
รัฐบาลชวนปิดไฟ 1 ชั่วโมง ลดก๊าซเรือนกระจก 1 พันตัน

น.ส.ไตรศุลี ไตรสรณกุล รองโฆษกประจําสํานักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม เชิญชวนประชาชน หน่วยงาน ห้างร้าน ปิดไฟ 1 ชั่วโมง เพื่อลดโลกร้อน ตามที่การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค, การไฟฟ้านครหลวง, การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย, ร่วมกับกรุงเทพมหานคร, กองทุนสัตว์ป่าโลก (World Wildlife Fund : WWF) ประเทศไทย, มูลนิธิสิ่งแวดล้อมศึกษาเพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน (ประเทศไทย) FEED ฯลฯ พร้อมด้วยภาครัฐและเอกชน ร่วมจัดกิจกรรม “ปิดไฟ 1 ชั่วโมง เพื่อลดโลกร้อน” (60+ Earth Hour 2021) กระตุ้นการมีส่วนร่วมของประชาชนทุกภาคส่วนให้ตระหนักถึงปัญหาสิ่งแวดล้อมและภาวะโลกร้อน โดยรณรงค์ลดการใช้พลังงาน ปิดไฟที่ไม่จำเป็น 1 ชั่วโมง ในวันที่ 27 มี.ค. ตั้งแต่เวลา 20.30 – 21.30 นอกจากนี้ยังย้ำให้หน่วยงานราชการใช้ไฟฟ้าอย่างประหยัด ไม่เปิดไฟหรือเปิดอุปกรณ์เครื่องใช้ไฟฟ้าโดยไม่จำเป็น พร้อมปลูกฝังบุคลากรให้ตระหนักถึงปัญหาสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะภาวะโลกร้อนที่นับวันยิ่งจะทวีความรุนแรงมากขึ้น ซึ่งทั่วโลกต่างให้ความสำคัญในการแก้ไขปัญหา โดยรัฐบาลไทยได้ตั้งเป้าหมายในการลดก๊าซเรือนกระจกที่ร้อยละ 20-25 ภายในปี พ.ศ.2573 ซึ่งจะต้องได้รับความร่วมมือจากทุกภาคส่วน เพื่อที่จะสามารถแก้ไขปัญหาได้อย่างตรงจุดและยั่งยืน สำหรับกิจกรรม Earth Hour สถิติเมื่อปี 2561 จากการปิดไฟ 1 ชั่วโมงเฉพาะในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑล สามารถลดปริมาณการผลิตไฟฟ้า 2,002 เมกกะวัตต์ ลดค่าผลิตไฟฟ้า 7,863,635 บาท ลดก๊าซเรือนกระจก 1,026 ตันคาร์บอนไดออกไซด์

พลาสติก 8 ล้านตันรั่วไหลลงทะเล หวั่นปริมาณมากกว่าปลาในมหาสมุทร ผุด SEA circular รับมือ


ในแต่ละปีขยะพลาสติกราวแปดล้านตันรั่วไหลลงสู่ทะเลและมหาสมุทร มลพิษจากพลาสติกเหล่านี้ส่งผลกระทบทางตรงอย่างรุนแรงต่อสัตว์น้ำและสภาพแวดล้อม มีการคาดการณ์ว่าภายในปี พ.ศ. 2593 จะมีปริมาณพลาสติกในมหาสมุทรมากกว่าจำนวนปลา สร้างความเสียหายต่อระบบนิเวศของโลกอย่างประเมินค่ามิได้ เพื่อที่จะเป็นจุดเริ่มต้นของการแสดงความมุ่งมั่นที่จะลดผลกระทบจากพลาสติก (พลาสติกฟุตปริ้นท์) สมาคมการจัดการของเสีย (ประเทศไทย) จึงได้เปิดตัวโครงการ SEA circular in Thailand เพื่อแสดงเจตจำนงและความมุ่งมั่นที่จะลดการปนเปื้อนของขยะพลาสติกสู่ทะเล โครงการนี้เป็นส่วนหนึ่งของชุดโครงการ SEA circular ซึ่งริเริ่มโดยโครงการสิ่งแวดล้อมแห่งสหประชาชาติ (United Nations Environment Programme) หรือ UNEP ได้รับการสนับสนุนงบประมาณจากรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรสวีเดน โดยสมาคมฯ และหน่วยงานที่เข้าร่วมโครงการได้ร่วมลงนามในบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ ณ โรงแรมสุโกศล หนึ่งในเป้าหมายหลักสำคัญของโครงการคือการลดการใช้พลาสติกและเพิ่มการนำขยะพลาสติกกลับมาใช้ประโยชน์ให้มากที่สุด“โครงการนี้มีความสำคัญสำหรับการจัดการสิ่งแวดล้อมและความยั่งยืนในประเทศไทย และดิฉันรู้สึกยินดีเป็นอย่างมากที่ได้ร่วมเป็นส่วนหนึ่งของการเปิดตัวโครงการ SEA circular in Thailand เนื่องจากในปีที่ผ่านมาเราได้พยายามดำเนินงานกันไปแล้วบางส่วนในช่วงที่เกิดการแพร่ระบาดของโควิด–19” ศ.ดร. อรทัย ชวาลภาฤทธิ์ นายกสมาคมฯ กล่าว

