“นี่คือความตกลงการค้าเสรีฉบับประวัติศาสตร์ เป็นความตกลงการค้าเสรีที่ใหญ่ที่สุดในโลก มีคุณภาพ มาตรฐานสูง เป็นเครื่องมือขับเคลื่อนเศรษฐกิจโลกไปสู่การค้าที่เสรีมากขึ้น”

พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม
“ข้อตกลงอาร์เซ็ปจะช่วยนานาประเทศรับมือกับความท้าทายจากลัทธิกีดกันทางการค้า มีความหลากหลายของสมาชิก และมีศักยภาพมากที่สุดของโลก”

หลี่ เค่อเฉียง นายกรัฐมนตรี สาธารณรัฐประชาชนจีน
“ข้อตกลงนี้เป็นการส่งเสริมการค้าเสรีที่ใหญ่ที่สุดในโลก และถือเป็นการส่งสัญญาณให้ทั่วโลกได้เห็นถึงความร่วมมือในการฟื้นฟูเศรษฐกิจร่วมกัน”

เหงียน ซวน ฟุก นายกรัฐมนตรีแห่งสาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม
“อาร์เซ็ปเป็นความร่วมมือทางการค้าระดับภูมิภาคครั้งยิ่งใหญ่ในแบบที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน ซึ่งจะช่วยพัฒนาเศรษฐกิจของทั้งภูมิภาค”

มุน แจ-อิน ประธานาธิบดีแห่งสาธารณรัฐเกาหลีใต้
เป็นอีกหนึ่งหน้าประวัติศาสตร์การค้าโลกที่ถูกจารึกไว้ในปี 2020 สำหรับความตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจระดับภูมิภาค หรือ อาร์เซ็ป (RCEP)
ดีลนี้สามารถหาข้อสรุปและจบการเจรจาได้ในเวทีการประชุมสุดยอดอาเซียน (ASEAN Summit) ครั้งที่ 36 ในประเทศไทย ซึ่งเป็นช่วงที่ประเทศไทยเป็นประธานอาเซียน หลังเจรจายาวนานมาตั้งแต่ปี 2012
โดยได้มีการลงนามอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 14 พฤศจิกายน 2020 ที่ผ่านมา ในช่วงการประชุมสุดยอดอาเซียน (ASEAN Summit) ครั้งที่ 37 ที่ประเทศเวียดนาม
ปี 2020 จึงถือเป็นปีแห่งการเริ่มต้นเดินหน้าข้อตกลงอาร์เซ็ปอย่างเป็นทางการ ซึ่งถือเป็นเขตการค้าเสรีที่ใหญ่ที่สุดในโลก
อาร์เซ็ป ประกอบด้วย สมาชิก 15 ประเทศ คือ อาเซียน 10 ประเทศ ได้แก่ บรูไน กัมพูชา อินโดนีเซีย ลาว มาเลเซีย เมียนมา ฟิลิปปินส์ สิงคโปร์ ไทย เวียดนาม และคู่เจรจา 5 ประเทศคือ จีน ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ ออสเตรเลีย และนิวซีแลนด์
อย่างไรก็ตาม ในช่วงของการเริ่มต้นเจรจามี “อินเดีย” อีกหนึ่งประเทศที่สนใจเข้าร่วมเป็นสมาชิก แต่เมื่อถึงเวลาลงนาม อินเดียยังไม่พร้อมร่วมลงนาม จึงเหลือสมาชิก 15 ประเทศ ซึ่งในอนาคตก็ยังมีความเป็นไปได้ที่อินเดียจะเข้าร่วมข้อตกลงนี้


