Friday, August 28, 2026

สาลิกาคาบข่าว Vol.66

เปิดโครงการ “SME คนละครึ่ง” ลดค่าบริการทางธุรกิจ เพิ่มมาตรฐานสินค้า

นายอนุชา บูรพชัยศรี โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาลเตรียมมาตรการช่วยเหลือผู้ประกอบการรายย่อยเพิ่มเติม ในลักษณะร่วมกันจ่ายกับ SME (Co-payment) มีสัดส่วนตั้งแต่ร้อยละ 50-80 สำหรับค่าใช้จ่ายในการขอทดสอบผลิตภัณฑ์ จดทะเบียนหรือขอใบรับรองมาตรฐานต่างๆ และการปรึกษาทางธุรกิจ เช่น มาตรฐานการบัญชี มาตรฐานสินค้าเกษตร (มกอช.) มาตรฐานอาหาร (อย.) ซึ่งที่ผ่านมาการขอรับบริการทางธุรกิจต่างๆ มีค่าใช้จ่ายสูง เป็นต้นทุนสำคัญของการประกอบการ และกลายเป็นอุปสรรคสำคัญในการพัฒนาผลิตภัณฑ์และบริการของเอสเอ็มอีไทยด้วย โดยคาดว่าจะเริ่มเปิดตัวโครงการ SMEs’ Co-payment ในกลางปีนี้ นอกจากจะลดภาระค่าใช้จ่ายแล้วยังเปิดโอกาสให้เอสเอ็มอีไทยที่มีอยู่กว่า 3.1 ล้านรายสามารถตัดสินใจเลือกพัฒนาคุณภาพและขอรับมาตรฐานสินค้าและบริการที่ตรงความต้องการของแต่ละอุตสาหกรรมแต่ละราย สร้างโอกาสใหม่ๆ ทางการตลาดด้วยผลิตภัณฑ์และบริการที่เป็นมาตรฐานสากลด้วย โดยคุณสมบัติของเอสเอ็มอีต้องเป็นธุรกิจที่มีการยื่นชำระภาษีและขึ้นทะเบียนสมาชิกกับสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.)

“ดาวเทียม” สแกนเขื่อนภูมิพล พบพื้นที่เผาไหม้กว่า 5.2 หมื่นไร่

นางกานดาศรี ลิมปาคม รองผู้อำนวยการ สำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (องค์การมหาชน) หรือ GISTDA เผยภาพจากดาวเทียม SENTINEL-2 พบพื้นที่เผาไหม้บริเวณโดยรอบเขื่อนภูมิพล จ.ตาก กว่า 52,200 ไร่ และปรากฏภาพหัวไฟที่ยังคงลุกไหม้กระจายอยู่หลายจุด ข้อมูลภาพจากดาวเทียมขณะนี้มีร่องรอยความเสียหายเป็นบริเวณกว้าง หลายพื้นที่ยังคงมีเปลวไฟลุกไหม้อยู่ และมีแนวโน้มที่จะขยายลงไปทางตอนล่างของจุดตรวจสันเขื่อน ซึ่งสอดคล้องกับการคาดการณ์พื้นที่เสี่ยงการเกิดไฟป่าด้วยแบบจำลองระบบสารสนเทศภูมิศาสตร์ ของวันที่ 1 – 7 มีนาคม 2564 ที่แสดงให้เห็นถึงพื้นที่เสี่ยงต่อการเกิดไฟป่าสูงหลายพื้นที่ โดยเฉพาะบริเวณรอบเขื่อนภูมิพลได้อย่างชัดเจน ซึ่งจังหวัดตากเป็น 1 ใน 3 จังหวัด (เชียงใหม่ ตาก แม่ฮ่องสอน) ที่มีความเสี่ยงสูงในช่วงวันดังกล่าวด้วย อย่างไรก็ตาม คาดว่าจะยังมีพื้นที่อื่นๆ โดยรอบเขื่อนภูมิพลที่ได้รับความเสียหายจากการเผาไหม้อยู่อีก ซึ่ง GISTDA จะติดตามต่อไป ข้อมูลดังกล่าวจะใช้เป็นข้อมูลพื้นฐานให้กับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการเข้าตรวจสอบในพื้นที่จริงร่วมกับจังหวัด เพื่อนำไปสู่การวางแผนฟื้นฟู ป้องกัน และสร้างความเข้าใจให้กับประชาชนในพื้นที่ในการสนับสนุนการมีส่วนร่วมของชุมชนและสังคมอย่างยั่งยืน อันจะส่งผลต่อภาวะเศรษฐกิจ ความเชื่อมั่นด้านการท่องเที่ยว และการรักษาทรัพยากรธรรมชาติให้ยั่งยืน