พาณิชย์ช่วยเคลียร์ผู้ส่งออกโดนผลกระทบ จ่อเปลี่ยนเส้นทางผ่านแหลมกูดโฮป
www.xinhuathai.comนายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ กล่าวถึงการติดตามการกู้เรือสินค้า Ever Given เรือบรรทุกสินค้าขนาดใหญ่ที่เกยตื้นขวางคลองสุเอซว่า กำลังมีความพยายามเร่งกู้เรือเพื่อให้การเดินเรือสามารถเดินหน้าไปได้ คาดว่าต้องใช้เวลาอีกระยะหนึ่งในการกู้เรือ ระหว่างนี้กระทรวงพาณิชย์ได้ประสานงานกับผู้ส่งออก สายการเดินเรือ และสำนักงานพาณิชย์ในต่างประเทศ หากการกู้เรือยืดเยื้อ จะแก้ปัญหาโดยการเปลี่ยนเส้นทางเดินเรือใหม่ในการขนส่งสินค้า จากเดิมที่ผ่านคลองสุเอซไปยุโรปและภูมิภาคอื่น จะเปลี่ยนไปใช้เส้นทางผ่านแหลมกูดโฮป ซึ่งอยู่ทางตอนใต้ของทวีปแอฟริกา ก่อนอ้อมไปยุโรป ซึ่งต้องใช้เวลามากขึ้นประมาณ 10 วัน และค่าใช้จ่ายจะเพิ่มขึ้น ขณะเดียวกันจะประสานงานกับผู้นำเข้าและส่งออก ขอขยายเวลาการส่งสินค้าเพราะติดปัญหาเรือขวางคลองสุเอซ โดยกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศอียิปต์พร้อมเป็นตัวกลางในการประสานงาน เนื่องจากเป็นห่วงเรื่องค่าขนส่งที่จะเพิ่มขึ้น เบื้องต้นน่าจะส่งผลกระทบกับสินค้าที่อยู่ระหว่างการส่งมอบในเดือนมี.ค. โดยเฉพาะการส่งออกไปอียิปต์ที่จะเกิดการติดขัดและล่าช้าออกไป โดยสินค้าสำคัญ ได้แก่ สินค้าอาหารแปรรูป ปลาทูนากระป๋อง ชิ้นส่วนยานยนต์ ซึ่งคิดเป็นสัดส่วนราวประมาณ 30% ของการส่งออกของไทยไปอียิปต์

โชวห่วยไทยไม่ธรรมดา กรมพัฒน์ฯดันเข้าตลาดหลักทรัพย์

นายทศพล ทังสุบุตร อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์นายทศพล ทังสุบุตร อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ กล่าวว่า “ปัจจุบันประเทศไทยมีร้านค้าส่งค้าปลีกจำนวนทั้งสิ้น 4 แสนกว่าร้านค้า แบ่งเป็นร้านค้าส่งค้าปลีกขนาดใหญ่-กลาง (นิติบุคคล) จำนวน 18,735 ร้านค้า และร้านค้าปลีกขนาดเล็ก/ร้านโชวห่วย ประมาณ 400,000 ร้านค้า ซึ่งผู้ประกอบการค้าส่งค้าปลีกทุกขนาดต่างเร่งปรับตัวให้สามารถรับมือกับความเปลี่ยนแปลงด้านเทคโนโลยีที่ส่งผลกระทบต่อผลประกอบการของภาคธุรกิจโดยรวม รวมถึงความต้องการของลูกค้าที่มีการเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว ซึ่งสิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นโจทย์สำคัญสำหรับกรมพัฒนาธุรกิจการค้าในการเข้าไปส่งเสริมและสร้างความเข้มแข็งแก่ธุรกิจค้าส่งค้าปลีกไทย เป้าหมายสำคัญคือทำอย่างไรให้ร้านค้าโชวห่วยพร้อมรับมือกับพฤติกรรมผู้บริโภคบนวิถีปกติใหม่ (New Normal) และวิถีปกติถัดไป (Next Normal) เบื้องต้น กรมฯ ได้เตรียมแพ็คเกจรูปแบบต่างๆ ให้เหมาะสมกับร้านค้าโชวห่วยแต่ละขนาด เปรียบเสมือนการเตรียมอาวุธให้ผู้ประกอบการอย่างครบมือ ทั้งความรู้ด้านการบริหารจัดการธุรกิจค้าส่งค้าปลีก และโครงการช่วยเหลือต่างๆ ที่ทยอยออกมาเสริมพลังให้แก่ผู้ประกอบการ พร้อมกันนี้กรมฯ เตรียมผลักดันร้านโชวห่วยขนาดใหญ่ ให้มีการเข้าระดมทุนในตลาดหลักทรัพย์ โดยขณะนี้มีร้านค้าโชวห่วยขนาดใหญ่ที่เป็นดาวเด่นเข้าตลาดหลักทรัพย์แล้วจำนวน 2 ร้านค้า และอยู่ระหว่างเตรียมความพร้อมอีก 2 ร้านค้า ในจังหวัดกระบี่และอุบลราชธานี ซึ่งร้านค้ากำลังแต่งตัวธุรกิจให้มีความสมบูรณ์มากที่สุดก่อนเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ เพื่อสร้างช่องทางการระดมทุนระยะยาว เพิ่มโอกาสในการลงทุน และเพิ่มความสามารถในการแข่งขัน

