ในขณะที่สถานการณ์โควิด-19 บ้านเรา ทำสถิตินิวไฮเพิ่มขึ้นทุกวัน ในภาพรวมระดับโลก สถิติล่าสุด (24 เมษายน) ก็ยังมีผู้ติดเชื้อถล่มทลาย มีผู้ติดเชื้อรายใหม่ 527,805 ราย เสียชีวิต 6,780 ราย โดยเฉพาะอินเดีย มีผู้ติดเชื้อรายใหม่ 286,680 ราย เสียชีวิต 1,908 ราย มาลองสำรวจตรวจตราดูว่าสถานการณ์โรคระบาดในประเทศต่างๆ ไปถึงไหนกันบ้าง และมาตรการใดที่กำลังใช้อยู่มีประสิทธิภาพหรือไม่ อย่างไร

เริ่มที่ประเทศฝรั่งเศส ปัจจุบันสถานการณ์การแพร่ระบาดเริ่มพัฒนาไปในทิศทางที่ดีขึ้น โดยมีจำนวนผู้ติดเชื้อรายวันลดลง 17% (ประมาณ 30,000 ราย/วัน) ในพื้นที่ส่วนมากของประเทศ (80%) และเชื่อว่าได้ผ่านพ้นจุดสูงสุดของการแพร่ระบาดระลอกที่ 3มาแล้ว
อย่างไรก็ตาม ยังคงเป็นการลดลงของจำนวนผู้ติดเชื้อที่ต่ำกว่าเมื่อช่วงหลังการล็อกดาวน์เมื่อเดือนพฤศจิกายน 2020 ถึงสองเท่า และยังคงมีจำนวนผู้ติดเชื้อเฉลี่ยในช่วง 7 วันที่ผ่านมาสูงกว่า 400 ราย/ประชากร 100,000 ราย ในพื้นที่ 15 จังหวัด นอกจากนี้ ยังคงมีจำนวนผู้ป่วยโควิด-19อาการหนักรักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาลถึงประมาณ 6,000 ราย จากจำนวนผู้ป่วยอาการหนักรวมทุกโรค 7,600 ราย โดยหวังว่าจะเริ่มมีจำนวนลดลงในไม่ช้านี้
ด้านการฉีดวัคซีน คาดว่าในช่วงปลายสัปดาห์นี้ จะมีผู้ได้รับการฉีดวัคซีนแล้วอย่างน้อย 1 โดสประมาณ 14 ล้านคน ซึ่งเท่ากับ ¼ ของผู้ที่มีอายุมากกว่า 18 ปี โดยปัจจุบันสามารถทำการฉีดวัคซีนได้ประมาณ 2.5 ล้านครั้ง/สัปดาห์ และมีผู้สูงวัยที่พำนักที่บ้านพักคนชราฉีดวัคซีนแล้วเกือบ 100% มีผู้ที่มีอายุมากกว่า 75 ปีและบุคลากรทางการแพทย์ฉีดวัคซีนแล้ว 70% และมีบุคลากรในสถานศึกษาฉีดวัคซีนแล้ว ¾

รัฐบาลฝรั่งเศสยืนยันขอให้เชื่อมั่นในวัคซีน AstraZeneca ซึ่งได้รับการรับรองประสิทธิภาพและความปลอดภัยทั้งในระดับอียูและระดับประเทศแล้ว ซึ่งขณะนี้ ฝรั่งเศสได้ฉีดวัคซีน AstraZeneca ที่ได้รับมาแล้วถึง ¾ และย้ำว่ามีความเสี่ยงต่อการเกิดอาการข้างเคียงเกี่ยวกับลิ่มเลือดแข็งตัวร้ายแรงเพียง 5 ราย ต่อ 1 ล้านราย เท่านั้น ซึ่งต่ำกว่าความเสี่ยงเกิดอาการดังกล่าวขณะโดยสารด้วยเครื่องบินถึง 50 เท่า จึงขอเชิญชวนให้ประชาชนที่มีอายุมากกว่า 55 ปีฉีดวัคซีนดังกล่าว
นอกจากนี้ ตั้งแต่วันที่ 26 เมษายน 2021 เป็นต้นไป จะอนุญาตให้ผู้ที่พำนักในที่พักเดียวกันกับผู้ป่วยโรคภูมิคุ้มกันบกพร่อง (immunodeficiency) สามารถรับการฉีดวัคซีนได้ โดยหากเป็นผู้ที่มีอายุมากกว่า 55 ปี จะได้รับวัคซีน AstraZeneca และหากมีอายุต่ำกว่า 55 ปีจะได้รับวัคซีน Pfizer-BioNtech กระนั้นปัจจุบัน ฝรั่งเศสยังไม่มีนโยบายฉีดวัคซีนให้แก่เด็ก เนื่องจากยังคงรอผลการศึกษาทางวิทยาศาสตร์เกี่ยวกับประสิทธิภาพและความปลอดภัยของวัคซีนในกลุ่มเด็ก และยังคงต้องรอให้ฉีดวัคซีนให้แก่กลุ่มที่มีปัจจัยเสี่ยงและผู้ที่มีอายุมากกว่า 18 ปีทั้งหมด (ที่ประสงค์ฉีดวัคซีน) เสียก่อน

