“Single-Use Plastic” หรือ พลาสติกแบบใช้ครั้งเดียว ถือเป็น “วิกฤตพลาสติก” ที่โลกเรากำลังเผชิญ ปัจจุบันพลาสติกแบบใช้ครั้งเดียวมีสัดส่วนมากกว่า 1 ใน 3 ของพลาสติกที่ผลิตทุกปี โดย 98% ผลิตจากเชื้อเพลิงฟอสซิล ทางแก้ไม่ใช่แค่บอกให้ผู้บริโภคเลิกใช้พลาสติกที่ไม่พึงประสงค์นี้ แต่ควรเรียกร้องไปถึงต้นตอผู้ผลิตพอลิเมอร์ ซึ่งเป็นวัตถุดิบหลักของพลาสติกให้หยุดยั้งวิกฤตนี้
จากสัดส่วนข้างต้น จึงไม่น่าแปลกใจที่พลาสติกแบบใช้ครั้งเดียวยังเป็นพลาสติกส่วนใหญ่ที่ถูกโยนทิ้งไปทั่วโลกมากกว่า 130 ล้านเมตริกตันในปี 2562 ซึ่งเกือบทั้งหมดถูกเผา ฝังในหลุมฝังกลบ หรือปล่อยทิ้งลงสู่สิ่งแวดล้อมโดยตรง ไม่ว่าจะเป็นตามถนนหนทาง ป่าเขาลำเนาไพร แม่น้ำลำคลอง และท้องทะเล

ขยะพลาสติกแบบใช้ครั้งเดียวทำให้เกิดผลกระทบที่เลวร้ายมากทั้งต่อสิ่งแวดล้อม สัตว์ และมนุษย์ โดยมีแนวโน้มที่จะลงเอยในมหาสมุทรมากที่สุด ซึ่งพวกมันก่อให้เกิดมลพิษที่มองเห็นได้ด้วยตาเปล่าอย่างชัดเจน เพราะขยะพลาสติกประเภทนี้ลอยละล่องบนผืนน้ำสีครามราว 5-13 ล้านเมตริกตันในแต่ละปี และในที่สุดก็จะแตกตัวเป็นอนุภาคเล็กๆ ที่ส่งผลกระทบต่อสุขภาพของสัตว์ต่างๆ ที่พึ่งพาอาศัยท้องทะเลเป็นบ้านและแหล่งอาหาร ตลอดจนส่งผลกระทบต่อความสามารถในการกักเก็บคาร์บอนของมหาสมุทร
เท่านั้นยังไม่พอ พลาสติกแบบใช้ครั้งเดียวมีสารเคมีเจือปน เช่น plasticisers (สารเติมแต่งที่ใส่ลงในกระบวนการผลิตพลาสติกเพื่อทำให้มีสมบัติเปลี่ยนไปคือ มีความอ่อนนุ่ม ยืดหยุ่นสูง ทนต่อสภาวะความเป็นกรดด่าง ทนต่ออุณหภูมิสูง สามารถนำไปใช้งานได้หลากหลาย) ซึ่งพบในร่างกายมนุษย์ และเชื่อมโยงกับปัญหาอนามัยการเจริญพันธุ์ (ภาวะความสมบูรณ์แข็งแรงของร่างกายและจิตใจที่เป็นผลสัมฤทธิ์อันเกิดจากกระบวนการและหน้าที่ของการเจริญพันธุ์ที่สมบูรณ์ของทั้งชายและหญิง ทุกช่วงอายุของชีวิต ซึ่งทำให้เขาเหล่านั้นสามารถมีชีวิตอยู่ในสังคมได้อย่างมีความสุข) หลายประการ และหากการผลิตพลาสติกแบบใช้ครั้งเดียวยังคงเติบโตในอัตราเดียวกับที่เป็นอยู่ในปัจจุบันอย่างต่อเนื่อง ก็จะทำให้พลาสติกประเภทนี้มีสัดส่วนในการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของโลกมากถึง 5-10 ภายในปี 2056

อย่างไรก็ตาม ถึงแม้จะมีภัยคุกคามเชิงประจักษ์เหล่านี้ แต่อุตสาหกรรมพลาสติกก็ได้รับอนุญาตให้ดำเนินการโดยมีกฎระเบียบขั้นต่ำควบคุมและมีความโปร่งใสมานานหลายทศวรรษ นโยบายของรัฐบาลแต่ละประเทศที่มีอยู่มักจะมุ่งเน้นไปที่บริษัทจำนวนมากที่จำหน่ายผลิตภัณฑ์พลาสติกสำเร็จรูป แต่กลับไม่ได้ให้ความสนใจกับธุรกิจจำนวนน้อยที่เป็นฐานของห่วงโซ่อุปทานที่ผลิต “พอลิเมอร์” ซึ่งเป็นส่วนประกอบของพลาสติก และพลาสติกเกือบจะทั้งหมดผลิตมาจากเชื้อเพลิงฟอสซิล
