วิกฤต COVID-19 ทำให้ผมสงสัยคำพูดที่กล่าวว่า ไทยเป็นประเทศเกษตรกรรม และชาวนาคือกระดูกสันหลังของชาติ หรือเราสามารถยืนอยู่ได้ด้วยขาของเราเอง นั้น ไม่เป็นความจริงครับ!
ประเด็นที่เราต้องทำความเข้าใจก็คือ องค์ประกอบของเครื่องยนต์เศรษฐกิจ 4 ตัว ได้แก่ 1) การส่งออก 2) การท่องเที่ยว 3) การบริโภคภายใน และ 4) การลงทุนจากภาคเอกชน
ผลพวงจาก COVID-19 ทำให้เครื่องยนต์ดับไปแล้ว 3 ตัว คือ “ส่งออก-ท่องเที่ยว-เอกชนลงทุน” ที่ลอยอังคารไปหมดแล้ว
คงเหลือแต่ “บริโภคภายในประเทศ” ซึ่งก็นอนหยอดน้ำข้าวต้มร่อแร่อยู่ในห้อง ICU
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ภาคการท่องเที่ยว ที่ต้องยอมรับว่า สิบกว่าปีให้หลังมานี้ หมดยุคทัวร์ฝรั่งตะวันตก ญี่ปุ่น อาหรับ ไปแล้ว โดยมีทัวร์จีนมารับช่วงต่อ
ก่อให้เกิดธุรกิจลูกโซ่จากทัวร์จีนมากมาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งคนจีนเองที่มาลงทุนทำธุรกิจท่องเที่ยวในไทยเพื่อรองรับทัวร์จีนคนบ้านเดียวกัน
พลันเมื่อเกิด COVID-19 ทัวร์จีน ไม่ว่าจะ “ทัวร์ 0 เหรียญ” หรือกี่เหรียญก็ตาม ตกวูบ เหลือ 0%
เกิดผลกระทบเป็นโดมิโน่ล้มคว่ำคะมำหงายกันไปทั่วทุกหัวระแหง
คำถามมีตามมาว่า เมื่อทัวร์จีนไม่มาเที่ยวไทย เขาเอาเงินไปทำอะไรแทน

รายงานพิเศษของ Bain & Company บริษัทที่ปรึกษาด้านการบริหารจัดการธุรกิจระดับโลกสัญชาติอเมริกัน ระบุว่า วิกฤตการณ์ COVID-19 ทำให้ทัวร์จีนนำเงินที่ตั้งใจเอาไปใช้กับการท่องเที่ยวต่างประเทศ นำมาจับจ่ายใช้สอย Luxury Brand แทน
Bain & Company กล่าวต่อไปว่า จากการสำรวจทิศทางธุรกิจ e-Commerce ของ Platform ที่ชื่อ TMall แอพโทรศัพท์มือถือในเครือ Alibaba
ที่พบว่า ในปี ค.ศ. 2020 ที่ผ่านมา ทัวร์จีนซื้อสินค้า Luxury Brand ที่จำหน่ายภายในประเทศ มากถึงกว่า 10,000 ล้านบาท
คิดเป็นอัตราการเติบโตที่เพิ่มขึ้นถึง 48% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปี ค.ศ. 2019
ดันให้มูลค่าตลาดสินค้า Luxury Brand ของจีน ทะยานขึ้นสู่ 1 ใน 5 ของมูลค่าตลาดสินค้า Luxury Brand ทั่วโลก หรือคิดเป็นสัดส่วน 20%
แน่นอนว่า หากเอ่ยถึง Luxury Brand คงไม่พ้นยี่ห้อดังต่อไปนี้ Gucci Louis Vuitton Chanel Rolex Dior Armani Yves Saint Laurent Burberry Hermès Cartier Prada Lancôme

