“I am King of the World”
James Cameron ผู้กำกับภาพยนตร์เรื่อง Avatar เคยกล่าวไว้ในงานประกาศผลรางวัลออสการ์ ในปีที่ Titanic ของเขากวาดรางวัลมโหฬารเป็นว่าเล่น
ปรากฏการณ์ Avatar ในตอนนั้น อาละวาดกวาดไปเกือบจะทุกแขนงของวงการบันเทิง มาจนกระทั่งแวดวง ICT
ทั้งจากการทำรายได้มหาศาลให้กับนักลงทุน แถมยังสอยเอากล่องใหญ่ใบโตจากเวทีลูกโลกทองคำ และออสการ์ ไปนอนกอดเล่นๆ เย็นๆ ใจ
“I am King of the World” คือการประกาศศักดาของผู้เชี่ยวชาญศาสตร์แห่งภาพยนตร์นาม James Cameron เฉือน Steven Spielberg กันแค่ปลายจมูก!
ดูจากรายชื่อผลงานทั้งหมดของ James Cameron เอาแค่ Rambo, “ฅนเหล็ก”, Alien ก็แหล่มสุดๆ แล้ว
ยังไม่ต้องพูดถึง Spiderman, Titanic และ Avatar ที่แสนจะสุโค่ย
ก็จะพบว่า “I am King of the World” คือการประกาศศักดาอย่างแท้จริงของผู้เชี่ยวชาญศาสตร์แห่งภาพยนตร์นาม James Cameron
ในทัศนะของผม ภาพยนตร์คืออุตสาหกรรมครับ!
และเป็นอุตสาหกรรมเชิงพาณิชย์อย่างเต็มรูปแบบเสียด้วย
หนังจอใหญ่ไม่ใช่ศิลปะอย่างแน่นอน เพราะหัวใจหลักของภาพยนตร์คือ Mass Communication หรือศาสตร์ที่ทำขึ้นเพื่อให้คนส่วนใหญ่ในโลกดู และเก็บตังค์!
แปลไทยเป็นไทยก็คือ James Cameron และบรรดาผู้กำกับ หรือเหล่าทีมงานที่ “ดำรงชีพด้วยภาพยนตร์” บนโลกใบนี้ คือฟันเฟืองหนึ่งในอุตสาหกรรมหนังอย่างจริงแท้และแน่นอนครับ!
ส่วนหนังอาร์ต หรือหนังสั้น ที่ได้รับการยกย่องว่าเป็นงานศิลปะนั้นก็คืองานอดิเรก หรืองานของมือสมัครเล่น! หมายถึงดูเล่นๆ กันเองในหมู่คนทำ หรือคนรักกันชอบกันกลุ่มเล็กๆ มันไม่ใช่อุตสาหกรรม!
แม้ว่าโลกในยุคใหม่สมัยไซเบอร์นี้ ภาพยนตร์ หรือเพลง หรือศิลปะ หรือวรรณกรรม จะมีท่าทีกระจายตัวไปกระจุกตามรสนิยมแบบกลุ่มก้อนเล็กๆ ในลักษณะคล้ายๆ วงการ “ขายตรง” หรือ “อินดี้” มากขึ้นเรื่อยๆ
ทว่า หัวใจหลักที่ต้องคงอยู่ก็คือ ทำให้มวลชนเสพ!

ตราบใดที่คนทำงานไม่สามารถตอบสนองสิ่งที่มวลชนต้องการเสพได้ คนทำงานนั้นก็จะอยู่ไม่ได้ในโลกแห่งความเป็นจริง!
เราจึงได้เห็นความพยายามแสวงหาทางออกใหม่ๆ ให้กับกลุ่มก้อนของตัวเอง ด้วยดัดแปลงหรือผสมพันธุ์ข้ามสื่อ ที่เกิดขึ้นอย่างมากมาย
ไม่ว่าจะเป็น การหลอมรวมหนังกับเกมเข้าด้วยกันแบบ Machinema, วรรณกรรม Pop-up หรือหนังสือพูดได้-ร้องเพลงได้
ยังไม่นับการเกิดขึ้นของนักข่าวพลเมือง-ผู้สื่อข่าวชาวบ้าน ในลักษณะของ Weblog, e-Magazine, Online Newspaper ใหม่ๆ ที่มีทั้งรูป ทั้ง Text ทั้งเสียง และทั้งภาพเคลื่อนไหวในรูปแบบหนังสั้น-อะนิเมชั่นหรือการ์ตูน
ชนิดที่เรียกว่าสุมหัวส่งข่าว-สร้าง Content กันเป็นว่าเล่น รวดเร็ว และสนุกกันจนไม่มีข่าวใหม่ๆ เหลือจะให้รายงานกันในแต่ละวันกันแล้วล่ะครับ
โดยเฉพาะการมาถึงของ Social Media และยุค 3D หรือ Three Dimension ที่แปลว่า “3 มิติ”
ซึ่งก็ดูเหมือนว่าเวลานี้ ได้มีการสร้างโรงหนัง 3D คือ MMAX ขึ้นมาเป็นคู่แข่งกับ IMAX ชนิดที่เรียกได้ว่าหากใครมีโอกาสได้ชมในโรงแบบ MAXMAX แบบนี้แล้วจะไม่อยากกลับไปดูหนังในโรงธรรมดากันเอาเลย ว่ากันอย่างนั้น!