บริษัทเหล่านี้เป็นต้นตอของวิกฤตพลาสติกแบบใช้ครั้งเดียว การผลิตพอลิเมอร์บริสุทธิ์ใหม่จากน้ำมัน ก๊าซ และถ่านหิน ส่งผลให้เกิดพลวัตของเศรษฐกิจพลาสติกแบบ Take-Make-Waste หรือการดึงทรัพยากรจำนวนมหาศาลมาใช้ในราคาถูกที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ ก่อนจะนำมาผ่านกระบวนการผลิต เพื่อขายให้ลูกค้านำไปใช้งาน และเมื่อผลิตภัณฑ์หมดประโยชน์แล้วก็ทิ้งกลายเป็นขยะ แต่ขณะนี้การผลิตพลาสติกที่ใช้เชื้อเพลิงฟอสซิลซึ่งเป็นอุตสาหกรรมขนาดใหญ่กำลังเปลี่ยนแปลงไปสู่เศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) โดยมุ่งเน้นไปที่การผลิตพอลิเมอร์รีไซเคิลจากขยะพลาสติก (แทนที่จะผลิตมอลิเมอร์บริสุทธิ์ใหม่) การนำกลับมาใช้ซ้ำ และวัสดุทดแทนอื่นๆ
แม้จะเป็นสัญญาณบวกว่าขยะพลาสติกชนิดนี้จะน้อยลง แต่ก็ยังมีอุปสรรคอยู่ดี
รายงาน The Plastic Waste Makers Index ประจำปี 2562 โดย The Mindaroo Foundation เปิดเผยว่า มีผู้ผลิตพอลิเมอร์เพียง 20 รายเท่านั้น ที่มีส่วนร่วมในการทำให้เกิดขยะพลาสติกแบบใช้ครั้งเดียวถึงครึ่งหนึ่งจากทั้งหมดทั่วโลก และ 100 อันดับแรก คิดเป็นสัดส่วนมากถึง 90%
ExxonMobil และ Dow ที่มีสำนักงานใหญ่ในสหรัฐอเมริกาติดอันดับต้นๆ ตามด้วย Sinopec ที่มีสำนักงานใหญ่ในประเทศจีน โดยทั้ง 3 บริษัทนี้รวมกันคิดเป็นสัดส่วน 16% ของขยะพลาสติกแบบใช้ครั้งเดียวทั่วโลก จากผู้ผลิตพอลิเมอร์ประมาณ 300 รายที่ดำเนินงานทั่วโลกในปัจจุบัน วิกฤตพลาสติกของโลกอยู่ในมือของบริษัทเหล่านี้ การเลือกที่จะผลิตพอลิเมอร์บริสุทธิ์ต่อไปแทนที่จะเป็นพอลิเมอร์รีไซเคิล จะส่งผลกระทบอย่างมากต่อการจัดการขยะ และรั่วไหลสู่สิ่งแวดล้อม

ขณะที่ นักลงทุนและธนาคารรายใหญ่ระดับโลกกำลังทำให้วิกฤตพลาสติกแบบใช้ครั้งเดียวทิ้งเดินหน้าต่อไป ผู้จัดการสินทรัพย์สถาบัน 20 แห่งซึ่งนำโดยบริษัทในสหรัฐอเมริกา เช่น Vanguard Group, BlackRock และ Capital Group ถือหุ้นมูลค่ากว่า 300,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ในบริษัทแม่ของผู้ผลิตพอลิเมอร์แถวหน้าของโลก ซึ่งรายได้ประมาณ 10,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ มาจากการผลิตโพลีเมอร์บริสุทธิ์สำหรับผลิตภัณฑ์พลาสติกแบบใช้ครั้งเดียวทิ้ง ธนาคารที่ใหญ่ที่สุดในโลก 20 แห่ง รวมถึง Barclays, HSBC และ Bank of America คาดว่าจะให้เงินกู้เกือบ 30,000 ล้านเหรียญสหรัฐ สำหรับการผลิตพอลิเมอร์เหล่านี้ ตั้งแต่ปี 2554
