ในเวลานี้ คงไม่มีข้อถกเถียงใดๆกันแล้วว่าในสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ระลอกใหม่ล่าสุดนี้ วัคซีนโควิด-19 เป็นอาวุธสำคัญที่เป็นความหวังในการตั้งรับ ต่อสู้ กับวิกฤตโรคระบาดที่เกิดขึ้น ซึ่งตามแผนการฉีดวัคซีนของประเทศไทย ที่ นายแพทย์นคร เปรมศรี ผู้อำนวยการ สถาบันวัคซีนแห่งชาติ แถลงนั้น จะเริ่มฉีดวัคซีนระยะที่ 2 ในกลุ่มผู้สูงอายุ 60 ปีขึ้นไป (ผู้ที่เกิดก่อน 2504) และผู้ป่วย 7 กลุ่มโรคก่อน
ประกอบด้วย 1. โรคทางเดินหายใจเรื้อรังรุนแรง 2. โรคหัวใจและหลอดเลือด 3. โรคหลอดเลือดสมอง 4. โรคไตเรื้อรัง 5. โรคมะเร็งทุกชนิด 6. โรคเบาหวาน และ 7. โรคอ้วน โดยจะเริ่มฉีดวัคซีนในวันที่ 7 มิ.ย. – 31 ก.ค.64
ทว่า จนถึงตอนนี้ ยังคงมีคำถามเกี่ยวกับวัคซีนโควิด-19 ที่เกิดขึ้น ท่ามกลางกระแสทั้ง ข่าวลือ ข่าวจริง สร้างความสับสนให้กับสังคม ซึ่งผู้ที่ให้คำตอบได้ชัดเจนและถูกต้องแน่นอน คงหนีไม่พ้นคุณหมอผู้เชี่ยวชาญด้านวัคซีน อย่าง นายแพทย์นคร เปรมศรี ผู้อำนวยการ สถาบันวัคซีนแห่งชาติ

และนับเป็นเรื่องที่น่ายินดีที่เมื่อเร็วๆ นี้มีการเสวนาส่งเสริมความรู้เรื่องวัคซีนโควิด-19 ให้กับเครือข่ายสถานีวิทยุคนไทยหัวใจฟู จัดโดยกลุ่มคนตัว D โดยการสนับสนุนของสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) เพื่อเป็นกระบอกเสียงสุขภาวะ สร้างความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้อง เกี่ยวกับการป้องกันโควิด-19 แก่ประชาชน
โดยในงานเสวนานี้ นายแพทย์นคร เปรมศรี ได้อธิบายเพื่อสร้างความมั่นใจให้ประชาชนว่าการฉีดวัคซีนโควิด-19 จะส่งผลดีไม่ใช่แค่ตนเอง แต่ส่งผลดีกับทั้งครอบครัว คนรอบข้าง สังคม ชุมชน และประเทศชาติ อย่างแน่นอน
นายแพทย์นคร เปรมศรี ย้ำชัด กลไกการทำงานของวัคซีน ช่วยลดอาการรุนแรงจากโควิดได้จริง
เพื่อปูพื้นฐานความรู้เรื่องวัคซีน ผอ.สถาบันวัคซีนแห่งชาติ อธิบายเพิ่มเติมว่า
“วัคซีนคือสิ่งที่จะมาช่วยให้ร่างกายสร้างภูมิคุ้มกันต่อโรคนั้นๆ และเราคุ้นเคยกับวัคซีนกันมาตั้งแต่เด็ก แม้กระทั่งเราเป็นพ่อเป็นแม่ เราก็พาลูกไปฉีดวัคซีน เพียงแต่ปกติเราไม่ได้รับรู้กระบวนการวิจัยพัฒนาวัคซีนมาก่อน หรือไม่รู้ที่มาที่ไปอย่างละเอียดเท่ากับวัคซีนโควิด-19 แต่ก็ถือเป็นโอกาสดีที่คนไทยจะได้เรียนรู้เรื่องของวัคซีน เพื่อให้มีความเข้าใจชัดเจนยิ่งขึ้น”

