ถ้าดูกระแสปี 2021 InsurTech กับ MarTech จะขึ้นมาโดดเด่นในตลาด แต่ในบทความนี้ขอเขียนถึง InsurTech ก่อน โดย SALIKA หยิบ “ประกันขับดี” ผลิตภัณฑ์ประกันภัยรถยนต์ที่ใช้ InsurTech เต็มรูปแบบครั้งแรกในประเทศไทยมาขยายความต่อ
InsurTech คืออะไร
อุตสาหกรรมแต่ละประเภทมีผู้ประกอบธุรกิจรายใหญ่รายย่อยทยอยเปิดตัวสินค้าหรือบริการที่นำเทคโนโลยีเข้าไปปรับใช้ สตาร์ทอัพที่ได้รับการสนับสนุนในหลายประเทศก็ขยายตัวอย่างต่อเนื่อง เกิดเป็นระบบนิเวศสตาร์ทอัพ ซึ่งความนิยมหรือการเติบโตก็ต่างกันไปในแต่ละปี เช่น
กลุ่ม FinTech (Finance + Technology)
ผู้ให้บริการทางการเงิน ซึ่งมีทั้ง Bank & Non-Bank โดดเข้ามาให้บริการ e-Payment, e-Wallet และโตอย่างรวดเร็วในช่วงโควิด-19 เพราะคนทั่วไปเลี่ยงการสัมผัส ใช้วิธีโอนหรือจ่ายผ่านแอปพลิเคชันแทน เช่น K Plus, True Money Wallet, Rabbit LINE Pay, Dolfin Walletกลุ่ม EdTech (Education + Technology)
สตาร์ทอัพด้านการศึกษาที่เติบโตมากในช่วงโควิดอีกเช่นกัน เนื่องจากสถานศึกษาปิด นักเรียนนักศึกษาไปโรงเรียนไม่ได้ จึงเรียนผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ตามที่แต่ละโรงเรียนจะปรับตัวทัน หรือวัยทำงานที่ Work from Home และต้องการเพิ่มทักษะใหม่ๆ ก็เข้าเว็บไซต์หรือแพลตฟอร์มที่สนใจเพื่อเรียนออนไลน์ไม่น้อย เช่น Globish, SkillLane, Skillshare, Coursera, Udemy
สำหรับ InsurTech (Insurance + Technology) คือ ธุรกิจประกัน (Insurance) ที่นำเทคโนโลยีมาประยุกต์ใช้เพื่อให้ผู้บริโภคเลือกผลิตภัณฑ์ที่ตรงกับความต้องการหรือการใช้งานมากยิ่งขึ้น
ไม่ว่าจะเป็นประกันชีวิต ประกันภัย ประกันวินาศภัย ซึ่งช่วยให้ผู้ซื้อประกันได้รับประโยชน์มากขึ้น เช่น ช่วยให้จ่ายเบี้ยประกันน้อยลงหรือจ่ายอย่างสมเหตุสมผล เช่น ผลิตภัณฑ์ภายใต้ MSIG, Roojai ที่เราจะอธิบายในบรรทัดถัดไป
“ประกันขับดี” ภายใต้ เอ็ม เอส ไอ จี (MSIG) ผู้นำธุรกิจประกันภัยและบริการด้านการเงินจากต่างชาติ
เอ็ม เอส ไอ จี ประกันภัย เป็นบริษัทประกันวินาศภัยต่างชาติชั้นนำในประเทศไทย ซึ่งเป็นสมาชิกของกลุ่มบริษัทประกันภัย เอ็มเอส แอนด์ เอดี (MS&AD Insurance Group) ประเทศญี่ปุ่น หนึ่งในกลุ่มบริษัทประกันภัยที่ใหญ่ที่สุดในเอเชีย
โดยล่าสุด MSIG และ AIS Insurance Service ปล่อย ประกันขับดี ประกันภัยรถยนต์ที่มีการคำนวณเบี้ยประกันภัยจากพฤติกรรมการขับขี่ที่แท้จริงด้วยนวัตกรรมจาก IoT และเทคโนโลยีการสื่อสาร ซึ่งได้รับการอนุมัติจาก สำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) ให้เข้าร่วมโครงการทดสอบที่นำนวัตกรรมและเทคโนโลยีมาสนับสนุนการให้บริการสำหรับธุรกิจประกันภัย (Insurance Regulatory Sandbox) เป็นที่เรียบร้อยแล้ว

