศปิดการเรียนชั่วคราวทำให้การสอนต้องหยุดชะงัก งานเข้าจนครูต้องจัดสรรตารางเวลาเรียนกันใหม่เพื่อชดเชยที่หยุดไปสำหรับเหตุการณ์ในครั้งนี้
เจอศึกหนักไวรัสโควิด-19
เวลาผ่านไปยังไม่ทันข้ามเดือน วิกฤต PM2.5 ไม่ทันจะจางหาย วิกฤตใหม่ก็เข้ามาแทนที่ เมื่อองค์การอนามัยโลก หรือ WHO ลงมติประกาศว่าการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรน่าสายพันธุ์ใหม่เป็นภัยพิบัติฉุกเฉินระดับโลกในวันที่ 31 มกราคม 2563 สร้างความตื่นตระหนกให้กับคนทุกวงการ โรงเรียนหลายแห่งทั่วโลกประกาศงดการเรียนการสอน ร้อนมาถึงประเทศไทย นายณัฐพล ทีปสุวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ออกประกาศปิดการเรียนการสอนชั่วคราวทุกสถานศึกษา ทั้งภาครัฐและเอกชนเป็นเหตุพิเศษตั้งแต่วันที่ 18 มีนาคม 2563 และตามมาด้วยมติครม.ประกาศเลื่อนเปิดภาคเรียนปีการศึกษา 2563 ออกไปเป็นวันที่ 1 กรกฎาคม 2563 พร้อมนโยบายชัดเจนที่ต้องการให้การเรียนการสอนต้องดำเนินต่อไป แม้ว่าโรงเรียนจะไม่สามารถเปิดการเรียนการสอนจากที่โรงเรียนได้ตามปกติตามนโยบาย “โรงเรียนอาจหยุดได้ แต่การเรียนรู้หยุดไม่ได้”

New Normal นิยามการศึกษายุคใหม่
อย่างไรก็ตาม หากพิจารณาวิกฤตไวรัสโควิด-19 ในครั้งนี้ทำให้สถาบันการศึกษาทั่วโลกเริ่มปรับรูปแบบการเรียนการสอนให้ไปสู่การเรียนรู้ในรูปแบบของออนไลน์อย่างเป็นรูปธรรม และนี่ถือเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญของการต่อยอดการศึกษาในอนาคต พฤติกรรมของครูไทยเราเองก็เปลี่ยนไปโรงเรียนหลายแห่งพร้อมใช้เทคโนโลยีมากขึ้น และเริ่มตระหนักถึงความจำเป็นของนวัตกรรมเพื่อการศึกษาในรูปแบบดิจิทัล ซึ่งหากมองในแง่ดี วิกฤตครั้งนี้อาจเป็นเหมือนเคมีเร่งปฏิกิริยาให้โรงเรียนและครูไทยก้าวเข้าสู่การศึกษาในรูปแบบใหม่ แม้ยังขาดทักษะและความชำนาญในการใช้เทคโนโลยีอยู่บ้าง แต่สิ่งสำคัญคือการได้เริ่มก้าวไปสู่การเรียนรู้สิ่งใหม่ เพื่อผลลัพธ์สำคัญสุดท้ายคือเด็กไทยผู้เป็นกำลังสำคัญในการขับเคลื่อนอนาคตของชาตินั่นเอง
ก้าวสู่แพลตฟอร์มออนไลน์