แพทย์เตือนบริโภคน้ำตาลเกิน สารพัดโรครุม WHO หนุนปรับขึ้นภาษี

ศ.เกียรติคุณ พญ.วรรณี นิธิยานันท์ ประธานเครือข่ายคนไทยไร้พุง ราชวิทยาลัยอายุรแพทย์แห่งประเทศไทย
ดร.แดเนียล เคอร์เทซ ผู้แทนองค์การอนามัยโลกประจำประเทศไทย
ศ.เกียรติคุณ พญ.วรรณี นิธิยานันท์ ประธานเครือข่ายคนไทยไร้พุง ราชวิทยาลัยอายุรแพทย์แห่งประเทศไทย กล่าวว่า คนส่วนใหญ่มักเข้าใจว่าร่างกายสามารถขับน้ำตาลทั้งหมดออกมาได้ แต่ในทางการแพทย์พบว่า ถ้าบริโภคน้ำตาลในปริมาณมากเสี่ยงเป็นโรคไขมันพอกตับสูง เพราะน้ำตาลที่ค้างในร่างกายจะแปรสภาพเป็นไขมันเกาะตามกล้ามเนื้อและตับทำให้อ้วนลงพุง หากปล่อยไว้นานจะทำให้อวัยวะต่าง ๆ อักเสบเรื้อรัง ซึ่งสาเหตุอันดับ 1 ที่ทำให้เกิดโรคคือ ดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ และอันดับ 2 คือ บริโภคน้ำตาลมากเกินความจำเป็น น้ำตาล มีส่วนทำให้เกิดโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (โรค NCDs) เช่น มะเร็งตับ ไขมันเกาะตับ โรคหลอดเลือดสมองอุดตัน ไขมันอุดตันในหัวใจ อัมพฤกษ์ อัมพาต เบาหวาน และโรคอ้วน ปัจจุบันมีคนเสียชีวิตจากกลุ่มโรค NCDs คิดเป็นร้อยละ 70 ของผู้เสียชีวิตทั้งหมดในประเทศไทย รัฐบาลต้องใช้งบประมาณดูแลผู้ป่วยไม่ต่ำกว่า 4-5 แสนล้านบาทต่อปี จึงเป็นที่มาของการผลักดันให้ปรับขึ้นภาษีเครื่องดื่มที่มีน้ำตาลทุกๆ 2 ปี การเดินหน้าเรื่องนี้มีวัตถุประสงค์ให้ผู้ประกอบการเครื่องดื่มปรับตัว เพราะถ้าลดปริมาณน้ำตาลที่ผสมในเครื่องดื่มลงได้ก็จะไม่ต้องเสียภาษีมาก คนไทยก็จะได้บริโภคเครื่องดื่มที่มีปริมาณน้ำตาลน้อยลง ดร.แดเนียล เคอร์เทซ ผู้แทนองค์การอนามัยโลกประจำประเทศไทย กล่าวว่า เป็นที่ทราบกันดีว่ามาตรการทางภาษีนั้นช่วยลดการบริโภคสิ่งที่ไม่ดีต่อสุขภาพ เช่น เครื่องดื่มที่มีส่วนผสมของน้ำตาลได้ ทั้งนี้ รัฐบาลไทยได้กำหนดปรับอัตราภาษีเครื่องดื่มที่มีส่วนผสมของน้ำตาลเพิ่มแบบขั้นบันได จึงขอให้ภาคส่วนที่เกี่ยวข้องพิจารณาปรับเพิ่มอัตราภาษีตามที่กำหนดไว้ เพราะการลดการบริโภคเครื่องดื่มที่มีส่วนผสมของน้ำตาลจะช่วยลดความเสี่ยงต่อโรคเรื้อรัง รวมถึงการปรับเพิ่มอัตราภาษียังสะท้อนชัดไปถึงประชาชนว่า การบริโภคเครื่องดื่มที่มีส่วนผสมของน้ำตาลนั้นไม่ดีต่อสุขภาพ

