วิกฤตโควิด-19 เป็นอีกหนึ่งปรากฎการณ์ที่ปลุกกระแสรักสุขภาพให้ได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นอีกอย่างชัดเจน เห็นได้จาก ธุรกิจอาหารเสริมและสมุนไพรไทย หลายแบรนด์ ที่ฉวยโอกาสในวิกฤตนี้ในการผลิตสินค้า โดยหยิบเอาจุดแข็งของประเทศไทย ที่เป็นแหล่งผลิตสมุนไพร วัตถุดิบจากธรรมชาติสำคัญของโลก ซึ่งล้วนมีสรรพคุณด้านการบำรุง ดูแล ฟื้นฟูสุขภาพ อย่างครบครัน มาสร้างสรรค์เป็นผลิตภัณฑ์ป้อนให้ตลาดคนรักสุขภาพที่นับวันมีแต่จะเติบโตสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง

แนะผู้ประกอบการ ใช้จุดแข็งของไทยตอบรับ เทรนด์สุขภาพของโลก ให้ถูกทาง
เพื่อสนับสนุนให้ผู้ประกอบการ ธุรกิจอาหารเสริมและสมุนไพรไทย ฉวยโอกาสในช่วงวิกฤตโควิดนี้ให้ถูกทาง สำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) ได้จัดทำรายงานข่าว “สนค.แนะไทยฉวยจังหวะผลิตสินค้าป้อน หลังคนทั่วโลกต้องการอาหารเสริม-วิตามินสู้โควิด-19″ ขึ้น โดย ภูสิต รัตนกุล เสรีเริงฤทธิ์ ผู้อำนวยการ สนค. เปิดเผยว่า
“ปัจจุบันแนวโน้มการบริโภคอาหารเสริมและวิตามินทั่วโลกเพิ่มสูงขึ้น มีการเติบโตอย่างต่อเนื่องและรวดเร็ว อันเป็นผลมาจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ที่ทำให้ผู้บริโภคหันมาสนใจสุขภาพเพิ่มมากขึ้น”
“กอปรกับจำนวนประชากรผู้สูงอายุที่เพิ่มมากขึ้น ส่งผลให้ผู้บริโภคให้ความสำคัญกับการสร้างภูมิคุ้มกันแก่ร่างกาย (Immune System) จึงเป็นโอกาสสำคัญที่ผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมดังกล่าวของไทย จะใช้จุดแข็งของสมุนไพรไทย บวกกับการใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีและการวิจัยเพิ่มเติม ต่อยอดผลิตภัณฑ์อาหาร เครื่องดื่ม รวมถึงอาหารเสริมต่างๆ ของไทย เพื่อขยายตลาดต่างประเทศและตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคทั่วโลก”
เพราะในตอนนี้ เทรนด์ความนิยมในอาหารสุขภาพทั่วโลก กำลังอยู่ในช่วงขาขึ้นอย่างเห็นได้ชัด อ้างอิงได้จากผลวิเคราะห์ข้อมูลพฤติกรรมผู้บริโภคของบริษัท Mintel ยืนยันว่า ผู้บริโภคในทวีปยุโรป ให้ความสำคัญกับการผลิตภัณฑ์ที่เป็นมังสวิรัติ (Vegan) และมีส่วนผสมของน้ำตาลน้อย (Low Lactose)
ขณะที่ผู้บริโภคในทวีปอเมริกาเหนือ เน้นผลิตภัณฑ์ที่ไม่สารตกแต่งพันธุกรรม (GMO Free) และผู้บริโภคในทวีปเอเชียนิยมผลิตภัณฑ์จากธรรมชาติและปราศจากสารปรุงแต่ง