ด้านมาตรการผ่อนปรนมาตรการทางสาธารณสุข ตั้งแต่วันที่ 3 พฤษภาคม เป็นต้นไปจะยกเลิกการห้ามเดินทางเกินกว่า 10 กม. จากที่พักในช่วงกลางวัน แต่ยังคงมาตรการเคอร์ฟิวในช่วงเวลา 19.00 – 06.00 น. อยู่ แต่จะมีการพิจารณาทบทวนมาตรการดังกล่าวอีกครั้งหนึ่งในช่วงกลางเดือนพฤษภาคม ตามความเหมาะสมของพัฒนาการของสถานการณ์ทางสาธารณสุข
สำหรับการการเปิดเทอมการศึกษา สถานศึกษาทุกแห่งจะสามารถเปิดเทอมการศึกษาได้ตามกำหนดการที่กำหนดไว้ โดยขอให้เคารพแนวปฏิบัติทางสาธารณสุขอย่างเคร่งครัดในสถานศึกษา อาทิ ต้องเปิดหน้าต่างถ่ายเทอากาศทุกชั่วโมงผู้ที่มีอายุมากกว่า 6 ปีต้องสวมหน้ากากอนามัย ต้องเว้นระยะ 2 เมตร ระหว่างกลุ่มขณะทานอาหารกลางวันในโรงอาหาร และกำหนดให้ปิดชั้นเรียนทันทีในกรณีที่พบผู้ติดเชื้อเพียง 1 ราย และรัฐบาลได้สั่งซื้อชุดตรวจหาเชื้อด้วยตนเอง (autotest) แล้ว 64 ล้านชุด ซึ่งจะแจกจ่ายให้แก่บุคลากรในสถานศึกษา (2 ครั้ง/สัปดาห์) และนักเรียนชั้น ม. ปลาย (1 ครั้ง/สัปดาห์) รวมทั้งนักศึกษาในมหาวิทยาลัย และหากสภาสูงสาธารณสุขเห็นชอบ ก็จะให้นักเรียนชั้นม.ต้นที่มีอายุต่ำกว่า 15 ปี สามารถใช้ autotest ได้เช่นกัน ส่วนนักเรียนชั้นประถมศึกษา จะเป็นการตรวจหาเชื้อจากน้ำลาย

