Thursday, August 27, 2026

สาลิกาคาบข่าว Vol.47

‘การบินไทย’ ขนวัคซีนโควิดล็อตแรก 2 แสนโดสจากจีนถึงไทย 24 ก.พ. นี้

พลอากาศเอก ชัยพฤกษ์ ดิษยะศริน ประธานในที่ประชุมคณะผู้ทำแผนฟื้นฟูกิจการ บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า การบินไทย ในฐานะสายการบินแห่งชาติ มีความยินดีที่กระทรวงสาธารณสุข มอบความไว้วางใจให้ปฏิบัติภารกิจขนส่งวัคซีนป้องกันโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) ล็อตแรกของประเทศไทย จำนวน 200,000 โดส จาก บริษัท ซิโนแวค ไบโอเทค จำกัด สาธารณรัฐประชาชนจีน มายังประเทศไทยด้วยเที่ยวบินขนส่งสินค้า (Cargo) เที่ยวบินที่ ทีจี 675 เส้นทางปักกิ่ง-กรุงเทพฯ ทำการบินด้วยเครื่องบินแบบแอร์บัส A350-900 ออกเดินทางจากสาธารณรัฐประชาชนจีนในวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2564 เวลา 06.50 น. (เวลาท้องถิ่น) ถึงกรุงเทพฯ  เวลา 11.05 น. ที่ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ทั้งนี้ บริษัทฯ พร้อมปฏิบัติภารกิจสำคัญนี้อย่างครอบคลุมทุกด้าน โดยได้จัดเตรียมเครื่องบินลำตัวกว้าง สำหรับขนส่งวัคซีนป้องกันโควิด-19 ด้วยตู้คอนเทนเนอร์ชนิดปรับควบคุมอุณหภูมิเข้าสู่ประเทศไทย ซึ่งตู้คอนเทนเนอร์ควบคุมอุณหภูมิดังกล่าว สามารถขนส่งสินค้าที่ต้องการควบคุมอุณหภูมิได้ระหว่าง -20˚C ถึง +20˚C รวมถึงอุปกรณ์บริการภาคพื้นเพื่อสนับสนุนเที่ยวบินขนส่งวัคซีน และพื้นที่คลังสินค้าปรับอากาศขนาดใหญ่ ที่มีความสะดวกในการส่งต่อวัคซีน ซึ่งจะช่วยปกป้องวัคซีนไม่ให้สัมผัสกับสภาวะอุณหภูมิสูงในระหว่างการส่งต่อ โดยบุคลากรยังมีความรู้ความเชี่ยวชาญและประสบการณ์ในการขนส่งและดูแลผลิตภัณฑ์ในกลุ่มสินค้าประเภทที่ต้องการควบคุมอุณหภูมิ เพื่อรักษาคุณภาพของสินค้า เช่น วัคซีน เวชภัณฑ์ เป็นอย่างดี และได้รับการรับรองมาตรฐาน GDP(Good Distribution Practice) ตามมาตรฐานขององค์การอนามัยโลก โดยบริษัท SGS (Thailand) เป็นผู้ทำการตรวจสอบและรับรอง

