เหตุใดวิกฤต “คลองสุเอซ” จึงเป็นวิกฤตการค้าโลก

Ever Given เรือบรรทุกตู้คอนเทนเนอร์ ที่มีระวางขับน้ำ 224,000 ตัน ซึ่งมีความกว้าง 59 เมตร และมีความยาว 400 เมตร ใกล้เคียงกับความสูงของตึกเอ็มไพร์สเตทที่สูง 443 เมตร ยังคงปิดกั้นคลองสุเอซ ประเทศอียิปต์ หลังจากประสบความยากลำบากและเกยตื้นในช่วงพายุทรายเมื่อวันที่ 23 มีนาคม 2021 อาจทำให้การค้าโลกระส่ำระสาย ส่งผลกระทบต่อราคาน้ำมันและสัญญาการขนส่งเชิงพาณิชย์ต่างๆ

เนื่องจากคลองสุเอซเป็นเสมือนเส้นเลือดสำคัญทางการค้าโลก เพราะคิดเป็นสัดส่วนถึง 12% ของการค้าโลก และ 30% ของการขนส่งคอนเทนเนอร์ทั่วโลกในแต่ละวัน เว้นเสียแต่ว่าวิกฤตนี้จะได้รับการแก้ไขอย่างรวดเร็วกว่าที่คาดการณ์ โดยขณะนี้สหรัฐอเมริกาที่อ้างว่ามีเครื่องมือเครื่องไม้และมีความเชี่ยวชาญเพียงพอ อาสาจะแก้ไขปัญหานี้

Ever Given
ภาพถ่ายดาวเทียม แสดงให้เห็นถึงเรือ Ever Given ต้นเหตุที่ทำให้การเดินเรือในคลองสุเอซเป็นอัมพาต
คลองสุเอซ
ภาพถ่ายดาวเทียมแสดงให้เห็นเรือบรรทุกสินค้าอื่นๆ ลอยเคว้งอยู่ในคลองสุเอซ
Ever Given เป็นของ Shoei Kisen KK บริษัทขนส่งของญี่ปุ่น ที่หวังว่าจะทำให้เรือกลับมาแล่นได้อีกครั้งภายในคืนวันเสาร์ที่ 27 มีนาคม 2020 ตามเวลาญี่ปุ่น ซึ่งตรงกันข้ามกับความเชื่อของผู้เชี่ยวชาญด้านการเดินเรือว่าอาจใช้เวลาหลายวันหรือหลายสัปดาห์ในการปล่อยเรือให้เป็นอิสระ
นี่คือการหยุดชะงักทางการค้าที่เกิดจากการปิดกั้นเส้นทางขนส่งทางน้ำที่สำคัญที่สุดแห่งหนึ่งของโลก โดยวิกฤตดังกล่าวทำให้เรือขนส่งสินค้ากว่า 300 ลำ ต้องจอดนิ่งสนิทในคลองสุเอซที่มีความยาว 193 กม. ส่งผลกระทบทั้งห่วงโซ่อุปทานทั่วโลก ตั้งแต่วัตถุดิบไปจนถึงสินค้านานาชนิด โดยกำลังฉุดราคาก๊าซธรรมชาติในยุโรปให้พุ่งสูงขึ้น และทำให้การดำเนินการของฟาร์มกังหันลมในเอเชียล่าช้า และอาจส่งผลกระทบต่อราคากาแฟสำเร็จรูปในไม่ช้านี้
Lloyd’s List วารสารการขนส่งชื่อดังประเมินว่าสินค้ามูลค่า 9,600 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 297,660 ล้านบาท) จะถูกลำเลียงผ่านคลองสุเอซทุกวัน