สำหรับปฏิบัติการด้านมนุษยธรรม ฝรั่งเศสบริจาควัคซีนผ่านกลไก Covax โดยเมื่อวันที่ 21 เมษายน สำนักประธานาธิบดีฝรั่งเศสแจ้งว่า ฝรั่งเศสจะบริจาควัคซีน AstraZeneca จำนวน 500,000 โดสแก่ประเทศในทวีปแอฟริกาภายในเดือนมิถุนายน 2564 ผ่านกลไก Covax ซึ่งจะจัดสรรวัคซีนต้านโควิด-19 ยี่ห้อต่างๆ ให้แก่ประเทศที่ยากไร้จำนวน 92 ประเทศ เพื่อให้สามารถฉีดวัคซีนให้แก่ 27% ของประชากรประเทศเหล่านี้ได้ภายในสิ้นปี 2021 ซึ่งปัจจุบันได้มีการจัดสรรวัคซีนผ่านกลไก Covax แล้วจำนวน 38 ล้านโดส ให้แก่ 113 ประเทศ
ส่วนการเตรียมการสำหรับนายจ้างและแรงงานภายหลังสิ้นสุดภาวะฉุกเฉินทางสาธารณสุขและวิกฤติโควิด-19 บริษัทเอกชนจะยังคงสามารถขอรับเงินกู้ซึ่งค้ำประกันโดยรัฐได้จนถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2021 (จากเดิมมีกำหนดสิ้นสุดในวันที่ 30 มิถุนายน นี้) โดยรัฐบาลจะพิจารณาหาแนวทางในการลดหย่อนการเก็บภาษีหรือเงินสมทบประกันสังคมบางส่วน สำหรับบริษัทเอกชนที่ประกอบการในสาขาที่ได้รับผลกระทบมากที่สุดจากวิกฤติทางสาธารณสุข (ท่องเที่ยว การจัดอีเวนท์ วัฒนธรรม กีฬา และร้านอาหาร) แม้เมื่อสิ้นสุดภาวะฉุกเฉินทางสาธารณสุขแล้ว และจะยังคงไว้ซึ่งกองทุน Fonds de solidarité สำหรับภาคเอกชนในสาขาที่ไม่ได้รับอนุญาตให้เปิดทำการเท่านั้น ส่วนภาคเอกชนที่เริ่มเปิดทำการใหม่อีกครั้งหนึ่ง จะทยอยลดการให้ความช่วยเหลือจากกองทุน Fonds de solidarité โดยจะมีการหารือในรายละเอียดกับภาคส่วนที่เกี่ยวข้องต่อไป
ณ วันที่ 24 เมษายน ฝรั่งเศสมีผู้ติดเชื้อสะสม 5,440,946 ราย และเสียชีวิตสะสม 102,496 ราย

ต่อด้วยประเทศสวีเดน ขณะนี้ยังมีกระจายพื้นที่ของการแพร่ระบาดโควิด-19 ในสวีเดนอย่างกว้างขวาง และบุคลากรการแพทย์ยังคงต้องทำงานอย่างหนัก โดยผู้ที่ติดเชื้อส่วนใหญ่ในขณะนี้เป็นผู้ที่มีอายุระหว่าง 20-49 ปี ทั้งนี้ หนึ่งในสาเหตุที่สวีเดนมีอัตราผู้ติดเชื้อสูงเพราะมีการตรวจคัดกรองผู้ติดเชื้อจำนวนมาก อย่างไรก็ดี การฉีดวัคซีนมีผลทำให้ตัวเลขผู้เสียชีวิตในระยะที่ผ่านมาลดลงอย่างชัดเจน แต่โดยรวมยังคงมีจำนวนผู้เสียชีวิตในอัตราที่สูง จณะที่จำนวนผู้ที่รักษาตัวในโรงพยาบาล 2,212 คน สวีเดนมีเตียงสำหรับผู้ป่วย ICU ทั้งหมด 781 เตียง ขณะนี้ใช้ไปแล้ว 656 เตียง ในจำนวนดังกล่าวเป็นผู้ป่วยโควิด 416 คน ดังนั้น สาธารณสุขสวีเดนจะยังคงไม่มีการผ่อนปรนมาตรการต่างๆ หลังจากวันที่ 3 พฤษภาคม 2021 ร้านอาหาร ผับ บาร์ ร้านขายของ และสถานที่ออกกำลังกายจะยังคงต้องปิดทำการภายในเวลา 20.30 ของทุกวัน
ด้านวัคซีน ขณะนี้สวีเดนมีผู้ที่ได้รับการฉีดวัคซีนแล้วไม่ต่ำกว่า 1 เข็ม จำนวน 2,010,951 คน (24.6% ของประชากรวัยผู้ใหญ่ในสวีเดน) ในจำนวนดังกล่าวมีผู้ที่ฉีดวัคซีนครบแล้วทั้งสองเข็มจำนวน 700,650 คน (8.6% ของประชากรวัยผู้ใหญ่ในสวีเดน) กลุ่มอายุของประชากรที่ได้รับการฉีดวัคซีนมากที่สุดคือกลุ่มของประชากรอายุ 90 ปีขึ้นไป โดย90 % ได้รับการฉีดวัคซีนแล้วอย่างน้อย 1 เข็ม และเกือบ 80% ได้รับการฉีดวัคซีนครบแล้ว 2 เข็ม
กระทรวงการสาธารณสุขและบริการสุขภาพนอร์เวย์แถลงว่า นอร์เวย์ได้ให้สวีเดนและไอซ์แลนด์ยืมวัคซีน AstraZeneca รวม 216,000 โดส โดยแบ่งเป็นสำหรับสวีเดน 200,000 โดส และไอซ์แลนด์ 16,000 โดส ซึ่งนาย Bent Høie รัฐมนตรีสาธารณสุขฯ นอร์เวย์ กล่าวว่า “ถึงแม้ว่าการฉีดวัคซีน AstraZeneca ในนอร์เวย์จะถูกระงับชั่วคราวในขณะนี้ แต่ตนรู้สึกยินดีที่วัคซีนนี้ที่นอร์เวย์มีในสต็อกเป็นประโยชน์ต่อมิตรประเทศอื่นๆ ซึ่งเมื่อนอร์เวย์ได้อนุญาตให้มีการฉีดวัคซีน AstraZeneca อีกครั้ง นอร์เวย์ก็จะได้รับวัคซีนจำนวนดังกล่าวกลับคืนมา”

