รัฐวิสาหกิจ ยุค นิว นอร์มอล อ่อนแอก็แพ้ไป

การประชุมคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ ครั้งที่ 2/2564 ทางไกลผ่านระบบวิดิโอ ที่มี พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม เป็นประธาน มีไฮไลท์ที่จับตามองเป็นอย่างยิ่ง


เนื่องจากนายกรัฐมนตรีได้เน้นภาพรวมรัฐวิสาหกิจไทย 52 แห่งซึ่งมีทั้งกลุ่มรัฐวิสาหกิจเพื่อสร้างรายได้ให้กับประเทศและกลุ่มรัฐวิสาหกิจที่จัดตั้งขึ้นเพื่อบริการสาธารณะว่า ต้องสร้างแนวทางและวิธีการทำงานใหม่ คือ สามารถทำเงิน สร้างรายได้ให้กับประเทศ พร้อมกับการบริการประชาชนได้อย่างมีประสิทธิภาพ
รัฐวิสาหกิจยุคใหม่ ต้องมีการเพิ่มห่วงโซ่ทางธุรกิจ เพิ่มแนวทางการลงทุนร่วมภาคเอกชนในรูปแบบ PPP เพื่อลดภาระด้านงบประมาณภาครัฐ  ซึ่งต่อไปจะมีการนำผลประกอบการและการบริการประชาชนมาเป็นส่วนหนึ่งในการประเมินผลการดำเนินงานของแต่ละรัฐวิสาหกิจด้วย  
นายกรัฐมนตรียังกำชับให้สำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (สคร.) ไปพิจารณาให้แนวทางบริหารจัดการบริษัทในเครือรัฐวิสาหกิจที่ปัจจุบันมีอยู่ทั้งสิ้น 123 แห่ง โดยคำนึงถึงความสามารถในการดำเนินธุรกิจและสอดคล้องกับภารกิจของรัฐวิสาหกิจแม่ รวมทั้งให้มีการพิจารณาดำเนินการ กรณีบริษัทในเครือที่ไม่จำเป็นต่อการดำเนินงานต่อไป เพื่อไม่ให้เกิดภาระของภาครัฐในอนาคตเหมือนเช่นอดีตที่ผ่านมา

รัฐวิสาหกิจ

โดยการจัดทำแผนพัฒนารัฐวิสาหกิจต้องให้สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติทั้ง 6 ด้าน ได้แก่
1. ความมั่นคง
2. ความสามารถในการแข่งขัน
3. การพัฒนาและเสริมสร้างศักยภาพคน
4. การสร้างโอกาสความเสมอภาคและความเท่าเทียมทางสังคม
5. การเติบโตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม
6. การพัฒนาระบบบริหารจัดการภาครัฐ
ความหมายของคำว่า “รัฐวิสาหกิจ” ที่ใช้เป็นหลักและอ้างอิงอยู่เสมอ คือ ความหมายของรัฐวิสาหกิจตามพระราชบัญญัติวิธีการงบประมาณ พ.ศ. 2502 ซึ่งสรุปไว้ว่า รัฐวิสาหกิจ คือ องค์กรของรัฐบาล หรือหน่วยงานธุรกิจที่รัฐบาลเป็นเจ้าของ หรือ บริษัท หรือ ห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่ส่วนราชการหรือรัฐวิสาหกิจมีทุนรวมอยู่ด้วยเกินกว่าร้อยละ 50 (เช่น บริษัทลูกของรัฐวิสาหกิจ) ดังนั้น รัฐวิสาหกิจจึงเป็นหน่วยงานทางธุรกิจหรือกิจการของรัฐที่มีภารกิจในการให้บริการสาธารณะ ด้านอุตสาหกรรม และพาณิชยกรรม รวมถึงเป็นเครื่องมือในการดำเนินงานทางเศรษฐกิจให้แก่รัฐบาล

รัฐวิสาหกิจ

จากภารกิจของรัฐวิสาหกิจข้างต้น จึงทำให้รัฐวิสาหกิจมีลักษณะองค์การและการดำเนินงานที่มีลักษณะผสมระหว่างกิจการเอกชนต้องมีความคล่องตัวในการดำเนินงาน และมีเป้าหมายคือกำไรในการดำเนินงานอันเป็นเป้าหมายทางเศรษฐกิจ กับการเป็นหน่วยงานของรัฐแบบมหาชน ซึ่งเป็นเครื่องมือของรัฐที่ต้องดำเนินการต่างๆ ภายใต้ระเบียบกฎเกณฑ์ของกฎหมาย และมีเป้าหมายคือผลประโยชน์ต่อส่วนรวมอันเป็นเป้าหมายทางสังคม

ซึ่งต้องยอมรับว่า มีรัฐวิสาหกิจหลายแห่งไม่สามารถดำเนินงานได้อย่างสัมฤทธิ์ผล กลายเป็นภาระของภาครัฐที่ต้องใช้เงินภาษีประชาชนเข้าไปโอบอุ้ม จนกลายเป็นจุดถ่วงทางเศรษฐกิจ ในขณะที่ปัญหาการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ทำให้รัฐบาลต้องใช้งบประมาณจำนวนมหาศาลไปในการช่วยเหลือประชาชน และยังไม่รู้ว่าการระบาดรอบ 3 รัฐบาลจะต้องกู้เงินอีกกี่แสนล้านมาฟื้นฟูเศรษฐกิจไม่ให้ถดถอยไปมากกว่านี้ การประคับประคองรัฐวิสาหกิจที่ขาดทุนจึงเป็นภารกิจที่เป็นไปไม่ได้

คำตอกย้ำของนายกรัฐมนตรี จึงเท่ากับเป็นการส่งสัญญาณว่าในยุคนิว นอร์มอล จะไม่เกิดปัญหาเตี้ยอุ้มค่อม ปล่อยให้รัฐวิสาหกิจบริหารงานแบบไร้อนาคต ไร้ประสิทธิภาพ โดยเฉพาะการทุจริตคอรัปชั่นซึ่งมีให้ได้ยินอยู่เป็นประจำ และยังคงปิดซ่อนอยู่เงียบๆ เพราะปัญหาของรัฐบาลเวลานี้ก็แทบจะเอาตัวไม่รอดอยู่แล้ว ซึ่งสังคมก็คาดหวังว่าคำกล่าวของนายกรัฐมนตรีจะไม่ใช่แค่คำขู่ หรือเป็นแค่การเขียนเสือให้วัวกลัว แล้วปล่อยให้จางหายไปพร้อมกับไวรัสโควิด-19