คลองสุเอซ

“เมื่อพูดถึงการขนส่งสินค้าจากเอเชียไปยุโรป แทบไม่มีทางเลือกอื่น เช่น การขนส่งทางรถไฟ หรือรถบรรทุก ชีพจรของคลองสุเอซที่หยุดชะงักนี้ จะทำให้ชิ้นส่วนและวัตถุดิบสำหรับผลิตสินค้าต่างๆ ในยุโรป ถูกส่งถึงโรงงานล่าช้า เช่นผ้าฝ้ายจากอินเดียสำหรับผลิตเสื้อผ้า ปิโตรเลียมจากตะวันออกกลางสำหรับผลิตพลาสติก และชิ้นส่วนรถยนต์จากจีน เป็นต้น” Sharat Ganapati ศาสตราจารย์ด้านเศรษฐศาสตร์จากมหาวิทยาลัยจอร์จทาวน์กล่าว
ตัวอย่างของผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบ คือ Marlin Santorini เรือบรรทุกน้ำมันที่สามารถบรรทุกน้ำมันได้ 1 ล้านบาร์เรล เปลี่ยนจุดหมายปลายทางจากคลองสุเอซหันไปทางใต้ โดยมุ่งหน้าไปแอฟริกา ซึ่งการเปลี่ยนเส้นทางการเดินเรือนี้ อาจเพิ่มระยะทางไกลกว่าเส้นทางปกติประมาณ 6,000 ไมล์ (9,656 กิโลเมตร) และต้องจ่ายค่าน้ำมันประมาณ 300,000 ดอลลาร์สหรัฐ (ราว 9,312,179 ล้านบาท) และนี่เป็นเพียงแค่ตัวอย่างเดียวของผลกระทบที่เกิดขึ้นในครั้งนี้
www.xinhuathai.com
ด้าน Mark Ma เจ้าของ Seabay International Freight Forwarding Ltd. ซึ่งเป็น บริษัทจัดการสินค้าจีนที่จำหน่ายบนแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซชื่อดัง เช่น Amazon.com ซึ่งมีสินค้าติดค้างอยู่บนเรือราว 20-30 คอนเทนเนอร์ กล่าวว่า “หากไม่สามารถดำเนินการขนส่งสินค้าต่อได้ภายใน 1 สัปดาห์ จะเห็นค่าขนส่งพุ่งสูงขึ้นอีกครั้ง การขนส่งสินค้าล่าช้า ตู้คอนเทนเนอร์ไม่สามารถกลับไปยังประเทศจีนได้ และเราไม่สามารถจัดส่งสินค้าเพิ่มเติมได้เช่นกัน”

นับเป็นเคราะห์ซ้ำกรรมชัด เพราะวิกฤตนี้เกิดขึ้นในระหว่างที่บริษัทต่างๆ กำลังปรับห่วงโซอุปทานเพื่อรับมือกับการเติบโตของอีคอมเมิร์ซ ซึ่งเป็นผลพวงจากการแพร่ระบาดของโควิด-19 (คนหยุดอยู่บ้าน ร้านค้าปิดให้บริการ จากมาตรการล็อกดาวน์ ทำให้คนชอปปิงออนไลน์มากขึ้น) แต่กฎระเบียบอันเข้มงวดกว่าเคยที่ท่าเรือก็ได้ชะลอเวลาของการส่งผลิตภัณฑ์บางชนิด ในขณะที่ผู้บริโภคและบริษัทต่างๆ ต้องเผชิญกับปัญหาเหล่านี้ เหตุการณ์ไม่พึงประสงค์ที่เกิดขึ้นในคลองสุเอซ ก็ก่อเกิดปัญหาใหม่ๆ และหากไม่ได้รับการแก้ไขทันท่วงที ก็จะส่งผลให้ผู้ประกอบการมีค่าใช้จ่ายที่สูงขึ้นจนไม่อาจรับไหว