แม้ว่าการลงนามดังกล่าวจะเหลือสมาชิกเพียง 15 ประเทศ แต่ความตกลงอาร์เซ็ปยังเป็นกรอบการค้าเสรีที่มีขนาดเศรษฐกิจใหญ่ที่สุดในโลก ประชากรรวมกันกว่า 2,200 ล้านคน หรือประมาณ 30% ของประชากรโลก มีมูลค่าจีดีพีกว่า 25.6 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ หรือประมาณ 29.3% ของจีดีพีโลก และมีมูลค่าการค้ากว่า 10.4 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ คิดเป็น 27.4% ของมูลค่าการค้าโลก
กลายเป็นกลุ่มการค้าเสรีที่ใหญ่ที่สุดในโลก เสริมสร้างความเข้มแข็งให้แก่การค้าระหว่างประเทศของสมาชิกทั้ง 15 ประเทศ ท่ามกลางวิกฤตสงครามการค้าระหว่างจีนกับสหรัฐที่ยังหาทางออกไม่ได้
ด้วยความที่เป็นเขตตกลงการค้าเสรีที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในโลก จึงมีการเจรจาในรายละเอียดปลีกย่อยมากมายหลายด้าน โดยกรอบการเจรจามีทั้งหมด 20 เรื่อง อาทิ การเปิดตลาดการค้าสินค้า, การค้าบริการ, การลงทุน, ทรัพย์สินทางปัญญา, การจัดซื้อโดยรัฐ, กฎถิ่นกำเนิดสินค้า, นโยบายการแข่งขัน เป็นต้น การเจรจาแต่ละครั้งมีทั้งเรื่องที่ตกลงกันได้และตกลงกันไม่ได้ นั่นคือสาเหตุทำให้ข้อตกลงอาร์เซ็ปใช้เวลาเจรจายาวนานถึง 8 ปี


ขั้นตอนต่อไปหลังการลงนามก็คือการให้รัฐสภาของชาติอาเซียนอย่างน้อย 6 ประเทศ และ Plus 5 อย่างน้อย 4 ประเทศ ให้สัตยาบันจึงจะมีผลบังคับใช้ได้ คาดว่าน่าจะอยู่ในช่วงครึ่งหลังของปี 2564
ในส่วนของประเทศไทยจะต้องไปขอความเห็นชอบจากรัฐสภาเสียก่อน เมื่อรัฐสภาให้ความเห็นชอบจึงจะดำเนินการแจ้งให้เลขาธิการอาร์เซ็ปรับทราบว่าเราให้สัตยาบันแล้ว ซึ่งจะต้องพิจารณาในที่ประชุมรัฐสภาในช่วงสมัยประชุม 4 เดือน (พ.ย. 2563 – ก.พ. 2564)
หากความตกลงอาร์เซ็ปมีผลบังคับใช้ นอกจากจะเป็นความตกลงการค้าเสรีฉบับล่าสุดที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในโลกเท่าที่มีมาแล้ว ยังเป็นความตกลงที่มีความทันสมัยครอบคลุมประเด็นทางการค้ายุคใหม่อย่างแท้จริง
หลี่ เค่อเฉียง นายกรัฐมนตรีจีน กล่าวว่า อาร์เซ็ปนอกจากจะเป็นความหวังของประเทศสมาชิก 15 ประเทศแล้ว ข้อตกลงนี้จะช่วยนานาประเทศรับมือกับความท้าทายจากลัทธิกีดกันทางการค้า มีความหลากหลายของสมาชิกและมีศักยภาพมากที่สุดของโลก จีนพร้อมรักษาหลักการของความเข้าใจซึ่งกันและกัน และพร้อมทำงานร่วมกันกับนานาประเทศ รวมทั้งจะเจรจากับอินเดียเพื่อต้อนรับอินเดียเข้าร่วมเป็นหุ้นส่วนในอนาคต