ขณะที่ อีกสาเหตุของปัญหาวิกฤตพลาสติกแบบใช้ครั้งเดียวทิ้งที่รายงานนี้พบคือ อุตสาหกรรมพลาสติกโดยรวมล้มเหลวในการเปลี่ยนจากวัตถุดิบที่ใช้เชื้อเพลิงฟอสซิล เพราะผู้ผลิตพอลิเมอร์รายใหญ่ที่สุด 100 ราย ล้วนยังคงพึ่งพาวัตถุดิบที่ใช้เชื้อเพลิงฟอสซิลอยู่ โดยในปี 2562 การผลิตพอลิเมอร์รีไซเคิลจากขยะพลาสติกแบบ “หมุนเวียน” คิดเป็นสัดส่วนไม่เกิน 2% ของผลผลิตทั้งหมด บริษัทเหล่านี้กว่า 50 แห่ง เมื่อได้รับการประเมินว่ามีความสามารถใน Circular Economy เพียงใด ได้รับเกรด E ซึ่งต่ำที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ เหล่านี้บ่งชี้ถึงการขาดนโยบาย ข้อผูกพัน หรือเป้าหมายโดยสิ้นเชิง ขณะที่บริษัทอีก 26 แห่ง รวมถึง ExxonMobil และ Formosa Plastics Corporation ของไต้หวันได้รับเกรด D เนื่องจากไม่มีเป้าหมาย / ระยะเวลาที่ชัดเจน

นอกจากนี้ การขยายกำลังการผลิตพอลิเมอร์บริสุทธิ์ ยังทำให้การสร้างเศรษฐกิจพลาสติกแบบหมุนเวียนกลายเป็นความหวังที่ลางเลือน เพราะในอีก 5 ปีข้างหน้า ขีดความสามารถทั่วโลกในการผลิตพอลิเมอร์บริสุทธิ์สำหรับพลาสติกแบบใช้ครั้งเดียวอาจเพิ่มขึ้นกว่า 30% และบางบริษัทอาจสูงถึง 400% นี่คือหายนะด้านสิ่งแวดล้อมชัดๆ ขยะพลาสติกแบบใช้ครั้งเดียวจำนวนมากที่เกิดขึ้นจะกลายเป็นมลพิษในประเทศกำลังพัฒนาที่ขาดแคลนระบบการจัดการขยะที่ดี
ขณะเดียวกัน ขยะพลาสติกแบบใช้ครั้งเดียวยังนับเป็นปัญหาทางภูมิรัฐศาสตร์ (geopolitcal) ที่หยั่งรากลึกด้วย การเปลี่ยนจากรูปแบบการใช้พลาสติกแบบใช้ครั้งเดียวทิ้ง ต้องใช้มากกว่าความเป็นผู้นำขององค์กรและตลาดทุนที่ “รู้แจ้ง” แล้วว่านี่คือภัยร้ายของสิ่งแวดล้อมโลก เพราะจะต้องมีเจตจำนงทางการเมืองอันยิ่งใหญ่ด้วย แต่ปัจจุบันผู้ผลิตพอลิเมอร์ประมาณ 30% เป็นของรัฐ โดยมีซาอุดิอาระเบีย จีน และสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ อยู่ใน 3 อันดับแรก นั่นหมายความว่าถ้ารัฐไม่ขยับแถมยังเดินหน้าผลิตพอลิเมอร์บริสุทธ์อย่างต่อเนื่อง ลำพังผู้ประกอบการเองก็ไม่อาจจะสร้างการเปลี่ยนแปลงได้

รายงานนี้ยังระบุอีกว่า มีแนวโน้มว่าจะต้องมีการดำเนินการร่วมกันในเวทีการเมืองระหว่างประเทศเพื่อแก้ไขปัญหาความไม่สมดุลและความไม่เท่าเทียมของประเทศร่ำรวยและประเทศยากจนที่ฝังรากลึกด้วย เพราะโดยทั่วไปแล้ว ประเทศที่มีรายได้สูงจะจัดหาวัตถุดิบในการผลิตพลาสติกแบบใช้ครั้งเดียวจากประเทศที่มีรายได้ต่ำและรายได้ปานกลางระดับล่าง (Lower-middle income country) ซึ่งมีปริมาณพอลิเมอร์จำนวนมาก โดยซื้อหาในราคาถูก และในขณะที่ประเทศกลุ่มหลังนี้สร้างขยะพลาสติกแบบใช้ครั้งเดียวต่อคนน้อยกว่ามาก แต่นำเข้าพลาสติกแบบใช้ครั้งเดียวในราคาแพง ทำให้เกิดปัญหาในการจัดการขยะพลาสติก และยากที่จะเปลี่ยนผ่านอุตสาหกรรมพลาสติกไปสู่เศรษฐกิจหมุนเวียนได้
