จากแนวคิด 3R สู่ การ Upcycling ต้นแบบการลด ขยะสิ่งทอ ด้วย นวัตกรรมและเทคโนโลยี

รู้หรือไม่ว่า เบื้องหลังภาพสวยสดงดงามอันน่าชื่นชมในความสำเร็จของวงการแฟชั่นและแบรนด์เสื้อผ้า เครื่องแต่งกาย แบรนด์ดังๆ มีส่วนทำให้อุตสาหกรรมเสื้อผ้าทั่วโลก เติบโตขึ้นอย่างรวดเร็ว อัตราการผลิตเติบโตขึ้นอีกหลายเท่าตัว จาก พ.ศ. 2543 เคยผลิตเสื้อผ้าประมาณ 50,000 ล้านชิ้นต่อปี แต่ในปัจจุบันอุตสาหกรรมสิ่งทอแฟชั่น มีอัตราการผลิตได้สูงกว่า 150,000 ล้านชิ้นต่อปี และจากการเติบโตอย่างรวดเร็วในภาคอุตสาหกรรมนี้เอง ที่สร้าง ขยะสิ่งทอ จำนวนมหาศาลให้กับโลก

ว่ากันว่า ขยะสิ่งทอ ที่มาจากอุตสาหกรรมการผลิตเสื้อผ้าและเครื่องแต่งกายในแต่ละปี กลายเป็นจำเลยสำคัญที่มีส่วนทำให้เกิดมลพิษในระยะยาว สิ่งแวดล้อมถูกทำลาย มากที่สุดเป็นอันดับ 2 ของโลก รองจากอุตสาหกรรมน้ำมัน และมากกว่าคาร์บอนไดออกไซด์จากการผลิตเนื้อวัวถึง 50%
ขณะที่ กระบวนการผลิตเครื่องแต่งกาย ถูกตราหน้าว่าเป็นจำเลยสำคัญที่ปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์สูงถึงประมาณ 1.2 พันล้านตันต่อปี นับเป็นตัวเลขที่มากกว่า Carbon Footprint ของเที่ยวบินระหว่างประเทศและขนส่งทางทะเลรวมกัน และในอีกด้านยังสร้างปัญหาน้ำเสียถึง 20 % ของอุตสาหกรรมทั้งหมดในโลกรวมกันเลยทีเดียว
ดังนั้น ภารกิจในการร่วมลด ขยะสิ่งทอ จึงเป็นอีกหนึ่งภารกิจสำคัญที่ทุกฝ่ายต้องร่วมมือกัน เพื่อรับผิดชอบต่อปัญหา “ภาวะโลกร้อน” ร่วมกัน ซึ่งเครื่องมือที่ทรงประสิทธิภาพที่จะนำสู่การลดปริมาณ ขยะสิ่งทอ อย่างยั่งยืนได้ นั่นคือการคิดค้น นวัตกรรม ดีๆ ออกมาใช้ให้ได้จริงนั่นเอง

อัปเดตความพยายาม ลดปริมาณ ขยะสิ่งทอ ของนานาชาติ ตามหลัก 3R

นอกเหนือจากสถิติที่กล่าวมา สถาบันทรัพยากรโลก (World Resources Institute) ยังระบุด้วยว่า เสื้อผ้าที่ผลิตจากใยฝ้าย 1 ตัว ต้องใช้น้ำในการปลูกฝ้ายถึง 2,700 ลิตร ขณะที่เสื้อผ้าจากโพลีเอสเตอร์หรือเส้นใยสังเคราะห์ ปล่อยก๊าซเรือนกระจกมากกว่าฝ้ายถึงสองเท่า ในปี 2558 ปล่อยก๊าซเรือนกระจกรวม 706,000 ล้านกิโลกรัม เทียบเท่ากับโรงไฟฟ้าถ่านหิน 185 แห่ง ขณะที่การกำจัดก็สร้างภาระและผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมเช่นกัน
ด้วยเหตุนี้เอง ทำให้หลายฝ่ายมาระดมสมองร่วมกัน พิชิตภารกิจกำจัดขยะเสื้อผ้า จาก 150,000 ล้านชิ้นที่ผลิตขึ้นแต่ละปี ซึ่งไม่ใช่เรื่องง่ายเลย เพราะในจำนวนดังกล่าว มีจำนวน 10% ที่ค้างในสต็อกหรือถูกเก็บไว้ในโกดังสินค้าโดยไม่ได้ถูกนำออกมาจำหน่าย อีก 75% ถูกจำหน่ายในท้องตลาด และกลายเป็นขยะ หรือถูกนำไปบริจาคให้ประเทศโลกที่ 3 มีเพียง 15 %เท่านั้นที่ถูกนำไปรีไซเคิลได้

