อากาศประเทศไทยจะดีกว่านี้ได้ไหม? สรุปประเด็นปัญหาจาก Clubhouse มาเล่าให้คุณฟัง

เพราะปัญหาฝุ่น PM 2.5 ยังเกิดขึ้นซ้ำๆ และส่งผลเสียต่อคุณภาพชีวิตของคนไทยในหลายพื้นที่ หลายหน่วยงานจึงออกมาแก้ปัญหา แต่บางครั้งก็เป็นเพียงการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า ด้วยเหตุนี้ พลเมืองดิจิทัลที่ใช้งาน Clubhouse นำโดย Techsauce จึงเปิดห้อง Techsauce Clubhouse : อากาศประเทศไทยจะดีกว่านี้ได้ไหม…มาแชร์ไอเดียกัน เพื่อชวนคนไทยมาระดมสมอง บอกปัญหา เพิ่มข้อเสนอแนะ โดยรับฟังสารจากผู้พูดทุกคน


Techsauce Clubhouse

เข้าห้อง Clubhouse ฟังเขาระดม “ปัญหา & ปัญญา” เรื่อง “อากาศ”

อธิบายก่อนว่า Clubhouse คือโซเชียล เน็ตเวิร์กที่เน้นการฟังและพูดคุย (ซึ่งขณะนี้ใช้ได้เฉพาะสมาร์ทโฟนระบบ iOS) โดย user หรือผู้เข้าใช้งานสามารถเปิดห้องสนทนา เลือกได้ว่าจะเป็นผู้พูดหรือผู้ดำเนินรายการ และให้ user คนอื่นๆ เข้าไปฟังเสียงสนทนาแบบสดๆ ขณะเดียวกัน ผู้ฟังสามารถกดที่รูปมือเพื่อยกมือ “เมื่อต้องการถาม” หรือแสดงความคิดเห็น และที่สำคัญ การพูดคุย – โต้ตอบบนแพลตฟอร์มนี้ทำให้เราได้ใกล้ชิดคนดังจากทั่วโลก และสนทนาหรือซักถามได้แบบเรียลไทม์
มาเข้าเรื่อง “อากาศ” ที่พูดคุยในห้อง Techsauce Clubhouse : อากาศประเทศไทยจะดีกว่านี้ได้ไหม…มาแชร์ไอเดียกัน เมื่อวันที่ 2 มีนาคม 2563 โดยมีผู้พูด (Speaker) หลัก ดังนี้
  • ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ชล บุนนาค ผู้อำนวยการโครงการประสานงานการวิจัยเพื่อสนับสนุนการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDG Move) สํานักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.)
  • อราคิน รักษ์จิตตาโภค หัวหน้าฝ่ายขับเคลื่อนนวัตกรรม (Head of NEXT) เอไอเอส
  • Ktaya B ผู้ดำเนินรายการ (Moderator) จากเพจ HER Interview 
SDGs
ชล บุนนาค เปิดประเด็นด้วยเรื่อง SDGs การร่วมลงนามของ 193 ประเทศเพื่อบรรลุเป้าหมายด้านความยั่งยืน 17 ข้อ ภายในปี 2573 ซึ่งประเทศไทยก็เข้าร่วมลงนามและจัดทำ โครงการวิจัยและสนับสนุนเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน หรือ SDG Move เพื่อติดตามความก้าวหน้าของการขับเคลื่อนเรื่องความยั่งยืนในประเทศไทย ในระดับโลก และเป็นตัวกลางในการเชื่อมโยงเครือข่ายการพัฒนาอย่างยั่งยืนเข้าด้วยกัน

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ชล บุนนาค
ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ชล บุนนาค

ประเด็นที่ ‘ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ชล บุนนาค’ กล่าวถึง