www.xinhuathai.com
www.xinhuathai.com
ขณะที่ P&F Industries Inc. ผู้ผลิตเครื่องมือช่างในสหรัฐฯ กล่าวว่าการปิดตัวของคลองสุเอซชั่วคราว ทำให้เกิดความล่าช้าในการซื้อขายซึ่งทำให้บริษัทต้องเพิ่มเวลาในการส่งมอบสินค้า 6-8 สัปดาห์ โฆษกบริษัท Enercon GmbH ของเยอรมนีระบุว่าจะเกิดความล่าช้าในการจัดส่งชิ้นส่วนกังหันลมจากยุโรปไปยังโครงการฟาร์มกังหันลมในเอเชีย ส่วน Ikea กล่าวว่ากำลังพิจารณาตัวเลือกทั้งหมดเพื่อให้แน่ใจว่ามีผลิตภัณฑ์สำคัญ เช่น เตียงนอนและโซฟา เพียงพอต่อการจัดจำหน่ายในสาขาต่างๆ ในขณะที่ Caterpillar กล่าวว่าหากจำเป็นจะพิจารณาการขนส่งทางอากาศแทน 
“ความล่าช้ามีแนวโน้มที่จะเพิ่มต้นทุนและเพิ่มแรงกดดันด้านเงินเฟ้อที่เกิดขึ้นอย่างกว้างขวางในห่วงโซ่อุปทาน” Chris Rogers หัวหน้านักวิเคราะห์การค้าของ Panjiva บริษัทผู้ให้บริการข้อมูลการค้าระดับโลก กล่าว “ผลกระทบจากแรงกระเพื่อมในระยะสั้น จะส่งผลต่อการสต๊อกสินค้าอุปโภคบริโภคมากที่ขาดแคลนมากขึ้น  และทำให้เกิดความเสี่ยงต่อห่วงโซ่อุปทานเนื่องจากการผลิตล่าช้า  และอาจจะต้องเผชิญกับการขาดแคลนสินค้าโภคภัณฑ์ (น้ำมัน ข้าว ก๊าซธรรมชาติ ฯลฯ) ที่หยุดชะงักอีกต่อไป”
www.xinhuathai.com
www.xinhuathai.com
นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์
นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์
ขณะเดียวกัน สำหรับประเทศไทย นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่าได้ติดตามการกู้เรือสินค้าอย่างใกล้ชิดและได้ประสานงานกับผู้ส่งออก สายการเดินเรือและสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ หากการกู้เรือยืดเยื้อ จะแก้ปัญหาโดยการเปลี่ยนเส้นทางเดินเรือใหม่ในการขนส่งสินค้า โดยเปลี่ยนไปใช้เส้นทางผ่านแหลมกูดโฮปซึ่งอยู่ทางตอนใต้ของทวีปแอฟริกา ก่อนอ้อมไปยุโรป แต่จะต้องใช้เวลานานขึ้นประมาณ 10 วัน และเสียค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้น
ขณะเดียวกัน เตรียมประสานงานกับผู้นำเข้าและส่งออก เพื่อขอขยายเวลาการส่งสินค้า โดยมอบหมายให้สำนักงานส่งเสริมการค้าประจำประเทศอียิปต์เป็นตัวกลางในการประสานงาน พร้อมสั่งการให้ทูตพาณิชย์ ติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด
ในส่วนที่เกี่ยวกับการส่งออกของไทยไปภูมิภาคแอฟริกาตอนเหนือโดยเฉพาะอียิปต์ซึ่งเป็นคู่ค้าสำคัญอันดับต้นๆ ของไทยและเป็นตลาดส่งออกอันดับ 1 ในภูมิภาคนี้ เบื้องต้นน่าจะส่งผลกระทบกับสินค้าที่อยู่ระหว่างการส่งมอบในเดือนมีนาคม 2021 ที่จะเกิดการติดขัดและล่าช้าออกไปโดยปริยาย โดยสินค้าสำคัญ ได้แก่ สินค้าอาหารแปรรูป ปลาทูน่ากระป๋อง และชิ้นส่วนยานยนต์  คิดเป็นสัดส่วนประมาณ 30% ของการส่งออกของไทยไปยังอียิปต์

การส่งออกของไทย

อย่างไรก็ตาม การส่งออกของไทยในเดือนเมษายน 2021 ที่จะส่งไปอียิปต์ น่าจะยังไม่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ดังกล่าวมากนัก เนื่องจากผู้ซื้อชะลอคำสั่งซื้อออกไปเพื่อรอดูผลการเริ่มใช้งานระบบการแจ้งข้อมูลการนำเข้าสินค้าล่วงหน้าที่รัฐบาลอียิปต์ประกาศเริ่มใช้ในวันที่ 1 เมษายน 2021 เพราะหลายฝ่ายยังไม่แน่ใจเกี่ยวแนวทางการปฏิบัติและวิธีในการส่งเอกสารซึ่งจะเกี่ยวข้องโดยตรงกับผู้ส่งออก/ชิปปิ้งไทยที่จะต้องส่งเอกสารผ่านระบบบล็อกเชนแทนการส่งรูปแบบเดิม กระนั้นเหตุการณ์ดังกล่าว ย่อมส่งผลกระทบต่อสินค้าไทยที่ขนส่งผ่านคลองสุเอซเพื่อส่งต่อไปยังภูมิภาคอื่นโดยเฉพาะยุโรป ซึ่งเป็นคู่ค้าสำคัญของไทยเช่นเดียวกัน
ทั้งนี้ “คลองสุเอซ” เปิดให้บริการในปี 1869 หรือเมื่อ 151 ปีที่ผ่านมา และมีจำนวนเรือที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วในช่วงหลายปี สถิติล่าสุดจากหน่วยงานท่ี่ทำหน้าที่บริหารจัดการคลองสุเอซแสดงให้เห็นว่า จำนวนเรือที่แล่นผ่านเพิ่มขึ้นอย่างมากในช่วงปลายทศวรรษ 1970 ในขณะที่ระวางบรรทุกมีการเติบโตอย่างเห็นได้ชัดหลังเปลี่ยนศตวรรษ ในปี 2020 เรือเกือบ 19,000 ลำ แล่นผ่านคลองสุเอซ หรือเฉลี่ย 51.5 ลำต่อวัน และโดยรวมแล้วเรือทั้งหมดมีขนาดและความจุเพิ่มขึ้น 1.17 พันล้านตัน

คลองสุเอซ

คลองสุเอซ

คลองสุเอซ

คลองสุเอซ


ที่มา :