แต่ละปี ประเทศจีน มีขยะจากเสื้อผ้าเก่าประมาณ 26 ล้านตัน ในจำนวนนี้ ถูกนำไปรีไซเคิลเพียง 1% เท่านั้น มีรายงานด้วยว่า 30% ของเสื้อผ้าที่บริจาคไปยังประเทศแถบแอฟริกา ส่วนใหญ่เป็นเสื้อยืดและเสื้อโปโล จะถูกตัดเป็นเศษผ้าสำหรับร้านยานยนต์ อีก 20% ซึ่งมีสภาพขาดหรือมีตำหนิ จะถูกตัดเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อยและส่งไปเป็นวัตถุดิบในการผลิตพรมปูพื้น ที่เหลือจะถูกคัดแยกขายเป็นสินค้ามือสองให้ผู้ค้ารายย่อย หรือขายให้กับโรงงานรีไซเคิล เพื่อนำไปรียูสเป็นเสื้อมาใช้ได้ใหม่

อย่างไรก็ตาม ในปัจจุบัน มีบริษัทเสื้อผ้าและเครื่องนุ่งห่มทั่วโลกที่ตระหนักถึงผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและพยายามหาทางออกให้กับสินค้าที่ผลิตอย่างไม่หยุดนิ่ง หลายแห่งหันไปผลิตสินค้าตามแนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียน และพยายามสร้างเทรนด์ใหม่ๆ กระตุ้นให้ผู้บริโภคตัดสินใจใช้สินค้าที่สร้างผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมน้อยที่สุด

และหากข้ามฝั่งมาที่ เมืองนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา ซึ่งได้ชื่อว่าเป็นหนึ่งในมหานครแห่งแฟชั่น ก็ได้มีการก่อตั้งองค์กรไม่แสวงหาผลกำไร Fabscrap หรือศูนย์กลางรับบริจาคเศษผ้าจากแบรนด์ต่างๆ เพื่อนำมาคัดแยกชนิด สี และส่งต่อเพื่อรีไซเคิล หรือขายเพื่อให้นักออกแบบเสื้อผ้าได้นำไปใช้งาน
โดยแบรนด์ที่บริจาคสามารถนำมูลค่าสินค้าที่บริจาคไปยื่นลดหย่อนภาษีได้ ก่อนนำมาคัดแยกโดยส่วนหนึ่งนำไปขายเพื่อให้คนเอาไปใช้ซ้ำ และส่วนหนึ่งนำไปจัดเก็บเพื่อรวบรวมนำไปรีไซเคิล โดยกระบวนการรีไซเคิลจะขึ้นอยู่กับผ้าแต่ละชนิด
เช่น ผ้าขนสัตว์ ผ้าฝ้าย 100% จะถูกนำไปผลิตเป็นผ้าใหม่ ส่วนกลุ่มผ้าที่เป็นเส้นใยผสมจะนำไปสับย่อยให้เป็นชิ้นเล็กๆ สำหรับทำแผ่นฉนวน พรม หรือผ้าห่ม และกลุ่มที่มีส่วนผสมของ Spandex Lycra Elastane หรือเส้นใยสังเคราะห์ที่มีความยืดหยุ่นเป็นพิเศษ จะถูกคัดแยกเพื่อนำไปทิ้ง เพราะไม่สามารถรีไซเคิลได้ เนื่องจากมีส่วนผสมของพลาสติกเกรดต่ำ มักจะเผาไหม้ระหว่างการรีไซเคิล และไม่สามารถแยกเส้นใยได้
ถัดมาที่ เมืองปอร์โต (Porto) เมืองธุรกิจและเมืองท่าอุตสาหกรรมที่ใหญ่เป็นอันดับสองรองจากกรุงลิสบอน ประเทศโปรตุเกส ซึ่งมีธุรกิจสิ่งทอขนาดเล็ก ประมาณ 7,500 แห่ง โดย 3,500 แห่ง ถูกปรับเปลี่ยนเป็นธุรกิจสิ่งทอจากเสื้อผ้ารีไซเคิล ที่สามารถรีไซเคิลเสื้อผ้าได้ถึง 143,000 ตันต่อปี

