คิดนอกกรอบ…ตอก!โควิด ฉีดวัคซีนที่ไหนดี

แม้วัคซีนป้องกันไวรัสโควิด-19 จะเป็นปัจจัยสำคัญในการแก้ปัญหาไวรัสระบาด แต่ขณะนี้ประเทศไทยได้รับการฉีดวัคซีนไปเพียง 0.4% ของประชากรเท่านั้น ซึ่งถือว่าล่าช้ามากสำหรับการที่จะเปิดประเทศที่จะต้องฉีดให้ได้ถึง 70% ของประชากร


นำมาสู่การระดมสมองระหว่างหอการค้าไทยกับประธานเจ้าหน้าที่บริหาร (CEO) ของบริษัทใหญ่กว่า 40 บริษัทจากทุกกลุ่มธุรกิจของไทย ที่แค่เห็นภาพก็ต้องยอมรับว่าเครดิตแต่ละคนระดับหัวแถว
เป็นการประชุมผ่านระบบทางไกล ผ่านการเชื่อมต่อของหอการค้าไทยที่เปรียบเสมือนเป็นตัวกลางในการ Connect the dots โดยมีเป้าหมาย 2 ประการสำคัญคือ
  • 1. ร่วมกันวางแผนการฉีดวัคซีนป้องกันโควิด-19 ของภาคเอกชน
  • 2. การจัดหาวัคซีนทางเลือกให้เพียงพอ
โดยเฉพาะวัคซีนล็อตใหญ่ที่จะเริ่มเข้ามาตั้งแต่เดือนมิถุนายนนี้ จะต้องมีการเตรียมตัว และวางแผนการกระจายวัคซีนให้มีประสิทธิภาพ ดังนั้น หอการค้าไทยและเครือข่ายภาคเอกชน จะช่วยสนับสนุนภาครัฐในการกระจายวัคซีนที่ภาครัฐจัดซื้อมาให้เกิดประสิทธิภาพและทั่วถึงมากที่สุด โดยจะเริ่มที่กทม.ก่อน เพื่อเป็นตัวอย่างให้จังหวัดอื่นๆ พร้อมสนับสนุนให้เอกชนมีส่วนร่วมในการเจรจาซื้อวัคซีนทางเลือกเพิ่มเติม
“หอการค้าไทยตั้งเป้าหมายว่าภายในปี 2564 ต้องบรรลุเป้าหมายการฉีดวัคซีนในกรุงเทพฯ 70% โดยบุคลากรทางการแพทย์ที่เป็นด่านหน้าของ กทม. ต้องได้รับการฉีดทั้งหมด 100% ภายในสิ้นเดือนมิถุนายน ส่วนการฉีดวัคซีนสำหรับประชาชนทั่วไปในกรุงเทพฯ ต้องให้ได้อย่างน้อย 50,000 โดสต่อวัน” สนั่น อังอุบลกุล ประธานกรรมการหอการค้าไทย กล่าวพร้อมย้ำหนักแน่นว่า ภาคเอกชนสามารถใช้ความถนัด ความเชี่ยวชาญ และ ทรัพยากรของพวกเราเพื่อประเทศได้
สนั่น อังอุบลกุล
สนั่น อังอุบลกุล ประธานกรรมการหอการค้าไทย
โดยจะแบ่งงานออกเป็น 4 ทีม เพื่อสนับสนุนการฉีดวัคซีน ได้แก่
TEAM A: Distribution and Logistics ทีมสนับสนุนการกระจายและฉีดวัคซีน ช่วยสนับสนุน สถานที่ บุคลากร อาสาสมัคร และอุปกรณ์ IT เช่น คอมพิวเตอร์ ปริ๊นเตอร์ เครื่องอ่านบัตรประชาชน ให้ กทม. เพิ่มจากโรงพยาบาลรัฐและเอกชน ซึ่งตอนนี้ได้มีการเตรียมและไปลงพื้นที่สำรวจกับ กทม. แล้วในระยะแรก จำนวน 10 พื้นที่ใน กทม. ที่เอกชนจะนำร่อง เช่น กลุ่มเซ็นทรัล, SCG, เดอะมอลล์, สยามพิวรรธน์, เอเชียทีค, โลตัส, บิ๊กซี, ทรูดิจิตัลพาร์ค เป็นต้น โดยจะสรุปกับ กทม.ภายในวันที่ 27 เมษายนนี้ และในระยะถัดไปจะมีการหารือในการจัดทำหน่วยฉีดวัคซีนเคลื่อนที่ไปยังจุดต่างๆ เพื่อลดการเคลื่อนย้ายของประชาชน
TEAM B: Communication ทีมการสื่อสาร เพื่อให้ประชาชนเข้าใจและมาฉีดวัคซีนในสถานที่ที่พร้อม เพราะปัจจุบันหลายคนยังไม่เข้าใจเรื่องการฉีดวัคซีน หลายคนไม่ยอมฉีด ดังนั้น ต้องทำความเข้าใจ ให้ข้อมูลที่ถูกต้อง ทั้งนี้ ภาครัฐจะทำระบบ “หมอพร้อม” เสร็จสิ้นในเดือนนี้ ซึ่งจะสามารถระบุสถานที่ต่างๆ ที่ลงทะเบียนฉีดวัคซีน การจัดคิวการฉีดที่ไม่หนาแน่น หรือลำดับการฉีดที่เหมาะสม โดยได้รับการสนับสนุนจากหลายบริษัท อาทิเช่น Google, LINE, Facebook, VGI และ Unilever เป็นต้น