โดยเฉพาะเรื่อง Avatar ที่ผมได้หยิบยกมาคุยกันในครั้งนี้
![]()
King of the World ที่ชื่อ James Cameron ประกาศชัดเลยว่า Avatar หาใช่หนัง Animation หากแต่เป็นภาพยนตร์ 3D แบบ 100%
และเหนือไปกว่านั้น สามารถขนานนาม Avatar ได้ว่าเป็นหนัง Capture Performance
ภาพยนตร์ในรูปแบบ Capture Performance ได้รับการพัฒนามาจากเทคโนโลยี Motion Capture อีกทอดหนึ่ง
ซึ่งก็คือการให้นักแสดงสวมใส่เครื่องทรงที่เชื่อมต่ออุปกรณ์อิเล็คทรอนิกส์ โยงไว้บนเสื้อผ้าตามจุดต่างๆ ของร่างกายดาราเข้ากับกล้อง 8 ทิศ ซึ่งทำหน้าที่บันทึกทุกอากัปกิริยาของนักแสดง
ก่อนส่งไปยังเครื่องบันทึก และแปลสัญญาณภาพตัวคนให้เป็นรูปกราฟฟิก
แม้ดูเผินๆ คล้ายกับว่า Avatar จะมีขั้นตอนการทำงานเหมือนกับ A Scanner Darkly หนังต้นแบบ Performance Capture





หากแต่ เทคโนโลยี Performance Capture ในปัจจุบัน ได้เพิ่มเติมในส่วนของการติดตั้งกล้องเล็กๆ อีก 4 ตัวเพื่อจับจ้องมองไปที่ใบหน้าของดารา สำหรับการบันทึกความเคลื่อนไหวของกล้ามเนื้อทั้งหมดบริเวณใบหน้าได้แบบระเอียดยิบ 99.99% ไล่ตั้งแต่หน้าผาก คิ้ว ตา จมูก แก้ม หู ปาก ไปจนกระทั่งถึงสีหน้า!
และเมื่อมาผนึกผนวกเข้ากับเทคโนโลยี 3D (เพิ่มมิติ “ลึก” ขึ้นมาจากมิติ “กว้าง x ยาว” ในแบบ 2D คือการให้ “แสง” มากขึ้นอีกมิติหนึ่ง) สุดล้ำสมัยเข้าไปอีก
ก็ย่อมทำให้ Avatar เดินหน้าเข้าสู่ความเป็น “ตำนาน” แห่งวงการภาพยนตร์โลกในศตวรรษหน้ากันเลยทีเดียว!
แฟนพันธุ์แท้ SALIKA ที่เป็นแฟนพันธุ์แท้ Avatar ด้วย หากท่านสนใจเทคโนโลยีการแปลงรูปถ่ายให้กลายเป็นตัวการ์ตูนแบบ Avatar ผมใคร่ขอแนะนำ www.avatarizeyourself.com
![]()
เว็บไซต์ที่เปิดให้บรรดาแฟนพันธุ์แท้ Avatar เข้าไปแปลงกายเล่นเป็นตัวละครในเรื่อง Avatar กันได้อย่างสุดสวิงริงโก้
ด้วยเทคโนโลยีพื้นๆ หรือการ Retouch รูปธรรมดาๆ ที่ใครๆ ก็ทำกันได้ไม่ยาก แต่ที่ยากก็คือคนต้นคิดสูตรการตลาดนี้ที่โดนใจแฟน Avatar อย่างจัง!
ครับ, ระหว่างรอดู Avatar ภาค 2 ปลายปีนี้ ว่างๆ ก็ลองตามคลิกเข้าไปคลำๆ ดูได้ตามสบายเลยนะครับผม!









