‘การบินไทย’ ขนวัคซีนโควิดล็อตแรก 2 แสนโดสจากจีนถึงไทย 24 ก.พ. นี้
พลอากาศเอก ชัยพฤกษ์ ดิษยะศริน ประธานในที่ประชุมคณะผู้ทำแผนฟื้นฟูกิจการ บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า การบินไทย ในฐานะสายการบินแห่งชาติ มีความยินดีที่กระทรวงสาธารณสุข มอบความไว้วางใจให้ปฏิบัติภารกิจขนส่งวัคซีนป้องกันโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) ล็อตแรกของประเทศไทย จำนวน 200,000 โดส จาก บริษัท ซิโนแวค ไบโอเทค จำกัด สาธารณรัฐประชาชนจีน มายังประเทศไทยด้วยเที่ยวบินขนส่งสินค้า (Cargo) เที่ยวบินที่ ทีจี 675 เส้นทางปักกิ่ง-กรุงเทพฯ ทำการบินด้วยเครื่องบินแบบแอร์บัส A350-900 ออกเดินทางจากสาธารณรัฐประชาชนจีนในวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2564 เวลา 06.50 น. (เวลาท้องถิ่น) ถึงกรุงเทพฯ เวลา 11.05 น. ที่ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ทั้งนี้ บริษัทฯ พร้อมปฏิบัติภารกิจสำคัญนี้อย่างครอบคลุมทุกด้าน โดยได้จัดเตรียมเครื่องบินลำตัวกว้าง สำหรับขนส่งวัคซีนป้องกันโควิด-19 ด้วยตู้คอนเทนเนอร์ชนิดปรับควบคุมอุณหภูมิเข้าสู่ประเทศไทย ซึ่งตู้คอนเทนเนอร์ควบคุมอุณหภูมิดังกล่าว สามารถขนส่งสินค้าที่ต้องการควบคุมอุณหภูมิได้ระหว่าง -20˚C ถึง +20˚C รวมถึงอุปกรณ์บริการภาคพื้นเพื่อสนับสนุนเที่ยวบินขนส่งวัคซีน และพื้นที่คลังสินค้าปรับอากาศขนาดใหญ่ ที่มีความสะดวกในการส่งต่อวัคซีน ซึ่งจะช่วยปกป้องวัคซีนไม่ให้สัมผัสกับสภาวะอุณหภูมิสูงในระหว่างการส่งต่อ โดยบุคลากรยังมีความรู้ความเชี่ยวชาญและประสบการณ์ในการขนส่งและดูแลผลิตภัณฑ์ในกลุ่มสินค้าประเภทที่ต้องการควบคุมอุณหภูมิ เพื่อรักษาคุณภาพของสินค้า เช่น วัคซีน เวชภัณฑ์ เป็นอย่างดี และได้รับการรับรองมาตรฐาน GDP(Good Distribution Practice) ตามมาตรฐานขององค์การอนามัยโลก โดยบริษัท SGS (Thailand) เป็นผู้ทำการตรวจสอบและรับรอง
EECi จับมือเอกชนจีนขับเคลื่อนศูนย์นวัตกรรม SMC ยกระดับโรงงานไทยสู่ 4.0
ดร.เจนกฤษณ์ คณาธารณา รองผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) และผู้อำนวยการเขตนวัตกรรมระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (EECi) กล่าวภายหลังร่วมลงนามความร่วมมือระหว่างสวทช. กับ SIASUN AUTOMATION (SINGAPORE) PTE. LTD. เพื่อสนับสนุนการพัฒนาเขตนวัตกรรมระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (Eastern Economic Corridor of Innovation, EECi) ด้วยการนำเทคโนโลยีและองค์ความรู้ด้านระบบอัตโนมัติ หุ่นยนต์ และอิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะ มาร่วมขับเคลื่อนศูนย์นวัตกรรมการผลิตยั่งยืน (Smart Manufacturing Center: SMC) อันจะส่งผลให้เกิดการยกระดับขีดความสามารถในภาคการผลิตของประเทศไทยให้เปลี่ยนผ่านไปสู่อุตสาหกรรม 4.0 โดยมี ดร.