โดยกระทรวงสาธารณสุขสวีเดนได้ออกคำแนะนำอย่างเป็นทางการเกี่ยวกับการฉีดวัคซีนของบริษัท AstraZeneca โดยเฉพาะการทำให้ฉีดวัคซีนดังกล่าวให้กับผู้ที่มีอายุ 65 ปีขึ้นไปต่อไป เนื่องจากผลพบข้างเคียงที่ทำให้เกิดการแข็งตัวของลิ่มเลือด ซึ่งเป็นผลข้างเคียงที่เกิดขึ้นน้อยมาก และส่วนใหญ่เกิดขึ้นกับผู้ที่มีอายุไม่เกิน 60 ปี สำหรับผู้ที่มีอายุต่ำกว่า 65 ปี ประมาณ 180,000 คน ที่ฉีดวัคซีนเข็มแรกด้วยวีคซีนของ AstraZeneca ไปแล้ว ให้ฉีดเข็มที่สองด้วยวัคซีนของ Pfizers หรือ Moderna
ทั้งนี้ สวีเดนจะไม่ฉีดวัคซีน Johnson & Johnsons ให้กับประชาชนจนกว่าองค์การยาแห่งสหภาพยุโรป (European Medicines Agency: EMA) จะยืนยันผลข้างเคียงอย่างเป็นทางการของวัคซีนดังกล่าวต่อการก่อให้เกิดภาวะลิ่มเลือดอุดตัน
ในขณะเดียวกันศูนย์ฉีดวัคซีนป้องกันโควิดที่ใหญ่ที่สุดในประเทศ ที่ศูนย์แสดงสินค้า Kistamässan กรุงสตอกโฮล์ม ได้เปิดให้บริการแล้ว โดยตั้งเป้าฉีดวัคซีนให้ได้ 10,000 คนต่อวัน (สำหรับผู้ที่จองเวลาล่วงหน้าและตามลำดับการฉีดวัคซีนที่รัฐบาลกำหนดไว้เท่านั้น)
ณ วันที่ 24 เมษายน สวีเดนมีผู้ติดเชื้อสะสม 938,343 ราย และเสียชีวิตสะสม 13,923 ราย