EECi จับมือเอกชนจีนขับเคลื่อนศูนย์นวัตกรรม SMC ยกระดับโรงงานไทยสู่ 4.0

ดร.เจนกฤษณ์ คณาธารณา รองผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) และผู้อำนวยการเขตนวัตกรรมระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (EECi) กล่าวภายหลังร่วมลงนามความร่วมมือระหว่างสวทช. กับ SIASUN AUTOMATION (SINGAPORE) PTE. LTD. เพื่อสนับสนุนการพัฒนาเขตนวัตกรรมระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (Eastern Economic Corridor of Innovation, EECi) ด้วยการนำเทคโนโลยีและองค์ความรู้ด้านระบบอัตโนมัติ หุ่นยนต์ และอิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะ มาร่วมขับเคลื่อนศูนย์นวัตกรรมการผลิตยั่งยืน (Smart Manufacturing Center: SMC) อันจะส่งผลให้เกิดการยกระดับขีดความสามารถในภาคการผลิตของประเทศไทยให้เปลี่ยนผ่านไปสู่อุตสาหกรรม 4.0 โดยมี ดร.คณิศ แสงสุพรรณ เลขาธิการคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก และ นางสาลินี ผลประไพ ผู้อำนวยการกองเอเชียตะวันออก 1 กรมเอเชียตะวันออก กระทรวงการต่างประเทศ ร่วมเป็นสักขีพยาน ว่า “การจัดตั้งศูนย์นวัตกรรม SMC-SIASUN เป็นโครงสร้างพื้นฐานด้านนวัตกรรมสำคัญของประเทศ กำกับดูแลโดย สวทช. มีพันธกิจหลักในการมุ่งสร้างระบบนิเวศนวัตกรรมที่สมบูรณ์เพื่อรองรับการขยายขนาดงานวิจัยสู่การใช้ประโยชน์ในเชิงพาณิชย์อย่างแท้จริง และการปรับแปลงเทคโนโลยีขั้นสูงให้เข้ากับบริบทอุตสาหกรรมของประเทศไทย เป็นหนึ่งในโครงสร้างพื้นฐานด้านนวัตกรรมสำคัญของ EECi ในการสนับสนุน ส่งเสริม และยกระดับขีดความสามารถในอุตสาหกรรมภาคการผลิตของไทย ให้สามารถเปลี่ยนผ่านไปสู่อุตสาหกรรม 4.0 ได้ด้วยการประยุกต์ระบบอัตโนมัติ หุ่นยนต์ และอิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะ โดย สวทช. มีแผนที่จะให้ศูนย์นวัตกรรม SMC เป็นศูนย์กลางการบริการที่จำเป็นต่ออุตสาหกรรมภาคการผลิตของประเทศ ซึ่งออกแบบมาเป็นพิเศษให้สอดคล้องกับบริบทของไทย อาทิ การประเมินความพร้อมของผู้ประกอบการสู่อุตสาหกรรม 4.0 การให้คำปรึกษาทางธุรกิจและทางเทคนิค การฝึกอบรมอุตสาหกรรมภาคการผลิตด้วยเทคโนโลยีขั้นสูงเพื่อให้เกิดทักษะใหม่และมีทักษะที่สูงขึ้น อีกทั้งยังมีพื้นที่สำหรับใช้ทดสอบ/ทดลอง (Industry 4.0 test-bed) ในการทำนวัตกรรมอีกด้วย”

6 จังหวัดเสี่ยงสูง! GISTDA ใช้ดาวเทียม MODIS คาดการณ์ 7 วันล่วงหน้าพื้นที่เสี่ยงไฟป่า

