ในค่ำคืนแห่งสายลมฉาบด้วยโคมไฟสีส้มและดวงดาวบนท้องฟ้า การได้นั่งหลับตาสนทนากับกลุ่มคนที่ได้รับการเรียกขานว่า…คนพิการ ทำให้เห็นมุมมองที่ถูกมองข้าม หรือ อาจเป็นการ “ซ่อนกล” ของสังคมเพื่อขีดเส้นแบ่งระหว่าง “คนปกติ” กับผู้ที่ถูกเรียกขานว่า “คนพิการ”
หากเสียงสะท้อนของพวกเขากลับคิดว่าตัวเองเป็น “คนปกติ” เหมือนกับคนทั่วไป เพียงแค่มีความบกพร่องทางการได้ยิน มองเห็น หรือ การเคลื่อนไหว มีหลายสิ่งหลายอย่างที่พวกเขาทำได้มากกว่าคนปกติด้วยซ้ำ
ปีแล้ว…ปีเล่า..ที่คนเหล่านี้ถูกตีตราด้วยอาชีพตัดผม…เสริมสวย…เย็บหนัง…ตัดเย็บเสื้อผ้า…เชื่อมโลหะ…นวดแผนไทย หลายคนได้รับการฝึกฝน เรียนรู้ศาสตร์เหล่านั้น และกลับออกไปโดยไม่ได้นำวิชาความรู้ไปใช้ ไม่ใช่เพราะว่าพวกเขาทำไม่ได้ แต่เป็นเพราะมิใช่สิ่งที่พวกเขาปรารถนา
ขณะที่ผู้พิการอีกหลายคน ครอบครัวมองว่าเป็นเรื่องเวรกรรมในอดีตชาติ จึงปล่อยให้เป็นไปตามกรรมกำหนด เติบโตขึ้นมาด้วยการขายลอตเตอรี่…ร้องเพลง ทิ้งพรสวรรค์อันแสนอัศจรรย์ไปอย่างน่าเสียดาย

“ผมอยากขับเครื่องบิน” คำพูดของหนุ่มน้อยผู้พิการทางสายตาได้สร้างความตกตะลึงให้กับคนฟังเมื่อเขาถูกตั้งคำถามว่าอยากเป็นอะไร มันเป็นความฝันตั้งแต่วัยเด็ก และเขาเชื่อว่าสามารถทำตามความฝันได้ เขาสามารถขับเครื่องบินได้ แม้คนทั่วไปจะไม่เชื่อ
“คุณคิดว่านักบินเมื่อขึ้นไปบนท้องฟ้ามองเห็นอะไร” เขาถามกลับไปยังคนที่ตั้งคำถาม ก่อนจะพูดต่อว่า “ผมคิดว่าเขาไม่เห็นอะไรนอกจากท้องฟ้า และเครื่องบินยุคใหม่ถูกออกแบบให้เรียนรู้ด้วยระบบเอไอ ขอเพียงแค่ผมรู้ว่าปุ่มไหนอยู่ตรงไหน ผมมั่นใจว่าขับเครื่องบินได้”
คุณจะรู้สึกอย่างไรเมื่อผู้พิการทางสายตาคนหนึ่งที่มีความรู้ด้านโปรแกรมเมอร์ ไม่สามารถทำงานกับบริษัทเอกชนแห่งหนึ่งได้ เนื่องจากเขาไม่สามารถนั่งอยู่ท่ามกลางเสียงโหวกเหวกของผู้ร่วมงานที่เป็นคนปกติได้ ในขณะเดียวกันบริษัทก็ตั้งข้อกำหนดว่าต้องเข้าออฟฟิศทุกวัน ทั้งที่งานของเขานั้นทำที่บ้านก็ได้ เขาตัดสินใจลาออกไปอยู่กับบริษัทอีกแห่งหนึ่งที่อนุญาตให้เขาทำงานจากบ้านได้ วันนี้โปรแกรมเมอร์คนนั้นได้ออกแบบสมาร์ทโฮมให้กับบริษัทพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ ซึ่งอีกไม่นานบ้านราคา 20-30 ล้านบาท เพียบพร้อมด้วยสมาร์ทโฮมอำนวยความสะดวกที่ออกแบบโดยผู้พิการทางสายตา จะเปิดตัวออกมาขายในตลาด