ด้านประเทศเดนมาร์ก มีค่า Reproduction Figure (R0) ในสัปดาห์นี้เพิ่มขึ้นจากเดิม 1.0 เป็น 1.1 แสดงให้เห็นว่ามีการแพร่ระบาดเพิ่มขึ้นเล็กน้อย อย่างไรก็ดี จำนวนผู้เข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาลลดลง ซึ่ง Dr. Torben Mogensen ประธานสมาคมโรคปอดแห่งเดนมาร์กได้ระบุว่า สถานการณ์โควิด-19 ในเดนมาร์กอยู่ภายใต้การควบคุม และการเปิดสังคมเดนมาร์กเพิ่มเติมเมื่อวันที่ 21 เมษายน ที่ผ่านมา จะไม่เป็นปัจจัยให้อัตราการแพร่ระบาดเพิ่มขึ้น เนื่องจากมีการใช้มาตรการป้องกันการแพร่ระบาดสำหรับร้านอาหาร บาร์ และคาเฟ่
โดยตั้งแต่วันที่ 21 เมษายน 2021 เดนมาร์กได้อนุญาตให้ร้านอาหาร บาร์ และคาเฟ่ เปิดให้บริการลูกค้าในร้านได้ โดยมีข้อกำหนดสำหรับการรับประทานอาหารในร้านว่า ต้องจองคิวล่วงหน้าอย่างน้อย 30 นาที และต้องมีวัคซีนพาสปอร์ตที่แสดงการฉีดวัคซีนครบถ้วนแล้วมากกว่า 2 สัปดาห์ หรือมีผลตรวจโควิด-19 ที่เป็นลบอายุไม่เกิน 72 ชม. หรือผู้เคยติดเชื้อโควิด-19 แล้วโดยมีผลตรวจเป็นบวกภายในช่วง 2 สัปดาห์ถึง 6 เดือนที่ผ่านมา ส่วนลูกค้าที่นั่งรับประทานอาหารภายนอกอาคารไม่จำเป็นต้องแสดงวัคซีนพาสปอร์ต นอกจากนี้ ร้านอาหารจะต้องยุติให้บริการเวลา 22.00 น. และปิดร้านภายในเวลา 23.00 น. นอกจากนี้ ได้อนุญาตให้นักเรียนในระดับชั้น 5 – 8 กลับเข้าเรียนได้มากขึ้น (จากก่อนหน้าที่รับอนุญาตให้เข้าเรียนสัปดาห์เว้นสัปดาห์) รวมทั้งให้นักเรียนที่กำลังจะจบการศึกษาและนักเรียนระดับอาชีวศึกษาสามารถกลับเข้าเรียนได้อีกครั้ง ตลอดจนจะอนุญาตให้สถานกีฬาในร่มสำหรับเด็กและผู้ใหญ่ รวมถึงศูนย์การค้าและห้างสรรพสินค้าขนาดใหญ่จะเปิดให้บริการได้ตามปกติ

ขณะที่เดนมาร์กมีผู้ได้รับวัคซีนโดสแรกแล้ว 1,170,170 คน (คิดเป็น 20% ของประชากร) และผู้ได้รับวัคซีนครบสองโดสแล้ว 554,652 คน (คิดเป็น9.5 % ของประชากร) ล่าสุดรัฐบาลเดนมาร์กได้ตกลงที่จะให้รัฐ Schleswig-Holstein ของเยอรมนี (รัฐที่อยู่ติดพรมแดนของเดนมาร์ก) ยืมวัคซีน AstraZeneca จำนวน 55,000 โดส โดยจะต้องส่งคืนวัคซีนให้ภายในระยะเวลาที่ตกลงกันต่อไป กรณีแสดงให้เห็นว่าแม้ประชากรประเทศตัวเองจะยังไม่ได้รับวัคซีนครบทุกคน แต่ยังให้เพื่อนบ้านยืมวัคซีนที่มีพรมแดนกัน เพื่อป้องกันการแพร่ระบาดจากการเดินทางข้ามพรมแดน เนื่องจากขณะนี้เยอรมนีมีผู้ติดเชื้อ 3,273,127 ราย และติดเชื้อรายใหม่มากกว่า 10,000 รายต่อวัน

State Serum Institute (SSI) รายงานว่า พบผู้ติดเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ที่มีการกลายพันธุ์ซ้ำซ้อน (double mutation) ที่เกิดขึ้นในอินเดียจำนวน 11 คนในเดนมาร์ก ซึ่งส่วนใหญ่มีเชื้อสายอินเดียหรืออิหร่าน โดยผู้ติดเชื้อเหล่านี้เดินทางไปต่างประเทศและไม่ได้ทำการกักกันตัว
สำหรับประเทศไทย ได้รับการประเมินความเสี่ยงให้อยู่ในกลุ่มสีเหลือง ซึ่งผู้เดินทางจากไทยมายังเดนมาร์กจะได้รับการยกเว้นการกักตัวเอง และสามารถเดินทางเข้าเดนมาร์กได้ทุกกรณี (ไม่จำเป็นต้องมี worthy purposes) แต่ในคำแนะนำในการเดินทางของกระทรวงการต่างประเทศเดนมาร์ก ได้กำหนดให้เป็นสีส้ม กล่าวคือ ไม่แนะนำให้ชาวเดนมาร์กเดินทางไปหากไม่มีเหตุจำเป็น เนื่องจากมีข้อจำกัดการเดินทางเข้าประเทศไทยที่ใช้กับผู้เดินทางชาวเดนมาร์ก
ณ วันที่ 24 เมษายน เดนมาร์กมีผู้ติดเชื้อสะสม 247,010 ราย ผู้ติดเชื้อรายใหม่ 547 ราย เสียชีวิตสะสม 2,474 ราย และเสียชีวิตใหม่ 2 ราย