วัคซีนป้องกันโควิด-19

TEAM C: IT Operation ทีมเทคโนโลยีและระบบ เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพการลงทะเบียน ขั้นตอนในการฉีดที่รวดเร็ว และมีระบบการติดตามตัว พร้อมสามารถออกใบรับรองการฉีดวัคซีนได้ โดยมีหลายบริษัท นำทีมโดย IBM เข้ามาสำรวจและปรับปรุงกระบวนการ
TEAM D: Extra Vaccine procurement ทีมจัดหาวัคซีนเพิ่มเติม ร่วมกับภาครัฐและเครือข่ายโรงพยาบาลเอกชน โดยจะไปสำรวจความต้องการฉีดวัคซีนทางเลือกเพิ่มเติม เพื่อเป็นการแบ่งเบาภาระของรัฐบาล และทำให้เศรษฐกิจฟื้นตัวได้เร็วมากขึ้น นำโดยสมาคมโรงพยาบาลเอกชน ซึ่งได้มีการหารือกันแล้ว ประเมินว่ายังต้องการวัคซีนทางเลือกเพิ่มเติมอีกอย่างน้อย 30 ล้านโดส เพื่อให้ครอบคลุม 70% ของประชากรทั้งประเทศ โดยวัคซีนทางเลือก ได้แก่
  • 1. ประเทศสหรัฐอเมริกา วัคซีน Moderna และ Pfizer
  • 2. ประเทศจีน วัคซีน Sinopharm และ CanSino Biologics
  • 3. ประเทศอินเดีย วัคซีน COVAXIN จากบริษัท Bharat Biotech
  • 4. ประเทศรัสเซีย วัคซีน Sputnik V
วัคซีนป้องกันโควิด-19
ที่สำคัญคือภาคเอกชนยินดีที่จะจ่ายค่าวัคซีนให้กับพนักงานของบริษัทรวมแล้วเกือบ 1 ล้านราย เพื่อแบ่งเบาภาระให้กับรัฐบาล
มองไปยังฝั่งของสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย หรือ ส.อ.ท. ก็มีการหารือในวาระเร่งด่วนเรื่องนี้เช่นเดียวกัน โดยเห็นว่าการฉีดวัคซีนให้รวดเร็วและครอบคลุมจะช่วยป้องกันและลดจำนวนผู้ติดเชื้อในประเทศได้
“การขับเคลื่อนการฉีดวัคซีนยังคงประสบปัญหาคอขวดด้วยกัน 4 ประการ ได้แก่ 1. จำนวนวัคซีนที่ไม่พอเพียงต่อจำนวนประชากรในประเทศ 2. การฉีดวัคซีนที่ค่อนข้างล่าช้าเนื่องจากบุคคลากรที่สามารถฉีดได้ไม่พอเพียง รวมถึงสถานที่มีจำกัด 3. ปัญหาเรื่องการกระจายวัคซีน และ 4. การสร้างความเชื่อมั่นหลังการฉีดวัคซีน” สุพันธุ์ มงคลสุธี ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย กล่าว
สุพันธุ์ มงคลสุธี
สุพันธุ์ มงคลสุธี ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย
ปัญหาจำนวนวัคซีนไม่เพียงพอ ส.อ.ท.มีข้อเสนอคล้ายกับหอการค้าไทยคือ เสนอให้ภาครัฐเปิดกว้างให้ภาคเอกชนสามารถนำเข้าวัคซีนได้ภายใต้การกำกับดูแลของภาครัฐ เพื่อให้ภาคเอกชนสามารถเข้าถึงวัคซีนด้วยความรวดเร็วรวมถึงลดภาระการจัดสรรงบประมาณของภาครัฐ
น่าสนใจอย่างยิ่งคือการแก้ปัญหาด้านบุคคลากรที่สามารถฉีดวัคซีนมีไม่เพียงพอ และสถานที่ใช้ฉีดมีจำนวนจำกัด ส.อ.ท. เสนอแนวทางดังนี้ 
ด้านบุคคลากร เสนอให้ภาครัฐเร่งผลิตบุคคลากรที่สามารถดูแลการฉีดวัคซีนได้เฉพาะกิจ ซึ่งปัจจุบันมีเพียงแพทย์และพยาบาลที่เป็นวิชาชีพที่สามารถฉีดวัคซีนได้ โดยอบรมนักศึกษาแพทย์ / เภสัชกร ให้สามารถทำการฉีดวัคซีนและสังเกตอาการก่อนฉีดและหลังฉีดได้ โดยสภาอุตสาหกรรมฯ ร่วมกับแพทยสภาจัดการฝึกอบรมออนไลน์ด้วยแพทย์และพยาบาลผู้เชี่ยวชาญผ่านแพลตฟอร์ม FTI Academy เพื่อเพิ่มบุคลากรที่สามารถทำการฉีดวัคซีนดังกล่าวได้
ด้านสถานที่ เพิ่มสถานที่ในการบริการการฉีดวัคซีน โดยสภาอุตสาหกรรมฯ ได้ประสานงานกับหน่วยงานต่างๆ ที่มีพื้นที่สำหรับจัดเป็นจุดฉีดวัคซีนเพิ่มเติม ประกอบด้วย ปั๊มน้ำมันบางจากทั่วประเทศ (1,200 กว่าสถานี) และโรงงานอุตสาหกรรมทั่วประเทศ โดยสภาอุตสาหกรรมฯจะทำการประสานโรงงานอุตสาหกรรมในพื้นที่ต่างๆ ทั่วประเทศให้จัดพื้นที่ภายในโรงงานให้เป็นสถานที่ฉีดวัคซีน

วัคซีนพาสปอร์ต

ขณะที่ปัญหาด้านการกระจายวัคซีน  ส.อ.ท. เสนอให้มีการจัดตั้งคณะกรรมการพิจารณาแผนการกระจายวัคซีนเพื่อช่วยภาครัฐในการวางแผนการกระจายวัคซีนให้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ สอดคล้องกับการดำเนินงานของหอการค้าไทย
และปัญหาด้านการสร้างความเชื่อมั่นหลังการฉีดวัคซีนนั้น ส.อ.ท. เสนอให้จัดทำแพลตฟอร์มวัคซีนพาสปอร์ตเพื่อใช้สำหรับการเดินทางทั้งในและต่างประเทศ เป็นการสร้างความเชื่อมั่นและช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจในทุกภาคส่วนโดยเฉพาะอุตสาหกรรมท่องเที่ยวประเทศ
สรุปแนวทางการแก้ปัญหาไวรัสระบาดของหอการค้าไทย และ ส.อ.ท. คือ ต้องทลายกรอบความคิด พลิกกฎระเบียบบางประการ เพื่อให้การบริหารจัดการรวดเร็ว ทันสถานการณ์ มีประสิทธิภาพ ฉีดวัคซีนที่ไหนก็ได้ถ้าประชาชนเชื่อมั่น