เพื่อก้าวข้ามขีดจำกัดการเรียนรู้นอกห้องเรียน หลายค่ายทั้งในไทยและต่างประเทศพร้อมใจกันเปิดตัวแพลตฟอร์มการเรียนรู้ในรูปแบบออนไลน์กันมากขึ้น ล่าสุดกระทรวงศึกษาธิการนำเสนอแพลตฟอร์มด้านการศึกษาใหม่ภายใต้ชื่อ DEEP (Digital Education Excellence Platform) ซึ่งถือเป็นแพลตฟอร์มที่ช่วยสร้างความเท่าเทียมของระบบการศึกษา สร้างความยืดหยุ่นในการเรียนการสอน เกิดมิติการสร้างห้องเรียนแบบใหม่ Flipped Classroom หรือ ห้องเรียนกลับด้านที่ถูกนำมาเป็นโมเดลสำคัญเพื่อเปิดโอกาสให้ผู้เรียนสามารถเรียนรู้ ฝึกฝน และค้นคว้าข้อมูลได้ด้วยตนเอง โดยได้รับการสนับสนุนจากทางภาคเอกชนหลายแห่ง อาทิ การเชื่อมต่อเข้ากับระบบของ Aksorn On-Learn ดิจิทัลแพลตฟอร์มเพื่อการศึกษาซึ่งถือเป็นเครื่องมือที่ช่วยสนับสนุนทั้งผู้เรียนและผู้สอนในรูปแบบของ e-Book และคลิปวิดีโอ ใช้สื่อประกอบการเรียนรู้ในรูปแบบต่างๆ อาทิ สื่อการเรียนรู้ Interactive 3D สื่อการเรียนรู้ Interactive Software ภาพยนตร์สารคดีสั้นเพื่อการศึกษา สไลด์ประกอบการสอน ไฟล์เสียงประกอบการสอน ทำให้ผู้เรียนเรียนสนุก ผู้สอนสอนสะดวก และสามารถจัดตารางการเรียนรู้ได้ด้วยตนเอง
เน้นการสอนแบบฐานสมรรถนะ
เมื่อเปิดศักราชใหม่ 2564 การศึกษาไทยก็ต้องสะดุดอีกครั้งกับการระบาดของไวรัสโควิด-19รอบใหม่ แต่ด้วยประสบการณ์ที่ผ่านมา ภาครัฐได้มีแนวนโยบายปฏิรูปการศึกษาไทยด้วยแผนเปลี่ยนการจัดการเรียนการสอนเพื่อมุ่งเน้นให้ผู้เรียนเกิดสมรรถนะหลักที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิต ตอบสนองต่อความเปลี่ยนแปลงของโลกในยุคใหม่ โดยมุ่งเน้นให้เด็กไทยรู้จักคิดวิเคราะห์ สังเคราะห์ ประยุกต์ใช้ และมุ่งสร้างองค์ความรู้ให้เกิดขึ้นได้ด้วยตนเองแทนที่การท่องจำเนื้อหาเพื่อใช้ในการสอบ และเปลี่ยนจุดเน้นจากที่เคยเป็นหลักสูตรที่เน้นเนื้อหา (Content – based) ซึ่งมุ่งไปที่มาตรฐานและตัวชี้วัดจำนวนมาก ไปเป็นหลักสูตรที่เป็นฐานสมรรถนะ (Competency – based) คือ มุ่งไปยังพฤติกรรมที่ผู้เรียนโดยตรง ยึดที่ความสามารถที่ผู้เรียนพึงปฏิบัติได้เป็นหลัก เพื่อให้มั่นใจได้ว่าเด็กๆ ของเราจะสามารถมีทักษะ องค์ความรู้ ที่พร้อมต่อยอดไปสู่การเป็นนวัตกรได้ต่อไปในอนาคต

รื้อหลักสูตรล้าสมัยไม่ตอบโจทย์
ขณะที่ในฟากของอาชีวศึกษา นายสุเทพ แก่งสันเทียะ เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (เลขาฯ กอศ.) กล่าวถึงการดำเนินงานของสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) ในปีการศึกษา 2564 จะเน้นให้เป็นปีแห่งคุณภาพการศึกษา เพื่อพัฒนาสู่การเป็นศูนย์การเรียนรู้เพื่อความเป็นเลิศ หรือ Excellent Center รวมไปถึงการรื้อหลักสูตรอาชีวศึกษาที่ล้าสมัยและไม่ตอบโจทย์การเปลี่ยนแปลงในยุคปัจจุบัน