ต่อกันที่ ประเทศเยอรมนี ประกาศเคอร์ฟิวโควิด-19 เพื่อยับยั้งการแพร่ระบาดของเชื้อระลอกที่ 3 โดยมาตรการฉุกเฉิน (Emergency Brake) กรณีอัตราผู้ติดเชื้อในรอบสัปดาห์เกิน 100 : 100,000 ราย จะต้องบังคับใช้มาตรการเหล่านี้ ได้แก่ การพบปะในพื้นที่ส่วนตัว สามารถพบปะกับบุคคลนอกครอบครัวได้ไม่เกิน 1 คน การให้บริการที่สัมผัส อนุญาตเฉพาะที่เกี่ยวกับทางการแพทย์/ร่างกาย และบริการที่ใกล้เคียง รวมถึงร้านทำผม บริการที่เกี่ยวกับการดูแลเท้า โดยทำการนัดหมายล่วงหน้า (ต้องแสดงผลตรวจโควิดเป็นลบ) เคอร์ฟิว 22.00 น. – 05.00 น. ของวันถัดไป โดยสามารถออกกำลังกายโดยลำพัง ถึงเวลา 24.00 น. และอนุญาตให้ร้านอาหารบริการเฉพาะการนำกลับไปทานที่บ้าน หรือบริการส่งอาหาร ร้านอาหาร ร้านค้าปลีก (สิ่งจำเป็นในชีวิตประจำวัน) ให้จำกัดจำนวนผู้เข้าใช้บริการตามขนาดของพื้นที่ โดยต้องสวมใส่หน้ากากอนามัย ส่วนร้านค้าปลีกอื่นๆ สามารถทำได้ตราบเท่าที่อัตราผู้ติดเชื้อฯ ในรอบสัปดาห์ไม่เกิน 150 : 100,000 ราย สำหรับโรงเรียน ต้องตรวจเชื้อฯ อย่างน้อย 2 ครั้ง/สัปดาห์ ต้องมีการสลับชั้นเรียน หากอัตราผู้ติดเชื้อฯ ในรอบสัปดาห์เกิน 165 : 100,000 ราย จะต้องทำการเรียนการสอนที่บ้าน
ณ วันที่ 24 เมษายน เยอรมนีมีผู้ติดเชื้อสะสม 3,273,127ราย ผู้ติดเชื้อรายใหม่ 11,363 ราย เสียชีวิตสะสม 82,090 ราย และเสียชีวิตใหม่ 154ราย

สำหรับประเทศสเปน อัตราการติดเชื้อต่อประชากร 100,000 ราย ในห้วง 14 วันจากทั่วประเทศเท่ากับ 235.51 ราย
แม้อัตราการติดเชื้อดังกล่าวจะยังคงเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง แต่กระทรวงสาธารณสุขสเปนประเมินว่า สถานการณ์การแพร่ระบาดในระลอกที่ 4 ได้เข้าสู่ภาวะคงที่แล้ว พร้อมระบุว่า ปัจจุบัน 80% ของการติดเชื้อโควิด-19 ในสเปนเป็นการติดเชื้อสายพันธุ์อังกฤษ โดย 6 ใน 17 แคว้นของสเปน มีจำนวนผู้ติดเชื้อสายพันธุ์ดังกล่าวสูงถึง 90% และมีหลักฐานปรากฏว่า ผู้ป่วยที่ติดเชื้อสายพันธุ์ดังกล่าว ส่วนใหญ่เป็นผู้มีอายุระหว่าง 40-50 ปี
ขณะนี้ สถาบันสุขภาพ Carlos III แห่งสเปนอยู่ระหว่างทำการทดลองการให้วัคซีน Pfizer เป็นวัคซีนเข็มที่สอง แก่บุคคลที่มีอายุต่ำกว่า 60 ปีในสเปนที่ได้รับวัคซีน AstraZeneca ไปแล้ว โดยคาดว่า ผลการทดลองดังกล่าวจะเสร็จสิ้นในช่วงปลายเดือนพฤษภาคมที่จะถึงนี้ เพื่อใช้เป็นข้อมูลประกอบการพิจารณาของรัฐบาลสเปนในการให้วัคซีนเข็มที่สองกับบุคคลกลุ่มดังกล่าวต่อไป