ชี้ทางออก จัดการกับ ขยะสิ่งทอ ไทย ด้วยการ Upcycling

นอกจากแนวความคิดเรื่อง 3R ก็ยังมี Upcycling แนวความคิดใหม่ในการอนุรักษ์ทรัพยากรเพิ่มขึ้นอีก ซึ่งคำว่า Upcycling มีการกล่าวถึงครั้งแรกโดย William McDonough and Michael Braungart ในหนังสือ Cradle to Cradle : Remaking the Way We Make Things เป็นแนวคิดเกี่ยวกับการใช้ทรัพยากรอย่างมีคุณภาพ ลดการใช้ทรัพยากรเพื่อการผลิต หรือลดการใช้พลังงานที่จะก่อให้เกิดมลภาวะต่อสิ่งแวดล้อม
โดย Upcycling เป็นกระบวนการนำวัสดุเหลือใช้มาแปลงให้เป็นผลิตภัณฑ์ใหม่ที่มีประโยชน์ มีคุณภาพที่ดีขึ้น หรือดีไซน์ให้มีความสวยงามเพื่อให้มีมูลค่าเพิ่มมากขึ้น
และการ Upcycling ยังแตกต่างจากการ Recycle ที่เป็นการนำวัสดุที่เราไม่สามารถใช้ซ้ำได้แล้ว หรือวัสดุที่เสียหายกลับเข้าสู่กระบวนการแปรรูป ซึ่งอาจจะมีการหลอมหรือแปรรูปวัสดุนั้น เพื่อให้ได้วัสดุชนิดเดิมที่อาจจะมีลักษณะหรือคุณภาพที่แตกต่างไปจากเดิม แต่ทำไปเพื่อลดต้นทุนการผลิตแทนการผลิตจากการใช้วัสดุใหม่ทั้งหมด

ส่วนการ Upcycle นั้น จะทำให้ได้ผลิตภัณฑ์ที่อาจจะไม่ใช่ผลิตภัณฑ์เดิมอีก เพราะมีการออกแบบเพื่อเพิ่มมูลค่าให้กับผลิตภัณฑ์ ทำให้วัสดุนั้นๆ สามารถใช้งานต่อไปได้
ดังนั้น กระบวนการ Upcycle จึงเน้นใช้การออกแบบเป็นเครื่องมือในการแปรรูปสินค้า ทำให้ธุรกิจต่างๆฉีกออกจากกรอบเดิมๆ ที่นอกจากสินค้าที่ผ่านการออกแบบใหม่นี้จะน่าสนใจแล้ว ยังเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมอีกด้วย
เช่น Adidas ที่นำเอาวัสดุใช้แล้วรวมทั้งพลาสติกมาผลิตเป็นรองเท้าออกขาย หรือ Freitag ที่นำเอาผ้าคลุมรถบรรทุกที่ผ่านการใช้งานมาแล้ว 3 ปีขึ้นไปมาทำเป็นกระเป๋า ทำให้กระเป๋าแต่ละใบมีเอกลักษณ์เฉพาะตัวจากความแตกต่างของผืนผ้าใบ
หรือแบรนด์ Ecoalf แบรนด์แฟชั่นจากประเทศสเปน ที่นำขยะทางทะเลมาแปรรูปเป็นวัสดุใหม่ เพื่อนำไปผลิตเป็นสินค้า เช่น เสื้อผ้า กระเป๋า รองเท้า
และนี่เองที่เป็นต้นทางที่ทำให้เกิดโครงการ Upcycling the Oceans และยังได้มีการขยายความร่วมมือไปยังประเทศกรีซ รวมถึงประเทศไทยอีกด้วย