ซึ่งเมื่อเร็วๆ นี้ ได้ชี้แจงทำความเข้าใจให้แก่ผู้บริหารวิทยาลัยอาชีวศึกษาทั่วประเทศให้รับทราบถึงการรื้อหลักสูตรล้าสมัยแล้ว โดยการรื้อหลักสูตรดังกล่าวจะมอบหมายให้ประธานอาชีวศึกษาจังหวัด (อศจ.) ไปหารือร่วมกันในจังหวัดของตัวเองว่าแต่ละวิทยาลัยในจังหวัดนั้นๆ มีความโดดเด่นและเชี่ยวชาญด้านใดเป็นพิเศษบ้าง เช่น วิทยาลัยเทคนิคมีความถนัดวิชาช่างอุตสาหกรรม ก็ให้จัดการเรียนการสอนด้านนี้โดยเฉพาะ หรือวิทยาลัยอาชีวศึกษามีความถนัดด้านคหกรรมก็ให้จัดการเรียนการสอนเฉพาะวิชาคหกรรม เป็นต้น โดยวิทยาลัยจะต้องไม่มีการเปิดสาขาวิชาที่ซ้ำซ้อนและแข่งขันกันเองในจังหวัด หากพบว่าสาขาวิชาใดที่ไม่มีผู้เรียนก็อาจจำเป็นจะต้องปิดสาขาวิชานั้น และต่อจากนี้ไป สอศ.จะสนับสนุนงบประมาณให้สอดคล้องกับภารกิจของวิทยาลัย โดยจะจัดสรรงบประมาณสำหรับการบริหารจัดการเท่านั้น โดยไม่ต้องคำนึงถึงรายหัวผู้เรียน

การศึกษายุคใหม่ต้องเท่าทันโลก
เช่นเดียวกับ ดร.อภิชาต ทองอยู่ ประธานคณะทำงานด้านการพัฒนาบุคลการในพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (Eastern Economic Corridor Human Development Center) หรือ EEC HDC ที่กล่าวว่า การศึกษาและการพัฒนาบุคคลากรยุคใหม่ ต้องเป็นการศึกษาที่ไม่ใช่เพื่อผลประโยชน์ของสถาบันหรือผลประโยชน์ของครูบาอาจารย์เป็นการเฉพาะ และต้องไม่สร้างความสูญเปล่าสิ้นเปลืองทรัพยากรและงบประมาณ โดยที่ไม่ได้ช่วยให้ผู้คนปรับตัวเท่าทันโลก หัวใจของการศึกษาและการพัฒนาบุคคลากรวันนี้ต้องมีผลรวมที่สร้างประโยชน์โภชน์ผลให้ผู้เรียน ผู้เข้ารับการฝึกอบรมให้ก้าวทันโลก มีปฏิสัมพันธ์กับความก้าวหน้าที่ยั่งยืนของประเทศในแง่การพัฒนาความคิด วิสัยทัศน์ ทักษะ ประสบการณ์ และความก้าวหน้าในทุกมิติ ตามสาขา ตามศาสตร์ที่แต่ละคนได้ร่ำเรียน ได้รับการอบรมสั่งสอน หล่อหลอมกล่อมเกลาการศึกษาแบบ อีอีซี โมเดล ได้ปรับทิศทางจากการศึกษาเดิมๆ แบบ Supply push ที่ยึดเอาสถาบัน หรือครู หรือความรู้ของครูเป็นศูนย์กลาง มาสู่ทิศทางใหม่ที่มุ่งตอบโจทย์ความต้องการด้านบุคลากรในการพัฒนาประเทศและการมีงานทำรายได้สูงเป็นหลัก ซึ่งจะต้องมีความชัดเจนในการร่วมมือกับกลุ่มเศรษฐกิจ ผู้ประกอบการทั้งหลาย กลุ่มอุตสาหกรรมต่างๆ ตามที่รัฐบาลตั้งเป้าหมายไว้ ซึ่งเป็นทิศทางที่เรียกรวมว่า demand driven หรือการศึกษาที่ตอบโจทย์ความต้องการเป็นสำคัญ