เกษตร-พาณิชย์ สบช่อง “มะม่วงน้ำดอกไม้” ผลไม้ไทยโดนใจคนเกาหลี

นายสมเด็จ สุสมบูรณ์ อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า นโยบาย “เกษตรผลิต พาณิชย์ตลาด” ได้ประสานงานและเจรจาหารือกับกรมส่งเสริมการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) บริษัท Profreight Group (ผู้ให้บริการด้านโลจิสติกส์) และ บริษัท Swift จำกัด (ผู้ค้าและผู้ส่งออกผลไม้ไทย) ในการขนส่งผลไม้ไทย เช่น มะม่วง ทุเรียน มังคุด ทางอากาศไปยังประเทศเป้าหมาย เช่น เกาหลีใต้ ญี่ปุ่น จีน นำร่องส่งออกมะม่วงน้ำดอกไม้เกรดพิเศษด้วยเที่ยวบินของสายการบินไทยไปยังตลาดเกาหลีใต้ ในวันที่ 6 มีนาคม 2564 เป็นเที่ยวบินแรก จำนวน 20 ตัน ณ เขตปลอดอากรและคลังสินค้า ท่าอากาศยานนานาชาติสุวรรณภูมิ โดยจะมีการขนส่งมะม่วงน้ำดอกไม้ไปยังเกาหลีใต้รวม 13 เที่ยวๆ ละ 20 ตัน รวมทั้งสิ้น  260 ตัน นายเข้มแข็ง ยุติธรรมดำรง อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวว่าปัจจุบันเกาหลีอนุญาตให้นำเข้าผลไม้ไทยได้ 6 ชนิด ได้แก่ มะม่วงน้ำดอกไม้ มะม่วงแรด ทุเรียน มังคุด สับปะรด กล้วย และมะพร้าว ซึ่งมะม่วงน้ำดอกไม้ได้รับความนิยมมากที่สุด เนื่องจากรสชาติ “หวาน หอม อร่อย” เป็นที่ถูกปากของคนเกาหลี อย่างไรก็ตาม ผลไม้ต้องได้รับการรับรองจากกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ของประเทศไทย และผ่านการรับรองจากผู้เชี่ยวชาญด้าน Plant Quarantine ของประเทศเกาหลี ซึ่งจะมีการตรวจสอบในระดับที่เข้มข้นพอๆ กับญี่ปุ่น
สหรัฐ-อียูสงบศึกภาษีชั่วคราว หวังสกัดจีน-คู่แข่งผลิตเครื่องบินรายใหม่
สำนักข่าวอินโฟเควสท์ ระบุ รัฐบาลสหรัฐเปิดเผยในวันศุกร์ (5 มี.ค.) ว่า ได้ตกลงกับสหภาพยุโรปหรืออียู (EU) ที่จะระงับการเก็บภาษีนำเข้าสินค้าระหว่างกันเป็นเวลา 4 เดือน หลังจากที่มีการสั่งเก็บภาษีดังกล่าวจากข้อพิพาทเรื่องการให้เงินอุดหนุนอุตสาหกรรมการผลิตเครื่องบิน โดยสหรัฐและอียูพยายามที่จะหันมาร่วมมือกันเพื่อรับมือกับความท้าทายต่างๆ ที่เกิดจากคู่แข่งรายใหม่ๆ ที่รุกเข้าสู่ตลาดการบินพลเรือน อาทิ บริษัทของจีน ก่อนหน้านี้องค์การการค้าโลก (WTO) ได้อนุมัติให้สหรัฐและอียูเก็บภาษีสินค้านำเข้าระหว่างกันได้ในการยุติข้อพิพาทเรื่องการให้เงินอุดหนุนการผลิตเครื่องบินของบริษัทโบอิ้งและบริษัทแอร์บัส โดยสหรัฐสามารถเก็บภาษีนำเข้าสินค้าจากอียูมูลค่าราว 7.5 พันล้านดอลลาร์ และอียูสามารถเก็บภาษีนำเข้าสินค้าจากสหรัฐมูลค่าเกือบ 4 พันล้านดอลลาร์ สหรัฐและอียูระบุในแถลงการณ์ร่วมกันว่า การระงับเก็บภาษีนำเข้าเป็นเวลา 4 เดือนนั้นจะมีผลกับการเก็บภาษีนำเข้าสินค้าทั้งหมด รวมถึงภาษีนำเข้าเครื่องบินและผลิตภัณฑ์ที่ไม่เกี่ยวกับเครื่องบิน ซึ่งจะทำให้ทั้งสองฝ่ายสามารถให้ความสำคัญกับการแก้ไขความขัดแย้งที่ดำเนินมายาวนานเหล่านี้ใน WTO ได้ ทั้งสองฝ่ายระบุว่าจะหาทางออกผ่านทางการเจรจา ซึ่งจะรวมถึงการแก้ไขการปฏิบัติด้านการค้าที่บิดเบือนและความท้าทายต่างๆ ที่เกิดจากคู่แข่งรายใหม่ๆ ในธุรกิจผลิตเครื่องบิน บรรดาผู้สังเกตการณ์ระบุว่ามีความวิตกกันว่าความขัดแย้งด้านการค้าที่ยืดเยื้อระหว่างสหรัฐและอียู อาจเอื้อประโยชน์ให้กับบริษัทต่างๆ อาทิ บริษัทเครื่องบินพาณิชย์แห่งประเทศจีน (Commercial Aircraft Corporation of China Ltd.)