  • ภาครัฐก็มีความพยายามแก้ปัญหาฝุ่นอยู่ไม่น้อย แต่ก็ต้องยอมรับความจริงว่า รัฐไม่ใช่ซูเปอร์แมนที่จะทำทุกอย่างตามที่เราคาดหวังได้ จึงอยากให้มองปัญหา PM 2.5 ว่ามี 3 ด้าน 
      • ด้านแรก เศรษฐกิจ เช่น หมอกควันที่เกิดจากเกษตรกรเผาไร่อ้อย เพื่อการเก็บผลผลิตที่สะดวกรวดเร็ว
      • ด้านที่สอง การคมนาคมขนส่ง รถรุ่นเก่ายังคงสร้างมลพิษทางอากาศจากการเผาไหม้ของเครื่องยนต์สันดาป
      • ด้านที่สาม ครัวเรือน เช่น การหุงต้ม ทำอาหารในครัวเรือน 
  • สิ่งที่สังคมต้องการในขณะนี้ คือเทคโนโลยีที่เข้ามาช่วยแก้ปัญหา นักนโยบายสาธารณะ ตลอดจนผู้รู้จากหลายสาขาอาชีพ เพื่อระบุปัญหาให้ชัด กำหนดแนวทางทำงานร่วมกัน มีทักษะในการแก้ปัญหาหลายๆ เรื่อง มาทำงานกับคนที่เป็นสตาร์ทอัพแล้วแก้ปัญหาที่เหมาะกับบ้านเรา 
  • การแก้ปัญหาในระดับประเทศสำเร็จยาก คาราคาซัง เพราะคนไทยส่วนใหญ่ไม่ค่อยสามัคคี จึงทำงานเป็นทีมลำบาก
  • “ทางเลือกที่ไม่ยั่งยืน มันถูก ทางเลือกที่ยั่งยืน มันแพง” ภาครัฐจึงควรกำหนดกติการ่วมกันแล้ววางแผนระยะสั้น ระยะยาว เพื่อให้เห็น pathway ว่าเราจะเปลี่ยนผ่านไปสู่อะไร 
  • ถ้าเรามีสารสนเทศที่ดี จะช่วยให้คนปรับตัวเข้ากับสถานการณ์ต่างๆ ได้ดีขึ้น เช่น หาดใหญ่ ที่มีรัฐและเอกชนร่วมกันวางโครงสร้างพื้นฐานเพื่อแก้ปัญหาน้ำท่วมและทำให้อยู่ร่วมกันได้อย่างยั่งยืน
  • งบภาครัฐที่ใช้แก้ปัญหาภัยพิบัติหรือสิ่งแวดล้อมมักเชื่อมโยงกับเรื่องการเมือง เศรษฐกิจ และการรับรู้ของสังคม เช่น เชียงใหม่ มีปัญหาฝุ่นควันบ่อยครั้ง แต่ก็ไม่ได้มีการประกาศให้เป็นเขตภัยพิบัติ และคนเชียงใหม่ก็ต้องทนต่อไป
  • ในทางเศรษฐศาสตร์ควรเก็บภาษีคนที่ปล่อยคาร์บอน แต่เมื่อเป็นนโยบายสาธารณะ มักจะกลายเป็นเรื่องการเมืองไปโดยปริยาย
  • ประชาชนต้องเข้าใจเรื่องนี้มากขึ้นและผลักดันให้มีการแก้ปัญหาเรื่องนี้อย่างจริงจังจนเกิดโมเมนตัมทางสังคม และไม่อยากให้มองว่า ปัญหาฝุ่นควันมีแต่เทคโนโลยีที่ใช้แก้ปัญหาได้อย่างเดียว เราต้องมีนักสังคมศาสตร์ นักเศรษฐศาสตร์ มาช่วยชี้ pain point ร่วมแก้ปัญหาแบบบูรณาการให้ตรงจุดยิ่งขึ้น

อราคิน รักษ์จิตตาโภค
อราคิน รักษ์จิตตาโภค

ประเด็นที่ ‘อราคิน รักษ์จิตตาโภค’ กล่าวถึง

จากปัญหาที่รายล้อมอยู่ภายใต้บริบทของเอไอเอสและปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้นในสังคม อราคินบอกว่า เอไอเอสจึงสร้างทีม Next แผนกบ่มเพาะนวัตกรรมในองค์กรขึ้น โดยมุ่งนำความก้าวหน้าด้านเทคโนโลยี เช่น 5G, IoT, Cloud มาผนวกกับองค์ความรู้ต่างๆ เพื่อทำความเข้าใจปัญหา แล้วจึงหาแนวทางแก้ปัญหาอย่างยั่งยืน
นอกจากทีมงาน เอไอเอสยังจัดการแข่งขันแบบ Hackathon เพื่อเฟ้นหาไอเดียนวัตกรรมมาแก้ปัญหามลภาวะทางอากาศ ภายใต้โครงการ JUMP Thailand 2021 Hackathon นำมาสู่การระดมสมองผ่านแอปพลิเคชัน Clubhouse ที่ได้รับความนิยมในขณะนี้