Upcycling the Oceans กับความพยายามเปลี่ยน ขยะสิ่งทอ เป็น นวัตกรรมสิ่งทอเพื่อสิ่งแวดล้อม

สำหรับโครงการ Upcycling the Oceans, Thailand เกิดขึ้นจากความร่วมมือของ 3 องค์กรชั้นนำ ได้แก่ บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) หรือ จีซี การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) และมูลนิธิ อีโคอัลฟ์ ผู้ริเริ่มและดำเนินโครงการ Upcycling the Oceans ในประเทศสเปน ตั้งแต่ปี 2558 โดยร่วมกับสมาคมเรือประมงนำขยะพลาสติกจากทะเลเมดิเตอร์เรเนียนมาแปรรูปเป็นสินค้าแฟชั่น ภายใต้แบรนด์ อีโคอัลฟ์
ทั้งนี้ ในบริบทของประเทศไทย ทั้ง 3 องค์กร ล้วนมีความมุ่งมั่นในการจัดการปัญหาขยะในแหล่งท่องเที่ยวทางทะเลของไทย โดยการจัดเก็บและแปรรูปขยะให้เป็นผลิตภัณฑ์ที่มีมูลค่าในรูปแบบที่สร้างสรรค์และเป็นมิตร กับสิ่งแวดล้อม พร้อมส่งเสริมการท่องเที่ยวอย่างรับผิดชอบที่นำไปสู่การลดมลพิษในทะเลและอนุรักษ์ ท้องทะเลไทยให้มีความอุดมสมบูรณ์และสวยงาม

โดยวัตถุประสงค์หลักของโครงการนี้ คือ
  • มุ่งสร้างความตระหนักในด้านสิ่งแวดล้อมและรณรงค์ให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการแก้ปัญหาขยะในพื้นที่แหล่งท่องเที่ยวทางทะเลในประเทศไทยรวมถึงพื้นที่ชายฝั่งและหมู่เกาะ
  • สนับสนุน การจัดเก็บขยะพลาสติกประเภท PET เช่น ขวดพลาสติกใส และขยะพลาสติกประเภท PE เช่น ถุงพลาสติก ที่ทิ้งในทะเลและพื้นที่ชายฝั่งมาใช้ซ้ำโดยการแปรรูปเป็นวัตถุดิบและพัฒนาออกแบบเป็นสินค้าแฟชั่น ที่มีมูลค่าสูงขึ้น
  • สนับสนุนการใช้ประโยชน์จากขยะพลาสติกอย่างคุ้มค่าและยาวนาน สอดคล้องกับหลักเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) ที่มุ่งเน้นการใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ
  • ตอบสนองเป้าหมายสำคัญ คือ ส่งเสริมการแปรรูปขยะพลาสติกให้เป็นผลิตภัณฑ์ที่มีมูลค่าตามหลักเศรษฐกิจ แบบหมุนเวียน (Circular Economy) เพื่อจัดการขยะในทะเลไทยอย่างยั่งยืน ควบคู่กับการส่งเสริม การท่องเที่ยวอย่างรับผิดชอบ (Responsible Tourism) และการอนุรักษ์ท้องทะเลไทย เพื่อจัดการขยะ ในทะเลไทยอย่างยั่งยืน
โครงการฯนี้ มีระยะเวลาการดำเนินการ 3 ปี (เดือนกุมภาพันธ์ 2560 – เดือนมกราคม 2563) พื้นที่ดำเนินการนำร่องของโครงการ ได้แก่ เกาะเสม็ด จังหวัดระยอง เกาะเต่า จังหวัดสุราษฎร์ธานี และ จังหวัดภูเก็ต ซึ่งเป็นแหล่งท่องเที่ยวทางทะเลที่มีชื่อเสียงของประเทศ โดยมีกลุ่มเป้าหมายหลัก คือ นักท่องเที่ยวไทย นักท่องเที่ยวต่างชาติ นักดำน้ำ ชุมชน ผู้ประกอบการท่องเที่ยว หน่วยงานภาครัฐในพื้นที่แหล่งท่องเที่ยวรวมถึงประชาชนทั่วไป