คณิศ แสงสุพรรณ เลขาธิการคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก และ นางสาลินี ผลประไพ ผู้อำนวยการกองเอเชียตะวันออก 1 กรมเอเชียตะวันออก กระทรวงการต่างประเทศ ร่วมเป็นสักขีพยาน ว่า “การจัดตั้งศูนย์นวัตกรรม SMC-SIASUN เป็นโครงสร้างพื้นฐานด้านนวัตกรรมสำคัญของประเทศ กำกับดูแลโดย สวทช. มีพันธกิจหลักในการมุ่งสร้างระบบนิเวศนวัตกรรมที่สมบูรณ์เพื่อรองรับการขยายขนาดงานวิจัยสู่การใช้ประโยชน์ในเชิงพาณิชย์อย่างแท้จริง และการปรับแปลงเทคโนโลยีขั้นสูงให้เข้ากับบริบทอุตสาหกรรมของประเทศไทย เป็นหนึ่งในโครงสร้างพื้นฐานด้านนวัตกรรมสำคัญของ EECi ในการสนับสนุน ส่งเสริม และยกระดับขีดความสามารถในอุตสาหกรรมภาคการผลิตของไทย ให้สามารถเปลี่ยนผ่านไปสู่อุตสาหกรรม 4.0 ได้ด้วยการประยุกต์ระบบอัตโนมัติ หุ่นยนต์ และอิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะ โดย สวทช. มีแผนที่จะให้ศูนย์นวัตกรรม SMC เป็นศูนย์กลางการบริการที่จำเป็นต่ออุตสาหกรรมภาคการผลิตของประเทศ ซึ่งออกแบบมาเป็นพิเศษให้สอดคล้องกับบริบทของไทย อาทิ การประเมินความพร้อมของผู้ประกอบการสู่อุตสาหกรรม 4.0 การให้คำปรึกษาทางธุรกิจและทางเทคนิค การฝึกอบรมอุตสาหกรรมภาคการผลิตด้วยเทคโนโลยีขั้นสูงเพื่อให้เกิดทักษะใหม่และมีทักษะที่สูงขึ้น อีกทั้งยังมีพื้นที่สำหรับใช้ทดสอบ/ทดลอง (Industry 4.0 test-bed) ในการทำนวัตกรรมอีกด้วย”
6 จังหวัดเสี่ยงสูง! GISTDA ใช้ดาวเทียม MODIS คาดการณ์ 7 วันล่วงหน้าพื้นที่เสี่ยงไฟป่า
ดร.ศิริลักษณ์ พฤกษ์ปิติกุล ผู้อำนวยการสำนักประยุกต์และบริการภูมิสารสนเทศของสำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (องค์การมหาชน) หรือ GISTDA กล่าวถึง ปัญหาเรื่องของไฟป่าหมอกควันเป็นปัญหาที่มีมาอย่างต่อเนื่องทุกปีโดยเฉพาะในช่วงเดือนมกราคม-เมษายน ปัญหาส่วนใหญ่มาจากการบุกรุกพื้นที่เผาป่า การสร้างแนวกันไฟ การบริหารจัดการเชื้อเพลิงเชิงพื้นที่ และการเผาเพื่อเตรียมพื้นที่สำหรับการเกษตร ส่วนใหญ่พื้นที่ที่เกิดขึ้นจะเป็นพื้นที่เกษตร พี้นที่ป่าสงวน พื้นที่อนุรักษ์ พื้นที่ สปก. พื้นที่ชุมชน เป็นต้น ทั้งนี้ GISTDA มีการติดตามสถานการณ์มาอย่างต่อเนื่องเพื่อส่งข้อมูลให้กับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องสามารถนำไปใช้บริหารจัดการเชิงพื้นที่ได้อย่างทันท่วงที โดยนำข้อมูลจากดาวเทียม Terra และ Aqua ของระบบ MODIS และ ข้อมูลจากดาวเทียม Suomi NPP ของระบบ VIIRS มาใช้ในการวิเคราะห์เทคโนโลยีภูมิสารสนเทศเพื่อตรวจจับจุดความร้อน ทำให้สามารถรายงานจุดความร้อนที่เกิดขึ้นได้ภายในระยะเวลา 1 วัน หรือ 24 ชั่วโมง นอกจากการติดตามสถานการณ์ในเรื่องนี้เป็นประจำทุกวันแล้ว GISTDA ยังติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด โดยใช้ดาวเทียมระบบ MODIS และข้อมูลภูมิสารสนเทศวิเคราะห์และคาดการณ์ล่วงหน้า 7 วันสำหรับพื้นที่เสี่ยงที่จะเกิดไฟป่าได้ ซึ่งระหว่างวันที่ 15-21 กุมภาพันธ์ 2564 พบ 17 จังหวัดภาคเหนือที่เป็นพื้นที่เสี่ยงต่อการเกิดไฟป่า แบ่งเป็นพื้นที่เสี่ยงสูงในจังหวัด ตาก ลำพูน ลำปาง อุตรดิตถ์ แพร่ และน่าน ตามลำดับ ส่วนจังหวัดที่เหลือพบความเสี่ยงในปริมาณน้อย เนื่องจากสัปดาห์ที่ผ่านมา มีฝนตกในหลายพื้นที่ของ 17 จังหวัดภาคเหนือ ส่งผลให้ในพื้นที่มีความชื้นมากขึ้น โดยข้อมูลดังกล่าวจะถูกส่งต่อให้กับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้นำไปวางแผนเพื่อการจัดการเชื้อไฟ และจัดทำแนวกันไฟในพื้นที่เสี่ยง ซึ่งจะช่วยลดความรุนแรงและความเสียหายที่จะเกิดขึ้นได้อย่างมีประสิทธิภาพ
สธ. เตือนวัยทำงานร่วมโต๊ะอาหารเพื่อนในออฟฟิศติดเชื้อโควิด-19




