JUMP THAILAND

  • ปัญหา PM 2.5 เป็นปัญหาซับซ้อน ต้องอาศัยคนจำนวนมาก และต้องมีการวางแผน มีการจัดการปัญหาร่วมกัน ซึ่งบางคนมองว่าแก้ไขทีหลังก็ได้ ให้แก้ปัญหาเรื่องโรคระบาด การรับและแจกจ่ายวัคซีนก่อน 
  • เทคโนโลยีที่เอไอเอสพัฒนาร่วมกับพันธมิตรสามารถสร้างโซลูชันส์ที่มีอิมแพ็คต่อสังคมได้ เช่น นวัตกรรมที่เอไอเอสร่วมพัฒนา ห้องความดันสูง (High Pressure Room) ที่อัดแรงดันเข้าไปดันให้ให้ออกมา แล้วช่วยกันทำในช่วงโควิด-19 และต่อยอดพัฒนาจนกลายเป็น save place ให้คนเชียงใหม่เข้าไปหลบเมื่อเกิดมลภาวะฝุ่นควันได้
  • มีการคำนวณไว้ว่า ฝุ่นจิ๋ว PM 2.5 ส่งผลราว 8-13% ของจีดีพีประเทศ กระทบต่อสุขภาพ คนจนก็จนเพิ่มขึ้นเพราะมีค่าใช้จ่ายเพิ่ม 
  • สิ่งที่ประเทศไทยขาดมากคือ Data ที่จะนำไปใช้แก้ปัญหาหรือวางแผนบริหารจัดการปัญหา จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่แต่ละภาคส่วนจะต้องเก็บและจัดระเบียบ Data เพื่อนำไปวิเคราะห์คาดการณ์ต่อ
  • หากผู้ขับขี่ใช้ยานพาหนะที่ยังปล่อยคาร์บอนอาจถูกเรียกเก็บภาษีเพิ่มหรือต้องเสียค่าปรับ เช่น ชาวอินเดียที่ขับรถเก่าและต้องเสียค่าปรับตอนต่อภาษี 
  • ได้ลงพื้นที่ภาคเหนือและใช้ IoT ตรวจจับความร้อน ความชื้น สัญญาณแสงไฟ และร่วมกับพาร์ทเนอร์ใช้โดรนบินในพิกัดที่ใกล้เคียงกับจุดที่เกิดไฟป่า และยังใช้โดรนวิ่งเข้าหาไฟในพื้นที่ 4 ตารางเมตร พบปัญหาหน้างานเยอะมาก 
  • ต้องร่วมกันส่งเสริมให้มีศูนย์ดำเนินการชัดเจนอย่างช่วงโควิดระบาด โดยใช้ความสามารถของบุคคล หน่วยงาน หรือองค์กร มาร่วมกันโปรโมทแนวทางดีๆ เพื่อให้คนทำตาม อาจทำเป็น SocialTech GovTech ก็ได้
  • ถ้าเป็นไปได้ก็อยากเชิญชวนผู้สนใจ คนที่รู้เรื่อง DeepTech มาร่วมสร้างนวัตกรรมเพื่อช่วยแก้ปัญหาและทำให้เราอยู่ร่วมกันได้อย่างยั่งยืน โดยเรามีทุนให้พัฒนานวัตกรรม มีพันธมิตรด้าน IoT นับพันบริษัท มีเทคโนโลยี IoT 5G Big Data ที่พัฒนาขึ้นเองและจากพันธมิตร ทั้งยังมีเครือข่ายอาจารย์ที่พร้อมจะเข้ามาช่วยผลักดันให้เกิดโซลูชันส์อย่างเป็นรูปธรรม และเติบโตเป็นบริษัทสตาร์ทอัพได้ต่อไป
  • สิ่งที่ทำอยู่นี้ไม่ใช่กิจกรรมซีเอสอาร์ แต่มุ่งแสวงหา “ผลิตภัณฑ์ที่มีความยั่งยืน” โดยเรามีงบวิจัยและพัฒนา 100 ล้านบาท จากโครงการ jumpthailand.earth มาร่วมสนับสนุน 

ประเด็นบางส่วนที่ “ผู้ฟัง” ขึ้นมาเป็น “ผู้พูด” กล่าวถึง

Kulawal Phaiy Supesuntorn, Clean Air Network 

  • ได้ร่วมทำ Blue Paper เรื่อง ร่าง พ.ร.บ.อากาศสะอาด ตั้งแต่ปี 2562 มองว่าปัญหาฝุ่นควันต้องจัดการที่โครงสร้าง ต้องอาศัยความร่วมมือของทุกฝ่าย เช่นตอนนี้นักวิชาการจากจุฬาฯ ก็เข้าร่วมกับหน่วยงานอื่นๆ เพื่อสนับสนุนให้เกิด พ.ร.บ.อากาศสะอาด 
  • ต้องทำให้ประชาชนมีความตระหนักรู้เกี่ยวกับกระบวนการร่างกฎหมาย เพื่อร่วมกันรักษาผลประโยชน์ของตัวเอง และเพื่อให้แน่ใจมั่นใจว่ากฎหมายจะออกมาอย่างที่คาดหวังไม่เปลี่ยนรูปไป ประชาชนจึงต้องคอยสอดส่องด้วยว่า ร่างกฎหมายออกมาเหมือนที่ต้องการไหม ซึ่งตอนนี้เราพยายามทำสื่อเพื่อสร้างความตระหนักรู้ว่า ทุกคนต้องติดตามการบูรณาการงานภาครัฐ ไม่ได้รอพึ่งเทคโนโลยีเพียงอย่างเดียว 
  • การแก้ปัญหามลภาวะทางอากาศ เห็นควรให้รัฐโยนกรอบออกมาว่า การจัดการปัญหาเหล่านี้ต้องทำควบคู่กับการใช้เทคโนโลยี แต่เราต้องมาคิดและทำร่วมกัน ไม่ใช่แค่คนที่ทำงานด้านเทคโนโลยีเท่านั้น แต่ยังต้องอาศัยคนที่ทำงานในภาคสังคมและด้านอื่นๆ มาร่วมวิเคราะห์และหาทางออกด้วย