โดยผู้บริโภคทั่วโลกยังคงนิยมรับประทานอาหารเสริมและวิตามินในรูปแบบเม็ดแคปซูลมากที่สุด รองลงมา คือ แบบเม็ด แบบผง และแบบน้ำ รวมทั้งผู้บริโภคทั่วโลกต่างให้ความสำคัญกับผลิตภัณฑ์ที่มาจากธรรมชาติ มีฉลากชัดเจน และมีความโปร่งใสตรวจสอบในที่มาที่ไปของผลิตภัณฑ์ได้

และผู้บริโภคทั่วโลกเห็นพ้องต้องกันเกี่ยวกับการรับประทานอาหารเสริมและวิตามินที่ใช้วัตถุดิบจากธรรมชาติมากกว่าที่ใส่สารปรุงแต่ง และผู้บริโภคชาวอเมริกัน
ร้อยละ 27 ยอมจ่ายเงินเพิ่มขึ้น หากสินค้านั้นเป็นอาหารเสริมที่ไม่ผ่านการปรุงแต่ง (whole food ingredients) ขณะที่ ร้อยละ 35 ต้องการทราบที่มาที่ไปของผลิตภัณฑ์
เปิดเทรนด์ความนิยมอาหารเสริมและวิตามินทั่วโลก ตลาดที่ ธุรกิจอาหารเสริมและสมุนไพรไทย ต้องไปบุกเบิก
นอกจากนั้น สนค. ได้เผยข้อมูลแนวโน้มอาหารเสริมและวิตามินในอนาคต ที่ผู้บริโภคทั่วโลกให้ความสำคัญมี 5 ปัจจัย ได้แก่
การส่งเสริมสุขภาพแบบองค์รวม (Holistic Health)
ผู้บริโภคทั่วโลกกว่าร้อยละ 70 ต้องการอาหารเสริมหรือวิตามินที่สามารถปรับสมดุลในร่างกายเพื่อช่วยในการนอนหลับและลดความเครียด โดยเน้นสารสกัดจากสมุนไพรธรรมชาติและไม่เป็นอันตรายต่อร่างกาย โดยเฉพาะการรักษาสมดุลของระบบทางเดินอาหาร เพื่อป้องกันโรคภูมิแพ้ โรคภายในช่องปาก และช่วยรักษาผิวพรรณ
ความกังวลกับโรคอุบัติใหม่และปัญหาสุขภาพ (New and emerging health concerns)
โดยผู้บริโภคชาวอเมริกันร้อยละ 35 จะเลือกซื้อสินค้าที่สร้างภูมิคุ้มกันในผลิตภัณฑ์เสริมอาหารและเครื่องดื่มทดแทน ผู้บริโภคชาวไทยร้อยละ 47 ของผู้บริโภคที่ต้องการอาหารเสริมและวิตามินเพิ่มเติม จะหาซื้อในรูปแบบอาหารและเครื่องดื่ม และร้อยละ 63 จะนิยมเครื่องดื่มบำรุงสายตา ในขณะที่ ผู้บริโภคชาวเยอรมัน อายุระหว่าง 55-64 ปี ร้อยละ 41 นิยมรับประทานในรูปแบบของโยเกิร์ต

การผสมผสานกับอาหารและเครื่องดื่ม (Align with food and drink)
ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารและวิตามินที่มาจากพืชและโปรตีนทางเลือกจะได้รับความนิยมเพิ่มมากขึ้น โดยผู้บริโภคชาวออสเตรเลียร้อยละ 24 ให้ความสำคัญต่อการเลือกอาหารที่คำนึงถึงความเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม
ในขณะที่ผู้บริโภคในยุโรปร้อยละ 45 เชื่อว่าการรับประทานอาหารจากพืช (plant-base) ส่งผลดีต่อร่างกาย และผู้บริโภคชาวโปแลนด์และฝรั่งเศส ร้อยละ 34 และ 35 ตามลำดับ นิยมรับประทานเครื่องดื่มจากพืช เช่น น้ำนมถั่วเหลืองและโยเกิร์ตที่มาจากพืชมากกว่าสัตว์
การผสมผสานกับความสวยความงาม (Beauty Benefit)