ณ วันนี้ มีประชากรสเปนที่ได้รับวัคซีนแล้ว รวม 14,266,251 ราย และมีประชากรที่ได้รับวัคซีนครบตามจำนวนโดสแล้ว 3,862,789 ราย หรือเท่ากับ 8.1% ของประชากรสเปนทั้งหมด ทั้งนี้ รัฐบาลสเปนมีเป้าหมายที่จะให้ประชากร 5 ล้านคน ได้รับวัคซีนครบจำนวนโดส ภายในวันที่ 3 พฤษภาคมนี้
Pedro Sanchez นายกรัฐมนตรีสเปน กล่าวในที่ประชุมระดับผู้นำอิเบโร-อเมริกา ครั้งที่ 27 ที่อันดอร์รา เมื่อช่วงกลางสัปดาห์ที่ผ่านมาว่า สเปนจะบริจาควัคซีนจำนวน 7.5 ล้านโดส ให้แก่ประเทศในลาตินอเมริกาที่ต้องการ เมื่อประชากรสเปน 50% มีภูมิคุ้มกันครบถ้วนแล้ว
ณ วันที่ 24 เมษายน สเปนผู้ติดเชื้อสะสม 3,468,617 ราย และเสียชีวิตสะสม77,591 ราย


ส่วนประเทศญี่ปุ่น นายกรัฐมนตรี ประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินเป็นครั้งที่ 3 ใน 4 จังหวัด ได้แก่ กรุงโตเกียว จังหวัดโอซากา จังหวัดเฮียวโกะ และจังหวัดเกียวโต โดยจะมีผลบังคับใช้ ตั้งแต่วันที่ 25 เมษายน ถึง 11 พฤษภาคม 2021 ในประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินครั้งนี้ กรุงโตเกียวและจังหวัดโอซากา กำหนดให้ห้างสรรพสินค้า ศูนย์การค้า และสวนสนุก ปิดให้บริการชั่วคราว จังหวัดโอซากาขอให้ร้านอาหารและบาร์งดเว้นการจำหน่ายแอลกอฮอล์ และปิดให้บริการในช่วงวันเสาร์-อาทิตย์ เพิ่มเติมไปจากการขอให้ปิดให้บริการภายในเวลา 20.00 น. นอกจากนี้ กรุงโตเกียวจะขอให้ร้านอาหารและบาร์งดเว้นการจำหน่ายแอลกอฮอล์เช่นกัน ซึ่งรวมถึงช่วงกลางวันด้วย
ณ วันที่ 24 เมษายน ญี่ปุ่นมีผู้ติดเชื้อสะสม 556,999 ราย ผู้ติดเชื้อรายใหม่ 5,098 ราย เสียชีวิตสะสม 9,854 ราย และเสียชีวิตใหม่ 54 ราย

ส่วนประเทศที่มีอัตราการฉีดวัคซีนเข้าถึงประชากรมากที่สุดอย่างประเทศอิสราเอล ได้ประกาศมาตรการล่าสุดว่าตั้งแต่วันที่ 18 เมษายน เป็นต้นไป ประชาชนไม่ต้องสวมหน้ากากอนามัยในสถานที่กลางแจ้ง แต่ยังคงต้องสวมหน้ากากอนามัยในอาคารหรือสถานที่ปิด ขณะเดียวกันรัฐบาลอิสราเอลก็เห็นชอบการผ่อนปรนให้รวมกลุ่มไม่เกิน 100 คนในสถานที่กลางแจ้งได้
ณ วันที่ 24 เมษายน อิสราเอลมีผู้ติดเชื้อสะสม 837,892 ราย และเสียชีวิตสะสม 6,346 ราย
การเรียนรู้บทเรียนและมาตรการรับมือโควิด-19 จากประเทศต่างๆ ทั้งที่ประสบความสำเร็จและล้มเหลว เป็นหนึ่งในคำตอบที่ประเทศไทยน่าจะนำมาศึกษาและปรับใช้ในการวางแผนบริหารจัดการองคาพยพอย่างเหมาะสม เพื่อนำพาประเทศชาติให้ข้ามผ่านวิกฤตนี้ไปได้แบบไม่สะบักสะบอมเกินไปนัก
ที่มา : รวบรวมและเรียบเรียงจากรายงานของเพจสถานทูตต่างๆ และสถิติผู้ป่วยโควิดจาก Wolrdometers: COVID-19 CORONAVIRUS PANDEMIC