“การฉีดวัคซีนมีจุดประสงค์หลักเพื่อสร้างให้ร่างกายมีภูมิคุ้มกัน ที่จำเพาะกับโรคนั้นๆ เช่น ถ้าเป็นโรคโควิด-19 ก็ต้องมีภูมิคุ้มกันจำเพาะของโรคโควิด-19 ดังนั้น การที่จะทำให้ร่างกายสร้างภูมิคุ้มกันจำเพาะต่อโรคโควิด-19 ได้ ก็ต้องทำให้ร่างกายรู้จักกับเชื้อ ว่าหน้าตามันเป็นอย่างไร หรือรู้ส่วนสำคัญของเชื้อที่จะเข้าสู่ร่างกายคือส่วนไหน เพื่อให้ร่างกายสร้างภูมิคุ้มกันไปจัดการกับเชื้อตัวนั้น นี่จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมเราทุกคนต้องฉีดวัคซีนโควิด-19 ในขณะนี้”
ส่วนในประเด็นเรื่องความปลอดภัยของ วัคซีนโควิด-19 นั้น นายแพทย์นคร ย้ำชัดโดยอ้างอิงตามหลักมาตรฐานขององค์การอนามัยโลกว่า
“ปกติเราจะใช้เวลา 5-10 ปี ในการวิจัยพัฒนาวัคซีนขึ้นมา แต่วัคซีนโควิด-19 กลับใช้เวลาแค่ประมาณ 8 เดือนเท่านั้น ก็มีวัคซีนตัวแรกออกมา ซึ่งถือว่ารวดเร็วมาก อย่างไรก็ตามไม่ว่าจะเร่งรัดการผลิตวัคซีนโควิดก็ห้ามข้ามขั้นตอน ต้องทำตามมาตรฐานขององค์การอนามัยโลกอย่างเคร่งครัด” นายแพทย์นคร ระบุ 
และเพื่อให้ทุกคนได้เห็นภาพเดียวกัน ในประสิทธิภาพของการฉีดวัคซีน แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านวัคซีน ยกตัวอย่างเปรียบเทียบการฉีดวัคซีนกับการขับรถยนต์ว่า
“เหมือนการคาดเข็มขัดนิรภัยตอนขับรถ ซึ่งทุกคนจะมีความเสี่ยงต่อการบาดเจ็บรุนแรง และเสียชีวิตลดลงเหมือนกัน และถ้าในรถมีการป้องกันเสริมที่ดี เช่น มีถุงลมนิรภัย มีระบบเบรกที่ดี มีโครงสร้างของรถแข็งแรง ก็เหมือนเราสวมหน้ากากอนามัย หมั่นล้างมือ และเว้นระยะห่างนั่นเอง ซึ่งองค์ประกอบเหล่านี้ ทำให้โดยรวมแล้วเราจะปลอดภัย”
“แต่หากว่าปัจจัยที่ทำให้เสียชีวิตจากการขับรถ คือความเร็วและสิ่งที่ชนปะทะ ซึ่งถ้าขับมาเร็วแรง เมื่อชนอย่างแรง ก็มีโอกาสบาดเจ็บรุนแรง หรือเสียชีวิต ต่อให้มีอุปกรณ์ป้องกันดีขนาดไหน เช่นเดียวกับวัคซีน ถ้าฉีดแล้วแต่เราเข้าไปในสถานที่เสี่ยง มีเชื้อโควิดมาก อากาศไม่ถ่ายเท พบเชื้อได้บ่อย ขณะที่วัคซีนมีประสิทธิภาพเท่าเดิม แต่ถ้าเราเพิ่มความเสี่ยงตัวเองมากขึ้น ก็มีโอกาสที่จะป่วยโควิดได้เหมือนกัน”
4 หลักการที่ต้องยึดถือ แม้จะฉีดวัคซีนโควิด-19 แล้ว
นายแพทย์นคร ยังได้ฝากข้อคิดทิ้งท้าย ซึ่งเป็นหลักการที่ต้องยึดถือ แม้จะฉีดวัคซีนโควิด-19 แล้ว
แม้จะฉีดวัคซีนไปแล้ว ก็ยังต้องคงมาตรการต่างๆ อย่าเพิ่งรู้สึกว่าปลอดภัยแล้ว เราต้องไม่ประมาท ต้องเข้าใจว่าวัคซีนเป็นมาตรการเสริม ใช้ควบคู่กับมาตรการควบคุมโรคส่วนบุคคล
ผู้ที่ฉีดวัคซีนไปแล้ว ยังสามารถแพร่เชื้อไปสู่ผู้อื่นได้ เพราะต้องเข้าใจว่าวัคซีนที่เราฉีดตอนนี้ เน้นผลป้องกันการเจ็บป่วย แต่ยังไม่มีข้อมูลชัดเจนว่าป้องกันการติดโควิด ดังนั้นแม้จะฉีดวัคซีนแล้วแต่ถ้ามีเชื้ออยู่ในร่างกาย ก็สามารถแพร่เชื้อให้กับผู้อื่นได้
จริงอยู่ว่าการฉีดวัคซีน เป็นความสมัครใจ แต่ถ้าเราอยากจะยุติการระบาดของโควิด ไปพร้อมๆกัน เราต้องร่วมมือกันในการฉีดวัคซีน เช่นเดียวกับที่เราช่วยกันสวมหน้ากาก หมั่นล้างมือ และเว้นระยะห่างทางสังคม
ถ้าทุกคนร่วมมือกัน ประเทศไทยจะถึงจุดที่ควบคุมได้ ไม่ต้องมาคอยกังวลกับการระบาดใหญ่ ผู้เสียชีวิตสูง โรงพยาบาลเต็ม เตียงไม่พอ ธุรกิจเปิดได้บ้างพอสมควร เศรษฐกิจหมุนเวียนไปได้บ้าง และกลับมาใช้ชีวิตได้ใกล้เคียงกับยามปกติ

“ต้องยอมรับเวลานี้ว่า วัคซีนโควิด-19 ถือเป็นความหวัง ที่จะหยุดการแพร่ระบาดของโควิด อย่างไรก็ตามสิ่งสำคัญในการรับมือ คือ การรักษาสุขภาพร่างกายและสุขภาพใจให้แข็งแรงคู่กันไปด้วย” นายแพทย์นคร เปรมศรี กล่าวในที่สุด
และเพื่อสร้างความรู้ความเข้าใจเรื่องวัคซีน ด้วยข้อมูลที่ถูกต้องทางการแพทย์ มีความรู้ที่เในการตัดสินใจเข้ารับการฉีดวัคซีน นายแพทย์นคร เน้นย้ำให้ดาวน์โหลดคู่มือ วัคซีนสู้โควิด (ฉบับประชาชน) ได้ที่ http://ssss.network/2uq08
ฟังความจริงที่เป็นความรู้ดีๆจากผู้เชี่ยวชาญด้านต่างๆ กันต่อ
จาก UNESCO ถึง “ฉะเชิงเทราโมเดล” ในความทรงจำ “ดร.กมล สุดประเสริฐ”
โอกาสเติบโตทางเศรษฐกิจที่เด่นชัดในยามวิกฤต ของ จ.จันทบุรี จากมุมมอง ‘ชายพงษ์ นิยมกิจ’










