ในสถานการณ์คับขัน เช่น การบริหารจัดการโควิด-19 ระลอก 3 นี้ เราควรสนับสนุนการทำงานแบบไหน เพื่อให้สามารถฝ่าวิกฤตนี้ไปได้แบบตลอดรอดฝั่ง นายแพทย์ธนรักษ์ ผลิพัฒน์ รองอธิบดีกรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข แสดงทรรศนะเฉียบคมและให้แง่คิดที่น่าสนใจไว้ดังนี้

จากเฟซบุ๊ก “หมอแก้ว ผลิพัฒน์” ของ นายแพทย์ธนรักษ์ ผลิพัฒน์ รองอธิบดีกรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข ได้โพสต์ข้อความว่า
สะท้อนสิ่งที่พบพานมาเป็นบทเรียน
การทำงานในภาวะฉุกเฉิน เราไม่ควรสนันสนุน การทำงานคนเดียว ต่างคนต่างทำ superhero หรือ star โมเดล เราควรส่งเสริมการทำงานเป็นทีม ด้วยแนวคิด The star of the team is the team
ในเชิงระบบ เพื่อให้เราทำงานเป็นทีมมีประสิทธิภาพมากขึ้น มีเรื่องที่เรายังสามาถทำให้ดีขึ้นกว่าเดิมได้อีกหลายเรื่อง
1. การทำให้เกิด unity of command หรือ unified command (การบัญชาร่วม หมายถึง การจัดการเหตุการณ์หรือสถานการณ์ที่หลายหน่วยงาน มีหน้าที่รับผิดชอบที่แตกต่างกัน หรือแม้แต่มาจากหลายขอบเขตพื้นที่รับผิดชอบ สามารถที่จะประสานแผนการทำงานในที่เกิดเหตุร่วมกัน ภายใต้วัตถุประสงค์และกลยุทธ์การทำงานเดียวกันได้อย่างมีประสิทธิภาพได้—ผู้เรียบเรียง)
2. การพัฒนา leadership ให้เกิดขึ้นในทุกระดับ และทุกคนสามารถทำงานไปในทิศทางเดียวกัน หาไม่แล้วทุกคนจะเล่นบทรอคำสั่งจาก commander

3. การสร้างความไว้วางใจกันในหมู่คนทำงาน และความไว้วางใจจากประชาชน
4.การปรับปรุงการข่าวให้รวดเร็ว ถูกต้อง โปร่งใส น่าเชื่อถือ มีการกำหนดทิศทางล่วงหน้าและสามารถกระตุ้นความคิดและการมีส่วนร่วมของประชาชนได้
5. การปรับปรุงให้หน่วยตระหนักรู้สถานการณ์ สามารถบูรณาการข้อมูลจากหลายแหล่งหลากหน่วยงาน ทำการวิเคราะห์ให้เกิดข่าวสารที่ถูกต้องชัดเจนรวดเร็ว ที่ทีมเสนาธิการจะสามารถนำไปทำเป็นแผนปฏิบัติการและแผนเผชิญเหตุได้อย่างเหมาะเจาะ

6. การกำหนดแผนปฏิบัติการ (operational plan) ที่ชัดเจน ซึ่งเน้นให้ทุกภาคส่วนเข้ามามีส่วนร่วม และเน้นการประสานงานในแนวระนาบ (horizontal coordination ไม่ใช่ vertical coordination) และสามารถถ่ายทอดออกมาเป็นแผนเผชิญเหตุที่เหมาะสมได้อย่างแท้จริง
7. การมีทีมปฏิบัติการสอบสวนควบคุมโรคอย่างเพียงพอ และมีความสามารถที่จะมีกำลังเสริมในยามฉุกเฉิน รวมถึงการจัดระบบการแบ่งงานระหว่างกลุ่มภารกิจในระบบบัญชาการเหตุการณ์อย่างเป็นระบบและชัดเจน
8. การพัฒนาระบบข่าวสารเพื่อการกำกับติดตามการปฏิบัติการอย่างใกล้ชิด สามารถติดตามความคืบหน้าของปฏิบัติการต่างๆ ได้อย่างแท้จริง