ปัญหาไฟป่า ไฟป่า

Sombat Bunngam-anong, NGOs
  • ภาคเหนือมีดาวเทียมตรวจจับความร้อน ในปีที่ผ่านมาพบความเสียหายจากการเผาป่า 170,000 ไร่ ในจุดที่มีการเตรียมพื้นที่ทำเกษตรแล้วลุกลามเข้าป่า ซึ่งดาวเทียมของ GISTDA จะวนจับภาพได้หนึ่งครั้งใช้เวลา 12 ชั่วโมง เห็นควรให้หาเทคโนโลยีที่บอกหรือแจ้งเหตุไฟป่าได้แบบเรียลไทม์
  • เดือนมีนาคม – เมษายน จะเห็นไฟป่าลุกลามมหาศาล เนื่องจากขีดความสามารถของการดับไฟในช่วงแรกขาดประสิทธิภาพ ทั้งเรื่องพิกัดที่เกิดไฟป่า การดับไฟ การลำเลียง โดยเฉพาะการลำเลียง ซึ่งเป็นการเดินทางเพื่อนำอุปกรณ์ไปไปช่วยดับไฟซึ่งกินเวลามาก จึงควรนำเทคโนโลยี เช่น โดรน มาปรับใช้เพื่อให้การลำเลียงอุปกรณ์ทำได้เร็วขึ้น
  • เราต้องการเทคโนโลยีที่เหมาะสมกับพื้นที่ บางพื้นที่ไม่จำเป็นต้องเป็นอุปกรณ์ไฮเทค ยกตัวอย่างเครื่องมือดับไฟของเจ้าหน้าที่คือ เครื่องเป่าใบไม้ ช่วยแยกเชื้อเพลิงออกจากไฟได้ แต่หากเกิดไฟป่าบนดอยก็ต้องหาน้ำมาดับไฟ และบางพื้นที่เท่านั้นที่มีแท็งก์น้ำ เช่นที่ดอยตุง

ปัญหาฝุ่นควัน อากาศประเทศไทย

Singha Dechapakorn, MFEC
  • เสนอให้พัฒนาเทคโนโลยีที่เหมาะสมกับพื้นที่ และหากมีเคสตัวอย่างที่ละเอียดมากขึ้น ก็จะหา pain point ได้ชัด ทำให้แก้ปัญหาได้ดียิ่งขึ้น
  • ปัญหาในหน้าร้อน เช่น ความร้อนใต้พื้นดิน การสั่นสะเทือน ก็มีผล ทางเอไอเอสมีระบบดาวเทียมที่อาจนำไปเสริมหรือพัฒนาเพื่อช่วยเรื่องนี้ได้ 
  • พื้นที่ที่มีฝุ่น PM2.5 หนาแน่น นอกจากพื้นที่ที่มีการเผาไหม้ มีการก่อสร้าง เช่น ตามแนวรถไฟฟ้า อาจนำเรื่องคาร์บอนเครดิตเข้ามาช่วยจัดการ หรือให้มีพารามิเตอร์เป็นตัววัด เช่น เอกชนที่เป็นบริษัทรับเหมาก่อสร้างอาจต้องหาวิธีทำให้ฝุ่นลดลงหรือเสียค่าใช้จ่ายเพิ่ม

อ่านบทความที่ SALIKA เคยนำเสนอเกี่ยวกับวิธีแก้ปัญหาฝุ่นควันกันต่อ

10 เรื่องเด่นชี้ ทิศทางงานวิจัยไทย 2564 “วิจัยการแพทย์, โควิด-19 และ ฝุ่น PM2.5” คือคีย์เวิร์ดสำคัญ

ฮาวทู สร้าง บ้านปลอดไวรัส & PM2.5 ด้วยตนเอง พร้อมรีวิว นวัตกรรมบ้านระบบปิด กันฝุ่นและเชื้อโรคได้จริง