ดร.ศิริลักษณ์ พฤกษ์ปิติกุล ผู้อำนวยการสำนักประยุกต์และบริการภูมิสารสนเทศของสำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (องค์การมหาชน) หรือ GISTDA กล่าวถึง ปัญหาเรื่องของไฟป่าหมอกควันเป็นปัญหาที่มีมาอย่างต่อเนื่องทุกปีโดยเฉพาะในช่วงเดือนมกราคม-เมษายน ปัญหาส่วนใหญ่มาจากการบุกรุกพื้นที่เผาป่า การสร้างแนวกันไฟ การบริหารจัดการเชื้อเพลิงเชิงพื้นที่ และการเผาเพื่อเตรียมพื้นที่สำหรับการเกษตร ส่วนใหญ่พื้นที่ที่เกิดขึ้นจะเป็นพื้นที่เกษตร พี้นที่ป่าสงวน พื้นที่อนุรักษ์ พื้นที่ สปก. พื้นที่ชุมชน เป็นต้น ทั้งนี้ GISTDA มีการติดตามสถานการณ์มาอย่างต่อเนื่องเพื่อส่งข้อมูลให้กับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องสามารถนำไปใช้บริหารจัดการเชิงพื้นที่ได้อย่างทันท่วงที โดยนำข้อมูลจากดาวเทียม Terra และ Aqua ของระบบ MODIS และ ข้อมูลจากดาวเทียม Suomi NPP ของระบบ VIIRS มาใช้ในการวิเคราะห์เทคโนโลยีภูมิสารสนเทศเพื่อตรวจจับจุดความร้อน ทำให้สามารถรายงานจุดความร้อนที่เกิดขึ้นได้ภายในระยะเวลา 1 วัน หรือ 24 ชั่วโมง นอกจากการติดตามสถานการณ์ในเรื่องนี้เป็นประจำทุกวันแล้ว GISTDA ยังติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด โดยใช้ดาวเทียมระบบ MODIS และข้อมูลภูมิสารสนเทศวิเคราะห์และคาดการณ์ล่วงหน้า 7 วันสำหรับพื้นที่เสี่ยงที่จะเกิดไฟป่าได้ ซึ่งระหว่างวันที่ 15-21 กุมภาพันธ์ 2564 พบ 17 จังหวัดภาคเหนือที่เป็นพื้นที่เสี่ยงต่อการเกิดไฟป่า แบ่งเป็นพื้นที่เสี่ยงสูงในจังหวัด ตาก ลำพูน ลำปาง อุตรดิตถ์ แพร่ และน่าน ตามลำดับ  ส่วนจังหวัดที่เหลือพบความเสี่ยงในปริมาณน้อย เนื่องจากสัปดาห์ที่ผ่านมา มีฝนตกในหลายพื้นที่ของ 17 จังหวัดภาคเหนือ ส่งผลให้ในพื้นที่มีความชื้นมากขึ้น โดยข้อมูลดังกล่าวจะถูกส่งต่อให้กับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้นำไปวางแผนเพื่อการจัดการเชื้อไฟ และจัดทำแนวกันไฟในพื้นที่เสี่ยง ซึ่งจะช่วยลดความรุนแรงและความเสียหายที่จะเกิดขึ้นได้อย่างมีประสิทธิภาพ

สธ. เตือนวัยทำงานร่วมโต๊ะอาหารเพื่อนในออฟฟิศติดเชื้อโควิด-19

นายแพทย์เฉวตสรร นามวาท
นายแพทย์เฉวตสรร นามวาท รักษาราชการแทนผู้อำนวยการกองควบคุมโรคและภัยสุขภาพในภาวะฉุกเฉิน กรมควบคุมโรค แถลงข่าวสถานการณ์โรคโควิด 19 ว่า การระบาดระลอกใหม่ของโควิด 19 ภาพรวมการค้นหาเชิงรุกในพื้นที่ กทม. ตรวจคัดกรองเชิงรุกในสถานที่เสี่ยงการติดเชื้อจำนวน 3 แห่ง ได้แก่ 1.ตลาด ตรวจตั้งแต่วันที่ 18 ธ.ค. 2563  จำนวน 466 ตลาด ตรวจให้กับพ่อค้า แม่ค้า และผู้ที่เกี่ยวข้องกับตลาดกว่า 4 หมื่นคน พบติดเชื้อ 14 ราย คิดเป็นร้อยละ 0.03 เป็นการติดเชื้อแบบประปรายไม่เป็นกลุ่มก้อน 2.ในสถานประกอบการดำเนินการตรวจ ตั้งแต่วันที่ 25 ธ.ค 2563 จำนวน 128 แห่ง ในกลุ่มแรงงานจำนวน 16,177 คน พบติดเชื้อ 65 รายคิดเป็นร้อยละ 0.40 โดยติดเป็นกลุ่มก้อน 5 โรงงาน และ3.ในชุมชนเริ่มตั้งแต่วันที่ 31 ธ.ค. 2563 จำนวน 4,654 คน พบติดเชื้อ 35 ราย คิดเป็นร้อยละ 0.75 ซึ่งทุกแห่งสามารถควบคุมสถานการณ์ได้แล้ว สำหรับกลุ่มผู้ป่วยยืนยันที่เชื่อมโยงกับ รปภ. จุฬานิวาสน์ พบผู้ติดเชื้อเป็นกลุ่มก้อนจำนวน  22 ราย ส่วนใหญ่เป็นคนวัยทำงาน และไม่มีอาการ ทีมสอบสวนโรคจึงได้การดำเนินการตรวจค้นหาเชิงรุกที่ศูนย์บริการสุขภาพจุฬาฯจำนวน 862 คน พบผู้ติดเชื้อ 22 ราย และรอผล 165 คน และในตลาดรอบจุฬาฯจำนวน 434 คน ผลไม่พบเชื้อ 334 คน และอยู่ระหว่างรอผล 100 คน อย่างไรก็ตาม จากการสอบสวนทำให้เห็นถึงการเชื่อมโยง ซึ่งปัจจัยสำคัญที่ทำให้มีการติดเชื้อ ไม่ใช่จาก 1 คนไปสู่ 1คน แต่เป็นการแพร่ไปในครอบครัว กลุ่มที่พักอาศัยชั้นเดียวกัน กลุ่มคนทำงานที่มีความใกล้ชิด สนิทสนม รับประทานอาหารร่วมกัน และยังมีการตรวจพบเจอเชื้อที่เครื่องสแกนนิ้ว ถือเป็นจุดเสี่ยงที่ต้องระมัดระวัง แม้จะมีความเสี่ยงน้อยกว่าการรับประทานอาหารร่วมกัน พูดคุย หัวเราะ ใกล้ชิดกัน ก็ไม่ควรประมาท ต้องให้ความสำคัญในเรื่องการล้างมือสม่ำเสมอจะสามารถช่วยหยุดการระบาดเชื้อโควิด 19 ได้อีกทางหนึ่ง