สถิติการขับขี่ในประเทศไทย : ผู้ขับขี่รถที่ไม่เกิดอุบัติเหตุเลยมีอยู่ถึง 60% กลายเป็นผู้ขับขี่ที่มีประวัติดี แต่ต้องจ่ายค่าเบี้ยประกันภัยเท่ากับคนอื่นๆ
แผนประกันภัยรถยนต์ “ประกันขับดี” นำเสนอคอนเซ็ปต์ จ่ายเมื่อขับ หากไม่ได้ขับก็ไม่ต้องจ่าย คิดค่าเบี้ยประกันตามพฤติกรรมการใช้งานของผู้ขับขี่รถยนต์จริงๆ ซึ่งสอดคล้องกับสถิติการขับขี่ในประเทศไทย โดยจะคำนวณเบี้ยประกันภัยผ่านตัวแปรที่ได้จากรวบรวมและวิเคราะห์ข้อมูลด้วยเทคโนโลยี Big Data จากอุปกรณ์ขนาดเล็กที่นำไปติดรถ MSIG Car Informatics หรือ OBD II (On-Board Diagnostic) เพื่อเก็บค่าตัวแปรกับค่าพฤติกรรมการขับรถในเชิงลึก ซึ่งละเอียดกว่า Telematics ที่เก็บเฉพาะค่าระยะทางหรือชั่วโมง
อุปกรณ์ OBD II นี้ จะเก็บข้อมูลเพื่อส่งคำนวณเบี้ยประกันภัยจากพฤติกรรมการขับขี่อย่างมีประสิทธิภาพและถูกต้องแม่นยำตามการใช้งานจริง ด้วยแนวคิด ขับไม่เหมือนกัน ทำไมต้องจ่ายเท่ากัน ผ่าน 5 ตัวแปรหลัก ได้แก่
- ระยะทาง
- ความเร็ว
- ระยะเวลาการขับขี่
- ช่วงเวลาการขับขี่
- พื้นที่การขับขี่
ดร.สุทธิพล ทวีชัยการ เลขาธิการคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) กล่าวถึงบทบาทของสำนักงาน คปภ. ที่สำคัญ คือ การส่งเสริมธุรกิจประกันภัยให้นำเอานวัตกรรมและเทคโนโลยีที่ทันสมัยมาปรับปรุงให้เกิดประสิทธิภาพในการดำเนินงานและการให้บริการประชาชน รวมถึงส่งเสริมให้ประเทศไทยพัฒนาเป็น InsurTech Hub ซึ่งสอดคล้องกับแผนพัฒนาการประกันภัย ฉบับที่ 4
“เรามุ่งหวังในการยกระดับการกำกับดูแลและส่งเสริมการพัฒนาสภาพแวดล้อมให้มีความเหมาะสม ทันสมัย และเป็นไปตามมาตรฐานสากล จึงมีความยินดีที่มีการเปิดตัว “ประกันขับดี” ซึ่งสำนักงาน คปภ. ได้อนุมัติให้เข้าร่วมในโครงการทดสอบนวัตกรรมเทคโนโลยีด้านประกันภัย หรือ Insurance Regulatory Sandbox แล้ว”
Insurance Regulatory Sandbox เป็นโครงการความร่วมมือระหว่างเอกชนที่มีความเชี่ยวชาญและมีศักยภาพ ในการหลอมรวมและเพิ่มขีดความสามารถของเทคโนโลยีเพื่อสร้างดิจิทัลแพลตฟอร์มสำหรับธุรกิจประกัน โดยมีหน่วยงานรัฐกำหนดกรอบเกณฑ์เพื่อควบคุมดูแลผลิตภัณฑ์และคุ้มครองผู้บริโภค
รัฐพล กิติศักดิ์ไชยกุล กรรมการผู้อำนวยการ บริษัท เอ็ม เอส ไอ จี ประกันภัย (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) กล่าวถึงความร่วมมือในครั้งนี้ว่า
“ตลอดปี 2563 สถานการณ์ COVID-19 ส่งผลให้ธุรกิจประกันต้องค้นหาโซลูชันที่สอดคล้องกับพฤติกรรมของผู้บริโภคยุค New Normal แนวคิดของประกันขับดีเกิดขึ้นในช่วง Lockdown ที่คนไทยทั้งประเทศต้องปรับเปลี่ยนวิถีชีวิตและการทำงานใหม่ จากการเดินทางไปออฟฟิศมาเป็น Work from Home จึงขับรถน้อยลง ไม่ได้ออกเดินทางไกลข้ามจังหวัด”