ครั้งแรก! เรือดำน้ำนิวเคลียร์ ‘รัสเซีย’ ทะลวงน้ำแข็งโผล่อาร์กติก
(ภาพตัดจากคลิปวิดีโอของกระทรวงกลาโหมรัสเซียแสดงภาพเรือดำน้ำติดอาวุธพลังงานนิวเคลียร์ทลายน้ำแข็งหนาและโผล่ขึ้นในมหาสมุทรอาร์กติก วันที่ 26 มี.ค. 2021) // www.xinhuathai.com
(ภาพตัดจากคลิปวิดีโอของกระทรวงกลาโหมรัสเซียแสดงภาพเรือดำน้ำติดอาวุธพลังงานนิวเคลียร์ทลายน้ำแข็งหนาและโผล่ขึ้นในมหาสมุทรอาร์กติก วันที่ 26 มี.ค. 2021) // www.xinhuathai.com
(ภาพตัดจากคลิปวิดีโอของกระทรวงกลาโหมรัสเซียแสดงภาพเรือดำน้ำติดอาวุธพลังงานนิวเคลียร์ 3 ลำ ทลายน้ำแข็งหนาและโผล่ขึ้นในมหาสมุทรอาร์กติกอย่างพร้อมเพรียงกัน วันที่ 26 มี.ค. 2021) // www.xinhuathai.comสำนักข่าวซินหัวรายงาน เมื่อวันศุกร์ (26 มี.ค.) นิโคไล เยฟมานอฟ ผู้บัญชาการกองทัพเรือรัสเซีย เปิดเผยว่าเรือดำน้ำติดอาวุธพลังงานนิวเคลียร์ 3 ลำ ทลายน้ำแข็งหนาและโผล่ขึ้นในมหาสมุทรอาร์กติกอย่างพร้อมเพรียงเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์กองทัพเรือรัสเซีย เยฟมานอฟรายงานต่อวลาดิเมียร์ ปูติน ประธานาธิบดีรัสเซีย ผ่านการสื่อสารทางวิดีโอว่าเรือดำน้ำทั้งสามลำสามารถทลายน้ำแข็งหนา 1.5 เมตร และโผล่ขึ้นเหนือพื้นผิวทะเลที่กลายเป็นน้ำแข็งในเวลาเดียวกัน ซึ่งครอบคลุมพื้นที่ที่มีรัศมี 300 เมตร การดำเนินการดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของ “อุมคา-2021” (Umka-2021) ปฏิบัติการล่องมหาสมุทรอาร์กติกเป็นวงกว้าง ซึ่งกองทัพเรือรัสเซียดำเนินการบริเวณหมู่เกาะฟรานซ์โจเซฟแลนด์ (Franz Josef Land) ตั้งแต่วันที่ 20 มี.ค. ที่ผ่านมา เยฟมานอฟกล่าวว่าการเดินทางครั้งนี้เกี่ยวข้องกับบุคลากรทหารและพลเรือนมากกว่า 600 นาย รวมถึงอาวุธยุทโธปกรณ์พิเศษราว 200 รายการ โดยปฏิบัติการอุมคา-2021 ประกอบด้วยกิจกรรมทางทหาร 43 รายการ ซึ่งสำเร็จลุล่วงแล้ว 35 รายการ นอกจากนั้นยังมีเครื่องบินรบมิก-31 (MiG-31) จำนวน 2 ลำ ยังบินผ่านจุดทางภูมิศาสตร์ของขั้วโลกเหนือพร้อมกับเติมเชื้อเพลิงกลางอากาศ และเรือดำน้ำพลังงานนิวเคลียร์หนึ่งลำฝึกซ้อมยิงตอร์ปิโดใต้น้ำแข็งด้วย“อาวุธ กองทหาร และเครื่องไม้เครื่องมือพิเศษ ได้พิสูจน์ข้อจำกัดทางเทคนิคในพื้นที่ละติจูดสูงและอุณหภูมิต่ำ” เยฟมานอฟกล่าว พร้อมเสริมว่ากองทัพเรือรัสเซียจะเดินหน้าปฏิบัติการล่องมหาสมุทรอาร์กติกต่อไปในอนาคต ด้านปูตินกล่าวว่าปฏิบัติการเดินทางครั้งนี้ถือเป็นบทใหม่ในประวัติศาสตร์สหภาพโซเวียตและสหพันธรัฐรัสเซีย โดยการซ้อมรบ การวิจัย และมาตรการเชิงปฏิบัติเหล่านี้สะท้อนสมรรถนะและความพร้อมของกองทัพเรือรัสเซียในภูมิภาคละติจูดเหนืออันมีสภาพแวดล้อมโหดร้าย
Post Views: 921