จะเห็นได้ว่า Luxury Brand เหล่านี้ ครอบคลุมเครื่องหนัง เครื่องประดับ เสื้อผ้า เครื่องสำอาง โดยเฉพาะอย่างยิ่งนาฬิกา
ผลักให้ “เปอร์เซ็นต์การเติบโต” ของแต่ละ Segment เป็นดังนี้
เครื่องประดับ 80% เครื่องหนัง 70% เสื้อผ้า 40% เครื่องสำอาง 25% และนาฬิกา 20%
นอกจากปัจจัยที่กล่าวไปข้างต้น ว่าวิกฤตการณ์ COVID-19 ทำให้ทัวร์จีนนำเงินที่ตั้งใจเอาไปใช้กับการท่องเที่ยวต่างประเทศ นำมาจับจ่ายใช้สอย Luxury Brand แทนแล้ว
ในช่วงที่ผ่านมา ต้องยอมรับว่าเศรษฐกิจจีนเจริญเติบโตแบบก้าวกระโดด ทำให้ลูกค้าชาวจีนการจับจ่ายใช้สอย Luxury Brand กันเป็นอย่างมาก
นำไปสู่การคาดการณ์ว่า จีนจะครองยอด Shop สินค้า Luxury Brand มากถึง 50% ภายในปี ค.ศ. 2005 หรือเพิ่มขึ้นอีก 30% จาก 20% ในปี ค.ศ. 2021 นี้
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เป็นที่รู้กันในวงการธุรกิจระดับโลกมานานแล้วว่า คนจีนเข้าไปซื้อกิจการ Luxury Brand ระดับโลกกันอย่างมากมาย โดยเฉพาะในยุโรป ไม่ว่าจะเป็นเครื่องหนัง เครื่องประดับ เสื้อผ้า เครื่องสำอาง นาฬิกา โดยเฉพาะอย่างยิ่ง รถยนต์
นอกจาก 2-3 ปัจจัยที่กล่าวมา ต้องยอมรับว่า เหตุผลสำคัญอันหนึ่ง ซึ่งทำให้ธุรกิจ Luxury Brand เติบโตในจีนเป็นอย่างมากก็คือ การที่รัฐบาลปักกิ่งปรับมาตรการควบคุม Luxury Brand ด้วยการลดภาษีนำเข้า

โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การออกกฎหมาย บังคับให้การทำธุรกิจ “หิ้วของ” เป็นไปได้ยากขึ้นกว่าในอดีตที่ผ่านมา
และปัจจัยที่ผมคิดว่าเป็นเหตุผลสำคัญที่สุดก็คือ การที่ Duty Free Center หรือ “ศูนย์การค้าปลอดภาษี” ของจีน ได้ปรับเพิ่ม Quota การซื้อ Luxury Brand โดยอนุญาตเพิ่มขึ้นให้แต่ละคนสามารถ Shop ได้มากเป็น 3 เท่า!
ส่งผลให้ยอดขายสินค้าปลอดภาษีในประเทศจีน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง Luxury Brand เติบโตขึ้นอย่างก้าวกระโดดเป็นเท่าตัว หรือ 100% ในปีเดียว!
ปัจจัยสุดท้าย คือการที่เจ้าของ Luxury Brand ทั้งหน้าใหม่ (จีน Takeover มา) และหน้าเก่า พากันปรับ “สมดุลราคา” Luxury Brand ที่ขายในจีน ให้ราคามีความแตกต่างจากการหิ้วเข้ามาจากต่างประเทศน้อยลง
ซึ่งมีส่วนในการช่วยเปลี่ยนพฤติกรรมในระดับวัฒนธรรมการบริโภค Luxury Brand ของคนจีนเลยทีเดียว
จากอดีต ที่การช้อปปิ้ง Luxury Brand ของชาวจีนในอดีต ที่ไหนๆ ก็ไปทัวร์เมืองนอกแล้ว ก็กว้านซื้อ Luxury Brand จากที่นั่นมาเสียด้วยเลย เพราะสนนราคานั้นต่ำกว่าที่วางขายในจีนมากมายนัก จากปัญหากำแพงภาษีที่รัฐบาลจีนยุคก่อนได้ตั้งเอาไว้

เหตุผลอีกข้อซึ่งแม้จะเป็นปัจจัยที่ส่งอิทธิพลไม่มากนัก ทว่า ก็ควรนำมาวิเคราะห์ด้วยก็คือ การบูมของธุรกิจ e-Commerce ในจีน
ส่งผลให้เกิดลูกค้ากลุ่มใหม่ของ Generation Y และ Generation Z ที่เริ่มสร้างเนื้อสร้างตัวขึ้นมาจากมูลค่าทางเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศที่พุ่งทะยานขึ้น
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง สัดส่วนลูกค้า e-Commerce ในปัจจุบันของจีน สูงถึง 70%
และยอดซื้อ Luxury Brand อันน่าตกใจจาก Generation Z ในจีน ที่มีมากถึง 189% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีกลาย!
จึงกล่าวได้ว่า ทุกวันนี้ Generation Z จีน คือกลุ่มที่มีกำลังซื้อมากที่สุด!
ทั้งหลายทั้งปวง จึงสามารถสรุปได้ว่า เมื่อทัวร์จีนไม่มาเที่ยวไทย เขาเอาเงินไปซื้อ Luxury Brand แทน
เพราะขณะที่ชาติอื่นๆ กำลังจะล้มละลายในวิกฤต COVID-19 แต่ “คนจีน” ยังมี “กำลังซื้อ” นั่นเองครับ!