กอปรกับปัจจุบัน มีผู้ขับรถยนต์จำนวนหนึ่งที่จอดรถไว้แล้วไปต่อรถไฟฟ้าหรือรถไฟใต้ดินมากขึ้น จึงเป็นที่มาของแนวคิดที่อยากจะพัฒนาแผนประกันภัยรถยนต์ให้มีเบี้ยประกันภัยสมเหตุสมผล จ่ายเมื่อขับและหากไม่ได้ขับก็ไม่ต้องจ่าย ตามพฤติกรรมการใช้งานของผู้ขับขี่รถยนต์อย่างแท้จริง
“เราใช้เวลาพัฒนาประกันขับดีอยู่กว่า 6 เดือนและพบว่าต้องใช้อุปกรณ์ OBD II หรือ MSIG Car Informatics และซิมการ์ดทำงานร่วมกัน ดังนั้น จะต้องเป็นบริษัทที่มีสัญญาณครอบคลุมทั่วประเทศมากที่สุด ซึ่งก็คือ AIS ที่นำมาใช้กับ MSIG Car Informatics เพื่อเก็บพฤติกรรมการใช้รถจาก 5 ตัวแปร”
ประกันขับดี คิดค่าเบี้ยประกันพื้นฐานเป็นรายปี โดยประกันรถยนต์ชั้น 1 เริ่มต้นที่ 6,499 บาท ประกันรถยนต์ 2+ ราคา 3,299 บาท ทุกทุนประกันภัยและรถทุกรุ่น หลังจากนั้นจะคิดค่าเบี้ยประกันตามการขับขี่ ซึ่งเบี้ยประกันจะถูกคำนวณเป็นรายวัน และแต่ละวันก็จะไม่เท่ากัน แต่ละคนก็จะไม่เท่ากัน ขึ้นอยู่กับข้อมูลที่ได้จาก 5 ตัวแปรหลัก
“เราจะรวบจากเบี้ยรายวันเพื่อคิดค่าเบี้ยประกันเป็นรายเดือน ผู้ขับขี่สามารถตรวจสอบเบี้ยได้ทันทีจากแอปพลิเคชันประกันขับดี และสำหรับการชำระเบี้ยจะตัดจากบัตรเครดิตที่ผูกไว้ตั้งแต่ลงทะเบียน” รัฐพลกล่าว
เทคโนโลยีที่นำมา Merge กัน เพื่อเก็บข้อมูลการขับขี่เรียลไทม์
อลิสแตร์ เดวิด จอห์นสตัน กรรมการผู้จัดการหน่วยธุรกิจพัฒนาธุรกิจใหม่ เอไอเอส กล่าวเสริมถึงความร่วมมือครั้งนี้ว่า นอกจาก AIS Insurance Service จะทำหน้าที่เป็นตัวกลาง คัดสรรบริการประกันภัยที่ดีที่สุดจากพาร์ทเนอร์เพื่อส่งมอบให้แก่ลูกค้าแล้ว บริษัทยังนำจุดแข็งจากการเป็นผู้ให้บริการโครงสร้างพื้นฐานด้านดิจิทัลที่มีเครือข่ายครอบคลุมสูงสุด พร้อมคลื่นความถี่ที่มากที่สุด รวมไปถึง Digital Platform ที่ช่วยพลิกโฉมยกระดับให้บริการประกันภัย
“เรายังสร้างความแตกต่างไปอีกขั้นจากเทคโนโลยีดิจิทัลด้วยการร่วมพัฒนาอุปกรณ์ MSIG Car Informatics ที่ฝังอุปกรณ์ IoT ให้สามารถส่งสัญญาณผ่านโครงข่ายของเอไอเอส ประมวลผลเข้าสู่ระบบ Cloud ของ MSIG ได้อย่างแม่นยำ มีเสถียรภาพ ตรงตามพฤติกรรมการใช้งานจริงของลูกค้าแบบ Real Time”
นอกเหนือจากนี้ เอไอเอสยังลิงก์กับช่องทางการชำระค่าบริการรายเดือนผ่านระบบ Digital Payment Gateway เพื่อช่วยอำนวยสะดวกและมีความปลอดภัยสูงสุดให้แก่ผู้บริโภคที่ใช้ InsurTech
รู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับ Insurance Regulatory Sandbox หรือ IRS