ที่ผ่านมา ผลสำเร็จของโครงการนี้ มีให้เห็นเป็นรูปธรรม ได้แก่
  • โครงการจีวรรีไซเคิลที่ร่วมกับวัดจากแดง ซึ่งเริ่มจากจุดเล็กๆ และขยายผลต่อยอดจากวัดจากแดงสู่ถนนในโครงการส่งพลาสติกกลับบ้าน จนถึงระดับประเทศด้วยโครงการเปลี่ยนพลาสติกเป็นบุญ
  • โครงการความร่วมมือกับกรมอุทยานฯ ในการสนับสนุนให้ใช้พลาสติกสลายตัวได้ทางชีวภาพ (Bioplastics) และการจัดการขยะแบบครบวงจร โดยได้ขยายผลไปสู่ภาคการศึกษาและกลุ่มคนรุ่นใหม่ ในโครงการ Waste This Way ที่งานฟุตบอลประเพณีจุฬาฯ-ธรรมศาสตร์ ครั้งที่ 74
  • เดินหน้าจัดการปัญหาขยะในแหล่งท่องเที่ยวทางทะเลของไทย ซึ่งสถานที่แรกที่เริ่มดำเนินโครงการคือเกาะเสม็ด จังหวัดระยอง โดยการจัดเก็บขยะในทะเลและชายฝั่ง รวมถึงนำขยะพลาสติกประเภท PET มาแปรรูป หรือ Upcycling ให้เป็นผลิตภัณฑ์ที่มีมูลค่าในรูปแบบที่สร้างสรรค์

ที่มา :


ปลุกกระแสรักษ์สิ่งแวดล้อม ในหลากหลายอุตสาหกรรม

รีไซเคิลก็หรูได้ “PANERAI” ก้าวสู่ธุรกิจยั่งยืน ขานรับเทรนด์ Sustainability ด้วยนาฬิการักษ์โลก

จิ๋วแต่แจ๋ว! รับมือกับมลภาวะ-โลกร้อน ด้วย “Pocket Park”

เมื่อ “พลาสติก” ถูกรีไซเคิลเป็นอิฐที่แข็งแกร่งกว่าคอนกรีต นวัตกรรม “Social Enterprise” จากวิศวกรสาวชาวเคนยา

Previous articleอนาคตอุตสาหกรรมอวกาศ และประโยชน์จากดาวเทียม THEOS-2 ผีมือคนไทย ที่พร้อมปฏิบัติการกลางปี 65
Next articleสาลิกาคาบข่าว Vol.104
mm
เริ่มต้นขีดเขียนในฐานะ สื่อมวลชน กับงานผู้สื่อข่าวประจำกองประชาสัมพันธ์ สถาบันเทคโนโลยีราชมงคล ในปี 2546 ก่อนไปหาประสบการณ์ชีวิตที่เมลเบิร์น ออสเตรเลียมา 1 ปี และกลับมายึดอาชีพ “นักเขียน” จริงจัง กับการเป็น กองบรรณาธิการนิตยสารชีวจิต 3 ปี หลังจากนั้นคิดว่าน่าจะเปลี่ยนสายไปทำงานในบริษัท PR agancy ได้ 6 เดือน เมื่อรู้ว่าไม่ถูกจริต เลยออกมาเป็นนักเขียนฟรีแลนซ์ประจำกองบรรณาธิการนิตยสารฟีลกู้ดอย่าง Happy+ อยู่ 1 ปี สัมภาษณ์ทั้งดาราและคนบันดาลใจ ก่อนเข้าสู่ระบบงานประจำอีกครั้งกับนิตยสาร MBA กับการเป็นนักเขียนที่รับผิดชอบในเซคชั่นหลักสูตร MBA ของสถาบันการศึกษาทั่วประเทศ สั่งสมประสบการณ์อยู่ 3 ปี ก็ได้เวลา Upskill สู่งาน Online content writer ที่ใช้ความชอบและความหลงใหลในการถ่ายทอดเรื่องราวดีๆ ความรู้ใหม่ๆ ในยุค Education 4.0 อุตสาหกรรมทางการแพทย์ ไลฟ์สไตล์ของคนรุ่นใหม่ และการท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์