ขณะที่ พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม กล่าวว่า ข้อตกลงอาร์เซ็ปคือความร่วมมือของอาเซียนนำไปสู่ผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรม 3 ประการคือ
ประการที่หนึ่ง ประชาชนจะมีความมั่นคงที่ยั่งยืนมากขึ้นท่ามกลางสถานการณ์ที่มีการแข่งขันและความไม่แน่นอนสูง โดยอาเซียนได้วางรากฐานความไว้เนื้อเชื่อใจในเชิงยุทธศาสตร์ที่ยั่งยืน เป็นพื้นฐานสำหรับการเติบโตทางเศรษฐกิจของภูมิภาค ได้นำหลักการภายใต้สนธิสัญญามิตรภาพและความร่วมมือในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (TAC) มาใช้ในบริบทที่กว้างขึ้น
ประการที่ 2 ความร่วมมือของอาร์เซ็ปจะช่วยอำนวยความสะดวกด้านการค้าและลดผลกระทบจากความขัดแย้งทางเศรษฐกิจระหว่างคู่ค้าที่สำคัญของอาเซียน เป็นการผลึกกำลังของกลุ่มประเทศซึ่งมี GDP รวมกันร้อยละ 30 ของโลก มีประชากร 1 ใน 3 ของประชากรโลก และมีมูลค่าการค้ารวมกันสูงถึงเกือบร้อยละ 30 ของการค้าโลก โดยอาเซียนจะได้ประโยชน์จากการที่ประเทศคู่ค้าเปิดตลาดเพิ่มขึ้น
ประการที่ 3 ประชาชนจะได้รับประโยชน์จากความร่วมมือทั้งภายในอาเซียนและระหว่างภาคีภายนอกของอาเซียน ช่วยเสริมสร้างความยั่งยืนในภูมิภาค โดยผู้นำอาเซียนได้ร่วมกันรับรองเอกสารวิสัยทัศน์ว่าด้วยความเป็นหุ้นส่วนเพื่อความยั่งยืนสำหรับเป็นแนวทางการสานต่อความยั่งยืนในทุกมิติ
“นี่คือความตกลงการค้าเสรีฉบับประวัติศาสตร์ เป็นความตกลงการค้าเสรีที่ใหญ่ที่สุดในโลก มีคุณภาพ มาตรฐานสูง เป็นเครื่องมือขับเคลื่อนเศรษฐกิจโลกไปสู่การค้าที่เสรีมากขึ้น” พลเอก ประยุทธ์ กล่าว


เช่นเดียวกับ เหงียน ซวน ฟุก นายกรัฐมนตรีเวียดนาม ที่กล่าวว่า ข้อตกลงนี้เป็นการส่งเสริมการค้าเสรีที่ใหญ่ที่สุดในโลก และถือเป็นการส่งสัญญาณให้ทั่วโลกได้เห็นถึงความร่วมมือในการฟื้นฟูเศรษฐกิจร่วมกัน
หรือคำพูดของประธานาธิบดีมุน แจ-อิน ผู้นำเกาหลีใต้ ที่บอกว่าอาร์เซ็ปเป็นความร่วมมือทางการค้าระดับภูมิภาคครั้งยิ่งใหญ่ในแบบที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน ซึ่งจะช่วยพัฒนาเศรษฐกิจของทั้งภูมิภาค
ข้อตกลงอาร์เซ็ปจะทำให้รถยนต์นั่ง ชิ้นส่วนยานยนต์ เครื่องจักรกลจากญี่ปุ่นเข้าไปทำตลาดในจีนได้โดยได้รับสิทธิพิเศษทางภาษี จากปัจจุบันเสียภาษีอยู่ที่ร้อยละ 1.4-25
ในทางกลับกัน สินค้าจีน อาทิ เสื้อผ้า กระเป๋า เครื่องเล่นเกม สามารถเข้าไปทำตลาดในญี่ปุ่นด้วยสิทธิพิเศษทางภาษี จากปัจจุบันมีอัตราภาษีที่ประมาณร้อยละ 9.1-10.8
ส่วนประเทศไทยก็จะได้รับอานิสงส์ในฐานะอยู่ในห่วงโซ่การผลิต รวมถึงยอดการส่งออกของไทยที่น่าจะมีตัวเลขเพิ่มสูงขึ้น จากที่ผ่านมาไทยส่งสินค้าไปยังกลุ่มประเทศอาร์เซ็ปประมาณ 50% คิดเป็นมูลค่าราว 3 ล้านล้านบาท
โดยประโยชน์ที่ประเทศไทยจะได้รับจากการลงนามความตกลงอาร์เซ็ปคือจะสามารถเปิดตลาดการค้าการลงทุนในอีก 14 ประเทศ สินค้าที่ไทยจะได้ประโยชน์อย่างยิ่งคือ
1. หมวดสินค้าเกษตร เช่น แป้งมันสำปะหลัง สับปะรด สินค้าประมง เป็นต้น
2. หมวดอาหาร ผักผลไม้แปรรูป น้ำส้ม น้ำมะพร้าว รวมทั้งอาหารแปรรูปอื่นๆ
3. หมวดสินค้าอุตสาหกรรม อุปกรณ์ไฟฟ้า พลาสติก กระดาษ เคมีภัณฑ์ ชิ้นส่วนยานยนต์ เครื่องแต่งกาย รวมทั้งจักรยานยนต์
4. หมวดบริการ หมวดการก่อสร้าง ธุรกิจด้านสุขภาพ ธุรกิจด้านภาพยนตร์ บันเทิง อนิเมชั่น
5. การค้าปลีก

นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ กล่าวในงานปาฐกถาพิเศษ “การประกาศความสำเร็จการเจรจาความตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจระดับภูมิภาค (RCEP)” ว่า มั่นใจว่าอาร์เซ็ปจะทำให้ไทยได้ประโยชน์อย่างยิ่ง ทั้งเรื่องการส่งออกสินค้า บริการ และการลงทุน โดยเฉพาะการสนับสนุนสินค้าของไทยที่มีจุดแข็งอย่างสินค้าเกษตรให้เติบโตในตลาดอีก 14 ประเทศอย่างมันสำปะหลัง แป้งมัน ยางพารา ประมง อาหาร ฯลฯ ซึ่งจะช่วยสนับสนุนวิสัยทัศน์ของรัฐบาลในการผลักดัน “อาหารไทยเป็นอาหารโลก” และทำให้ไทยก้าวสู่การเป็นผู้ส่งออกอาหารอันดับต้นๆ ของโลก จากปัจจุบันอยู่อันดับ 11 ของโลก ซึ่งผู้ประกอบการไทยต้องเร่งปรับตัว เพื่อรองรับโอกาสจากความตกลงดังกล่าว

ศูนย์วิจัยกสิกรไทยระบุว่า ข้อตกลงอาร์เซ็ปมีเป้าหมายการลดภาษีสินค้าสูงสุดถึง 99% ของจำนวนรายการสินค้าทั้งหมด นับว่าสร้างโอกาสให้สินค้าไทยทำตลาดได้มากขึ้นจากความตกลงเดิมที่มีอยู่ นอกจากนี้อาร์เซ็ปยังเป็นความตกลงที่มีมาตรการฐานการเจรจาที่สูงกว่าความตกลงใดๆ ที่ไทยเคยมี อันจะช่วยยกระดับการผลิตและการส่งออกของไทยไปสู่มาตรฐานของความตกลงในรูปแบบพหุภาคีในระดับที่สูงขึ้น การเกิดขึ้นของอาร์เซ็ปช่วยสร้างสมดุลการค้าและการลงทุนในสองฟากฝั่งของโลก เป็นการผนึกกำลังครั้งสำคัญของชาติเอเชียที่มีจีนเป็นแกนนำความตกลงเพื่อให้ภูมิภาคนี้มีบทบาทมากขึ้นในเวทีโลก คานอิทธิพลชาติตะวันตกที่มีต่อประเทศสมาชิกในอาเซียน

ศูนย์วิจัยกสิกรไทยมองว่าอาร์เซ็ปจะกลายเป็นกลุ่มการค้าที่มีห่วงโซ่การผลิตเหนียวแน่น เอื้อประโยชน์ต่อการผลิตและการค้าในซีกโลกตะวันออก ด้วยจุดเด่นของกฎแหล่งกำเนิดสินค้าที่เป็นหนึ่งเดียวกันและมีความยืดหยุ่นมากกว่าความตกลง FTA ระหว่างอาเซียนกับประเทศในกลุ่ม Plus 5 ที่จะลดกำแพงภาษีระหว่างกันเป็นครั้งแรก การเกิดขึ้นของอาร์เซ็ปยังเป็นการสร้างทางเลือกหลักของฐานการผลิตที่สำคัญในฝั่งเอเชีย โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมที่ไทยยังคงมีความได้เปรียบในด้านการผลิตและส่งออก อาทิ ยานยนต์และชิ้นส่วน เม็ดพลาสติกและผลิตภัณฑ์พลาสติก เคมีภัณฑ์ ยางพาราและผลิตภัณฑ์ยาง ชิ้นส่วนเครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์
ปฏิญญาอาร์เซ็ป จึงถือเป็นทางออกจากสงครามการค้าโลก และควรยกให้เป็นเป็นข้อตกลงสำคัญที่เกิดขึ้นในปี 2020