“อ้อ!..มีบางคนเขาฝากมาว่า คนที่แค่บ่น วิพากษ์วิจารณ์ผิดๆ ถูกๆ ให้ข้อมูลมั่วๆ แล้วก็ไม่ได้คิดจะช่วยทำอะไร ตอนนี้ไม่ต้องการเพิ่มแล้วครับ ตอนนี้ คนประเภทนี้ oversupply แล้วครับ แต่เรายินดีรับคนคิดดี ทำดี พูดตรง ทำจริง เพิ่มเติมอีกเป็นจำนวนมากนะครับ เพราะคนประเภทนี้ยิ่งมีมากยิ่งดีครับ”
สู้กันไป เรียนรู้กันไป ปรับปรุงกันไป
No plan survives first contact with the enemy
ทุกอย่างคือบทเรียนให้เติบโตและแข็งแกร่งยิ่งๆ ขึ้นไป
ปัจจัยสำคัญสู่ความสำเร็จสำหรับงานนี้ก็คือ
“ความสามารถที่จะทำเรื่องธรรมดาๆ ให้สำเร็จได้อย่างไม่ธรรมดา”
ศึกนี้…..หรือ…..ศึกไหน เราชนะได้ครับ ถ้าเรา คนไทยรวมใจเป็นหนึ่ง
ขณะที่อีกโพสต์ก่อนหน้านั้น หมอแก้วได้ให้แง่คิดที่น่าสนใจไว้เช่นกันว่า
ในยามวิกฤติ เสียอะไรบางอย่างอาจพอเสียได้ แต่ต้องไม่เสียความหวังและความไว้วางใจซึ่งกันและกัน และเมื่อคุณคิดว่าคุณสูญสิ้นแล้วในทุกสิ่ง ในยามที่ทุกอย่างดูเลวร้ายและมืดมน ในยามนั้นยังคงมีสิ่งหนึ่งเหลืออยู่เสมอ….ความหวัง
ผม “หวัง” ว่าสถานการณ์จะดีขึ้น เพราะเรา “ทุกคน” ร่วมมือกันทำงานของแต่ละคนให้ดีที่สุด

วันนี้ฝ่ายสาธารณสุขได้ทำสิ่งต่างๆ ดังต่อไปนี้
1. เดินหน้าตรวจและค้นหาผู้ป่วยเชิงรุกอย่างต่อเนื่อง
2. ปรับปรุงการรายงานสถานการณ์จำนวนผู้ป่วยให้มีความครบถ้วนมากขึ้น รวดเร็วยิ่งขึ้น ซึ่งจะนำไปสู่การสอบสวนควบคุมโรคที่รวดเร็วยิ่งขึ้น ช่วยชะลอการแพร่ระบาดของโรคไม่ให้ขยายวงออกไปกว้างขวางมากนัก
3. ปรับปรุงระบบการรับผู้ป่วยเข้าสู่ระบบบริการทางการแพทย์ให้เร็วขึ้น ซึ่งทำให้มีผู้ป่วยตกค้างอยู่ที่บ้านลดลงเป็นลำดับ และในสัปดาห์นี้กระทรวงสาธารณสุขมีแผนจะเปิดศูนย์แรกรับผู้ป่วยขนาดใหญ่ 2 จุด ซึ่งจะทำให้สามารถแก้ไขปัญหาผู้ติดเชื้อตกค้างอยู่ที่บ้านได้

4. พยายามจะเพิ่มจำนวนเตียงที่สามารถรองรับผู้ป่วยอาการปานกลางและผู้ป่วยหนักเพิ่มขึ้นอีก พร้อมกันนี้ ก็มีการระดมบุคลากรจากพื้นที่ที่มีสถานการณ์ไม่รุนแรงมากนักเข้ามาช่วยพื้นที่กรุงเทพมหานคร
5. ปรับปรุงระบบการประสานการทำงานระหว่างภาคส่วนต่างๆ ทั้งภาครัฐและภาคเอกชนในการที่จะร่วมผนึกกำลังกันเข้ามาทำงาน