“ดิฉันไม่เข้าใจว่าทำไมสังคมจึงมองข้ามความเก่งกาจของคนเหล่านี้” ซีอีโอ Vulcan Coalition กล่าวด้วยน้ำเสียงบีบคั้น เสียงนั้นยิ่งบีบคั้นหนักขึ้นเมื่อเล่าว่า ก่อนหน้านี้เธอได้ชวนหญิงพิการทางสายตาวัย 45 ปีมาทำงาน เนื่องจากว่างงานมานานถึง 20 ปี ทั้งที่มีความรู้ ความสามารถ แต่กลับไร้คนจ้าง ที่มากกว่านั้นคือเธอมีมีความมุ่งมั่น ทุ่มเทเวลาทำงานได้นับร้อยชั่วโมง ขณะที่คนอื่นจะยอมทำแค่ 20 ชั่วโมง โดยไม่เคยปริปากบ่นนอกจากคำพูดว่า “ขอบคุณจริงๆ ที่ดึงเวลา 20 ปีที่หายไปของฉันกลับมา”
ด้วยระบบเทคโนโลยีในปัจจุบัน ทำให้ผู้บกพร่องเหล่านี้มีความล้ำหน้าเกินจินตนาการ พวกเขาใช้โอกาสจากเทคโนโลยี ศึกษา เรียนรู้ ก้าวไปสู่การออกแบบสิ่งประดิษฐ์ต่างๆ ด้วยระบบเอไอ สร้างโปรแกรมการฟัง การอ่าน การเคลื่อนไหว หรือการจัดตั้งกลุ่มจิตสาธารณะต่างๆ อาทิ กลุ่มสม็อกกะธอน แก้ปัญหาหมอกควันไฟป่า กลุ่มแฮกกะธอน รวบรวมปัญหาของระบบราชการไทย หรือ กลุ่มยูธอินชาร์จ รวมเยาวชนที่เป็นพลังในด้านต่างๆ Vulcan Coalition เป็นหนึ่งในองค์กรที่เข้าไปสนับสนุนคนพิการ โดยร่วมกับหน่วยงานภาครัฐคือกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ จัดให้มีการพัฒนาอบรมทักษะดิจิตอลด้านเอไอให้ผู้พิการ 300 คนในปีที่ผ่านมา ซึ่งปีนี้จะมีหุ่นยนต์ตัวแรกของโลกที่ผู้พิการไทยได้มีส่วนร่วมในการพัฒนา

“หลายครั้งเราไม่เข้าใจมุมมองของสังคมที่มีต่อพวกเรา” สาวน้อยในวิลแชร์กล่าวอย่างสับสน “หนูเคยเห็นข่าวคนตาบอดแต่งงานกัน ซึ่งทุกคนมองว่าเป็นเรื่องตื่นเต้น ได้แต่ถามตัวเองว่าทำไมคนปกติแต่งงานกันเป็นเรื่องธรรมดา แต่พอคนตาบอดแต่งงานกันกลับกลายเป็นข่าวใหญ่โต”
ขณะที่ชายหนุ่มผู้พิการทางสายตาสะท้อนว่า ภรรยาของเขาเป็นคนสายตาดี หลายคนไม่เข้าใจว่าทำไมจึงมาแต่งงานกับเขาซึ่งเป็นคนตาบอด บางคนอาจมีทัศนคติถึงขั้นที่ว่า เพราะเธอหาแฟนไม่ได้หรือเปล่า จึงต้องมาคบกับคนตาบอด ทั้งที่ในความเป็นจริงความสัมพันธ์นั้นถูกปลูกสร้างสานฝันจากความรัก
น่าปวดร้าวกว่านั้นคือลูกของผู้พิการบางคนถูก “บูลลี่” ในสถานศึกษา
สุดท้ายแล้ว “ทัศนคติ” อาจเป็นคำตอบสุดท้ายว่าสังคมจะก้าวข้ามความเหลื่อมล้ำนี้อย่างไร
ถ้าสังคมมี “ทัศนคติ” มองพวกเขาว่าเป็นคนปกติ มีพรสวรรค์ มีความสามารถ มีวิสัยทัศน์ และ สร้างสรรค์สิ่งต่างๆ ได้เหมือนหรืออาจจะมากกว่าคนปกติทั่วไป บริบทการอยู่ร่วมกัน และการพัฒนาสังคมคงก้าวไปไกลกว่านี้

ซีอีโอหลายคนอาจต้องกลับมาทบทวนและตั้งคำถามกับตัวเองว่า เพราะเหตุใดจึงมองข้ามความสามารถและพรสวรรค์ของคนเหล่านี้
เจ้าของบริษัทมากมายยอมจมปลักอยู่กับสารพัดปัญหาในองค์กร การเรียกร้องสวัสดิการที่เกินขอบเขต การหาข้ออ้างในการทำงานให้น้อยลง หรือ การทำงานตามหน้าที่โดยเมินเฉยต่อส่วนอื่นๆ ในบริษัท การเวียนเข้า-ออกของพนักงานคนแล้วคนแล้วคนเล่า โดยมองผ่านผู้บกพร่องไปราวกับสุญญากาศอันว่างเปล่า
หากยังมี “ทัศนคติ” เหมือนเดิม
อาจเป็นพวกเราที่ถูกตั้งคำถามว่า…ใครกันแน่ที่พิการ?