วัตถุประสงค์ของการจัดทำ โครงการทดสอบนวัตกรรมที่นำเทคโนโลยีมาสนับสนุนการให้บริการสำหรับธุรกิจประกันภัย (Insurance Regulatory Sandbox) หรือ IRS ก็เพื่อให้ภาคธุรกิจประกันภัย (บริษัทประกันภัย นายหน้าประกันภัย หรือ Tech Firms) สามารถทดสอบนวัตกรรม โดยการให้บริการแก่ผู้บริโภคจริง ในสภาพแวดล้อมและการให้บริการที่จำกัด ภายใต้หลักเกณฑ์การกำกับดูแลที่ยืดหยุ่นตามความจำเป็น เพื่อให้การกำกับดูแลและส่งเสริมสภาพแวดล้อม (ecosystem) มีความเหมาะสมมากขึ้น
โครงการทดสอบนวัตกรรมนี้ยังเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบธุรกิจทั้ง Fintech Firms และ Tech Firms เข้ามาทดสอบใน Insurance Regulatory Sandbox ได้มากขึ้น รวมถึงสนับสนุนให้บริษัทมี Sandbox ของตนเอง (Own Sandbox) โดยยังคงมีกระบวนการคุ้มครองผู้บริโภคที่เหมาะสมซึ่งเป็นการลดความเสี่ยงที่อาจจะเกิดขึ้นให้อยู่ในระดับที่ยอมรับได้
Roojai.com ประกันภัยรถที่ให้เคลมผ่านแอป เพิ่มฟีเจอร์บริการคนจีน
Roojai.com (รู้ใจดอทคอม) เป็นสตาร์ทอัพด้านประกันภัยรถยนต์ออนไลน์ที่ก่อตั้งขึ้นในปี 2559 ซึ่งได้รับอนุญาตจากสำนักงาน คปภ. แล้ว โดย Roojai ร่วมกับบริษัท กรุงไทยพานิชฯ ในเครือธนาคารกรุงไทย รับประกันภัยรถยนต์และรถมอเตอร์ไซค์ และร่วมกับบริษัท แอลเอ็มจี ประกันภัย จำกัด (มหาชน) รับประกันภัยรถมอเตอร์ไซค์ บิ๊กไบค์ เพื่อชาวไบค์เกอร์
Roojai.com ให้บริการผ่านเว็บไซต์และ Mobile App ในการแจ้งเคลมหรือขอรับบริการช่วยเหลือฉุกเฉินในกรณีรถเสียทั่วประเทศไทย โดยผู้ทำประกันสามารถแชร์ตำแหน่งที่เกิดเหตุ พร้อมติดตามพิกัดการเดินทางของเจ้าหน้าที่ได้แบบเรียลไทม์ผ่านระบบ GPS และยังสามารถตรวจสภาพรถผ่านวิดีโอคอลได้ภายในไม่กี่นาที ผู้ขับขี่จึงไม่ต้องเสียเวลารอเจ้าหน้าที่เป็นวันๆ

และเพื่ออำนวยความสะดวกและมอบประสบ การณ์ในการซื้อประกันภัยรถออนไลน์ ที่สมบูรณ์ให้ แก่กลุ่มลูกค้าชาวจีนที่มีอยู่ กว่า 220,000 คน ในไทย Roojai.com จึงสร้างเว็ บไซต์ภาษาจีนขึ้นเป็นรายแรกในประเทศไทย โดยให้บริการตั้งแต่ การขอใบเสนอราคา ไปจนถึงการชำระเงินด้วยภาษาจีน ซึ่งช่วยให้ลูกค้าเข้าใจถึ งความคุ้มครอง ข้อกำหนดและเงื่อนไข และก้าวข้ามอุปสรรคด้านภาษาได้
“ชาวจีนส่วนใหญ่ที่ทำงานอยู่ ในประเทศไทยมักพาครอบครัวเข้ ามาอยู่ด้วย ดังนั้นความปลอดภัยในการใช้ รถใช้ถนนจึงมีความสำคัญมาก เราจึงต้องการใช้เทคโนโลยีเพื่ อช่วยให้ลูกค้าดำเนินชีวิตได้ง่ ายขึ้น ด้วยผลิตภัณฑ์ประกันภัยที่เข้ าใจง่าย ไม่ซับซ้อน ราคาดี เชื่อถือได้ และเราได้เพิ่ มบริการเว็บไซต์เวอร์ชันภาษาจี นเพื่อให้กลุ่มพี่น้องชาวจี นในประเทศไทยใช้งานสะดวกขึ้น”
แกรทเชียโน่ เยิง ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายลูกค้า Roojai.com ชาวฮ่องกงกล่าวว่า Roojai.com นำเทคโนโลยีที่ทันสมัยเข้ ามาช่วยให้ลูกค้าใหม่เลื อกประกันภัยรถยนต์ที่เหมาะสมกั บการใช้งานในราคาที่สบายกระเป๋า
