โดยเฉพาะ ผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมของกรดไฮยาลูโรนิก (hyaluronic acid) ได้รับความนิยมสูงในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา เนื่องจากมีคุณสมบัติช่วยลดเลือนริ้วรอยและให้ความชุ่มชื้นต่อผิว
โดยพบว่า ผู้บริโภคชาวไทยกว่าร้อยละ 51 ให้ความสนใจกับอาหารและเครื่องดื่มที่ทำให้ผิวพรรณดีขึ้น และผู้บริโภคชาวจีน ให้ความสนใจกับผลิตภัณฑ์ที่ใส่อาหารเสริมและวิตามินในน้ำผลไม้
นอกจากนี้ ผู้ผลิตสินค้าในประเทศจีนเริ่มมีการนำกรดไฮยาลูโรนิก (hyaluronic acid) มาผลิตเป็นอาหารเสริมในรูปแบบเยลลี่และเครื่องดื่ม ซึ่งนับว่าเป็นการพัฒนาผลิตภัณฑ์เพื่อสอดรับกับความต้องการของผู้บริโภคในอนาคต

การมีฉลากที่ชัดเจนและความโปร่งใสที่มาที่ไปของผลิตภัณฑ์ (Clean label and transparency)
ดังที่เกริ่นข้างต้น ถึงเทรนด์ความนิยมในอาหารสุขภาพทั่วโลก ที่ชี้ทิศทางชัดเจนให้ผู้ผลิตสินค้าจะต้องให้ความสำคัญกับฉลากที่ชัดเจนทั้งห่วงโซ่อุปทานของผลิตภัณฑ์ และฉลากที่บ่งบอกลักษณะสินค้าที่สำคัญ เช่น วัตถุดิบทำจากพืช (plant-based ingredient) สินค้าออแกนิก (Organic) ปราศจากการตัดแต่งพันธุกรรม (GMO-free) ไม่มีสารก่อภูมิแพ้ (Allergy free) หรือไม่ใส่สารกันบูด (no preservatives) เป็นต้น
สำหรับศักยภาพในการผลิตของ ธุรกิจอาหารเสริมและสมุนไพรไทย ยืนยันได้ด้วยข้อมูลทางสถิติที่ระบุว่าปัจจุบันไทยเป็นแหล่งสมุนไพรและวัตถุดิบธรรมชาติที่หลากหลาย ในปี 2563 มีสถิติการส่งออกอาหารเสริมและวิตามิน (พิกัดศุลกากร 2936) ปริมาณ 1,616.88 ตัน คิดเป็นมูลค่า 794.27 ล้านบาท
โดยส่วนใหญ่ส่งออกไปยังประเทศเวียดนามและเมียนมา รวมสองประเทศคิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 50 ของการส่งออกอาหารเสริมและวิตามินทั้งหมด ส่วนการนำเข้าอาหารเสริมและวิตามินปริมาณ 11,942.02 ตัน มูลค่า 5,504.93 ล้านบาท โดยนำเข้าจากจีนถึงร้อยละ 40 รองลงมา ได้แก่ สวิสเซอร์แลนด์ ฝรั่งเศส และเยอรมนี ร้อยละ 18.9 15.4 และ 15.3 ตามลำดับ
แชร์เคล็ดลับผู้ประกอบการใหม่ สร้างแบรนด์ ธุรกิจอาหารเสริมและสมุนไพรไทย อย่างไรให้ปัง
สำหรับธุรกิจอาหารเสริม หากพิจารณาจากความนิยมกันในปัจจุบันมีหลายกลุ่ม เช่น กลุ่มโปรตีนจากพืช กลุ่มระบบภายในผู้หญิง กลุ่มดูแลผิวพรรณ เป็นต้น ผู้ประกอบการที่สนใจสร้างธุรกิจประเภทนี้จึงจำเป็นที่จะต้องมองหากลุ่มเป้าหมายของตนเองให้ได้ก่อนว่า จะเน้นทำตลาดกลุ่มไหน และควรศึกษาเทรนด์ความนิยมที่สอดคล้องกับแนวโน้มความต้องการของกลุ่มผู้บริโภคในอนาคตด้วย