ผลสำรวจชี้ประชาคมอาเซียนเลือกเข้าข้างสหรัฐมากกว่าจีนหากจำเป็น

นโยบายต่างประเทศของสหรัฐ
สำนักข่าวอินโฟเควสท์ ระบุ ผลจากการสำรวจความคิดเห็นประจำปีซึ่งจัดทำโดยสถาบัน ISEAS Yusof-Ishak ของสิงคโปร์ชี้ว่า ประชาชนในภูมิภาคอาเซียนมีแนวโน้มสนับสนุนฝ่ายสหรัฐมากขึ้นหลังจากประธานาธิบดีโจ ไบเดนชนะการเลือกตั้ง ผลสำรวจซึ่งเผยแพร่ออกมาเมื่อสัปดาห์ที่แล้วระบุว่า ผู้ตอบแบบสำรวจ 61.5% เห็นด้วยกับการสนับสนุนฝ่ายสหรัฐมากกว่าจีนในกรณีที่ประเทศในภูมิภาคอาเซียนถูกบีบบังคับให้เลือกข้าง ซึ่งนับว่ามีสัดส่วนเพิ่มขึ้นจากเดิมที่ระดับ 53.6% ของผู้ตอบแบบสำรวจในประเด็นเดียวกันเมื่อปีที่แล้ว นอกจากนี้ ผู้ตอบแบบสำรวจประมาณ 76.3% ยอมรับว่าจีนเป็นประเทศที่ทรงอิทธิพลด้านเศรษฐกิจมากที่สุด ขณะที่ผู้ตอบแบบสำรวจ 49.1% มีความเห็นว่าจีนเป็นประเทศที่ทรงอิทธิพลด้านการเมืองและยุทธศาสตร์มากที่สุด รายงานผลสำรวจนี้ระบุว่า การที่ประชาชนมีความคิดเห็นเปลี่ยนไปในเชิงสนับสนุนฝ่ายรัฐบาลสหรัฐมากขึ้นนั้น อาจเป็นผลมาจากการคาดการณ์เกี่ยวกับการดำเนินงานของรัฐบาลสหรัฐภายใต้การบริหารของปธน.ไบเดน การสำรวจความคิดเห็นครั้งนี้มีผู้ร่วมตอบแบบสำรวจกว่า 1,000 คนจากทั้ง 10 ประเทศที่เป็นสมาชิกอาเซียน โดยผู้ตอบแบบสำรวจมีทั้งกลุ่มเจ้าพนักงานของรัฐ ผู้ประกอบการธุรกิจ รวมไปถึงนักวิเคราะห์จากแวดวงวิชาการ คลังสมอง และสถาบันวิจัยอีกมากมาย