ทั้งนี้ ถ้าอ้างอิงจากข้อมูลขององค์กรสหประชาชาติพบว่าในปี 2030 ไทยจะมีสัดส่วนผู้สูงอายุถึง 20% ของจำนวนประชากรไทยทั้งหมด และมีแนวโน้มที่จะอายุยืนมากขึ้น ตรงนี้ถือเป็นอีกช่องว่างและโอกาสทางธุรกิจของ ธุรกิจอาหารเสริมและสมุนไทย อย่างชัดเจน โดยควรเน้นไปที่กลุ่มอาหารเสริมหรือสมุนไพรไทยที่ช่วยในการดูแลสุขภาพ ฟื้นฟู ผู้ป่วยโรคต่างๆ
และที่สำคัญ ขอแนะนำให้สร้างความน่าเชื่อถือให้ผลิตภัณฑ์ด้วยการต่อยอดจากงานวิจัยของสถาบันการศึกษา ซึ่งมีมากมาย โดยทุกวันนี้ สถาบันการศึกษา ทั้งในระดับมหาวิทยาลัย วิทยาลัยอาชีวะ วิทยาลัยการอาชีพต่างๆ ทั่วไทย ล้วนมีงานวิจัยด้านคุณประโยชน์และสรรพคุณของพืชพันธุ์ธรรมชาติของไทย ให้ได้นำไปสานต่อให้เป็นผลิตภัณฑ์หรือสินค้าเชิงพาณิชย์มากมาย
ต่อมา ผู้ประกอบการที่ต้องการสร้างแบรนด์ธุรกิจอาหารเสริมและสมุนไพรไทย ยังต้องให้ความสำคัญในการศึกษา เรื่อง งบประมาณในการประกอบธุรกิจ ซึ่งค่าใช้จ่ายหลักๆ แบ่งออกเป็น 3 ส่วน คือ
งบประมาณด้านสินค้า
ต้องหาคำตอบให้คำถามต่อไปนี้ให้ได้ ตั้งแต่การเลือกวัตถุดิบ ที่มีต้นทุนที่แตกต่างกัน เป็นวัตถุดิบที่ขึ้นชื่อและหายากมากแค่ไหน ส่วนผสมหรือสมุนไพรที่ใช้ผ่านการรับรองจากองค์การอาหารและยาหรือไม่ ถ้าไม่เคยถูกขึ้นทะเบียนมาก่อน ต้องทำเรื่องขอ อย.ใหม่ ซึ่งค่อนข้างยุ่งยาก ผลิตจากไทยหรือนำเข้าจากต่างประเทศ ปริมาณส่วนผสมสำคัญที่ใส่ลงไป และจะทำออกมาในลักษณะใด มีทั้งแบบแคปซูล แบบผง หรือแบบน้ำ เพราะต้นทุนต่อหน่วยการผลิตแตกต่างกันออกไปนั่นเอง
งบประมาณด้านการตลาด
ค่าใช้จ่ายในส่วนนี้ควรเตรียมให้มากพอจนกว่าแบรนด์จะเป็นที่รู้จัก ทั้งในส่วนของการโฆษณา ส่งเสริมการขาย และการประชาสัมพันธ์ งบด้านการตลาดต้องกำหนดไว้ตั้งแต่แรก เนื่องจากไม่สามารถรู้ได้ว่าต้องใช้เวลานานเท่าไหร่กว่าสินค้าจะเริ่มจำหน่ายออกไปได้ ซึ่งงบประมาณการตลาดนั้นไม่ควรมากเกินไปจนทำให้ค่าใช้จ่ายบานปลาย
งบประมาณด้านการดำเนินการ
มีค่าดำเนินการในการใช้บริการ OEM ซึ่งเป็นระบบที่เน้นในเรื่องการผลิตสินค้าตามคำสั่งซื้อ โดยที่ผู้ประกอบการสามารถเปิดธุรกิจเป็นของตนเองได้ทันที แม้จะไม่เชี่ยวชาญด้านการผลิตหรือวางแผนกลยุทธ์การตลาดก็ตาม เช่น ค่าวิจัยและพัฒนาสูตร ค่าขึ้นทะเบียนกับทางสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา ค่าจดทะเบียนเครื่องหมายการค้า เป็นต้น
ทำตลาดอาหารเสริมแบรนด์ตนเอง ให้ยอดขายโตทั้งในและต่างประเทศ อย่างไร
การทำการตลาดของธุรกิจ SMEs ในช่องทางหลักๆ แน่นอนว่ามีอยู่ 3 ช่องทาง ซึ่งทุกธุรกิจต้องให้ความสำคัญ

Offline Marketing
แม้กระแสการขายสินค้าออนไลน์ที่นับวันจะทวีความรุนแรงมากขึ้น แต่การทำตลาดผ่านช่องทางออฟไลน์ก็ไม่ควรละเลยเช่นกัน ช่องทางการตลาดแบบไร้อินเตอร์เน็ตนี้ยังคงพบเห็นได้ในชีวิตประจำวัน เช่น การออกงานอีเวนต์ งานแสดงสินค้า การใช้เซลล์วิ่งหาลูกค้าตามหน้าร้านขายยา หรือ ผลิตภัณฑ์เกี่ยวสุขภาพ สำหรับแบรนด์ขนาดเล็กที่มีงบประมาณจำกัดควรใช้สื่อออฟไลน์ให้เหมาะสมกับธุรกิจ
Online Marketing
เป็นช่องทางที่ ผู้ประกอบการ เจ้าของธุรกิจ ต้องให้ความสำคัญอย่างมาก ยิ่งในช่วงที่ผู้บริโภคต่างต้องช้อปออนไลน์เป็นหลัก เพราะมีความกังวลเรื่องการช้อปนอกบ้านที่อาจทำให้ติดเชื้อโรคได้ เพราะช่องทางออนไลน์นี้เองที่จะทำให้ SMEs สามารถเข้าถึงกลุ่มลูกค้าได้ง่ายและรวดเร็ว กระตุ้นให้เกิดการบอกต่อได้อย่างง่ายดาย มีค่าใช้จ่ายทางการตลาดน้อยเมื่อเทียบกับช่องทางอื่น เหมาะอย่างยิ่งสำหรับผู้เริ่มต้นทำธุรกิจ
แต่อย่างไรก็ตาม ผ็ประกอบการต้องใช้กลยุทธ์อย่างถูกต้อง เช่น การทำเว็บไซต์ การสร้าง Facebook Fanpage มีการให้ความรู้ผ่านคอนเทนต์ สิ่งที่ต้องเตรียมคืองบประมาณในการลงโฆษณาประชาสัมพันธ์ผ่านช่องทางออนไลน์ด้วย

Omni Channel
ช่องทางนี้ นับเป็นศาสตร์และศิลป์ของการเชื่อมโยงช่องทางทั้งหมดของธุรกิจเข้าด้วยกัน ทั้งจากการขายผ่านหน้าร้านและทางออนไลน์ เพื่อเพิ่มความประทับในการใช้บริการ เช่น ลูกค้าใช้มือถือค้นหาอาหารเสริมบำรุงสมองจากหน้าเว็บไซต์ของเรา และได้ให้ข้อมูลของตนเองไว้ สุดท้ายตัดสินใจซื้อที่หน้าร้าน ซึ่งข้อมูลที่ได้จะถูกเก็บไว้ในฐานข้อมูลในการทำตลาดครั้งต่อไป
ความยากจึงอยู่ที่การบริหารจัดการและควบคุมคุณภาพที่จะต้องตอบสนองความพึงพอใจของลูกค้าแต่ละราย การจัดเก็บข้อมูลที่ดีและการวิเคราะห์ที่เป็นระบบ ช่วยให้แบรนด์นำเสนอสินค้าได้ตรงตามความต้องการ และสร้างความสัมพันธ์ที่ดีของผู้บริโภคที่มีต่อแบรนด์นั่นเอง
อ้างอิง : บทความ เรื่อง “ทำอาหารเสริมแบรนด์ตัวเอง อย่างไรให้รวย ?” จากเว็บไซต์ taokaemai.com
ชี้ทางภาคธุรกิจและภาคอุตสาหกรรมที่ต้องฉวยโอกาสในวิกฤตให้ทัน
พลิก “อีอีซี โมเดล” สู่การพัฒนา “เมืองรอง” จุดติดเศรษฐกิจไทยหลังโควิด-19
Oxford Economics ชี้ อุตสาหกรรมเกษตรและอาหาร ยังเป็นเสาหลักฟื้นฟูเศรษฐกิจไทยได้ ถ้าส่งเสริมให้ถูกทาง