4 ปัจจัย เร่งวิกฤตขยะพลาสติก
1. การเพิ่มจำนวนผลิตภัณฑ์ Single-Use Plastic อย่างไม่หยุดยั้ง การใช้พลาสติกแบบใช้ครั้งเดียวได้เพิ่มขึ้นอย่างทวีคูณในช่วง 30 ปีที่ ผ่านมาขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรมของบรรจุภัณฑ์ใหม่ ซึ่งรูปแบบและผลิตภัณฑ์พลาสติกแบบใช้ครั้งเดียวส่งผลให้เกิดพลาสติกที่ไม่จำเป็นจำนวนมาก แน่นอนว่าเหล่านี้จะลงเอยด้วยการเป็นขยะ
2. วัตถุดิบเชื้อเพลิงฟอสซิลมีราคาถูก เมื่อพิจารณาต้นทุนการรวบรวม คัดแยก และรีไซเคิลขยะพลาสติกในครัวเรือน เมื่อเทียบกับต้นทุนที่ใช้พอลิเมอร์บริสุทธิ์ต่างกัน ในการผลิตพลาสติกแบบใช้ครั้งเดียวโดยใช้เชื้อเพลิงฟอสซิลซึ่งี Economy of Scale มีต้นทุนที่ถูกกว่าการผลิตจากขยะพลาสติกรีไซเคิล ที่ต้องผ่านกระบวนการรวมรวม คัดแยก และรีไซเคิลขยะจากครัวเรือน ด้วยเหตุนี้จึงไม่มีแรงจูงใจที่จะทำให้ผู้ผลิตพลาสติกแบบใช้ครั้งเดียวเปลี่ยนมาใช้วัตถุดิบใหม่ที่รักษ์โลก
3. กฎระเบียบที่หละหลวม ในขณะที่ค่าใช้จ่ายในการจัดการขยะและมลพิษจากพลาสติกกำลังเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วทั่วโลก แต่ผู้ผลิตพลาสติกแบบใช้ครั้งเดียว แบรนด์ และผู้ค้าปลีกต่างๆ ยังคงลอยตัวเหนือปัญหาที่ตัวองเป็นต้นเหตุอยู่ เพราะไม่ต้องจ่ายค่าดำเนินการใดๆ ในส่วนนี้ แม้จะมีรัฐบาลของประเทศที่พัฒนาแล้วบางประเทศ ได้เริ่มทดลองให้ผู้ผลิตรับผิดชอบในการจัดการขยะเหล่านี้แล้วก็ตาม

4. การจัดการขยะพลาสติกแบบใช้ครั้งเดียวที่ไม่เหมาะสม ในประเทศที่มีรายได้สูง จะมีโครงสร้างพื้นฐานในการกำจัดขยะพลาสติกประเภทนี้มีประสิทธิภาพและเพียงพอในระดับหนึ่ง โดยส่วนใหญจะใช้การฝังหรือเผา แม้ว่าการส่งออกขยะพลาสติกของสหภาพยุโรป สหรัฐอเมริกา และญี่ปุ่นจะเพิ่มขึ้น ซึ่งเป็นตัวบ่งชี้ว่าประเทศเหล่านี้ กำลังจะถึงขีดจำกัดในการรับมือกับขยะพลาสติกก็ตาม แต่ในประเทศที่มีรายได้ปานกลางต่ำและประเทศที่มีรายได้ต่ำมักจะขาดโครงสร้างพื้นฐานในการกำจัด Single-Use Plastic เนื่องจากขาดแคลนทุนทรัพย์ ซึ่งความแร้นแค้นนี้นำไปสู่ภัยพิบัติด้านสิ่งแวดล้อม
อย่างไรก็ตาม แม้ผู้ผลิตพอลิเมอร์จะเป็นต้นตอของวิกฤตนี้ แต่ก็มีหลายรายที่พยายามจะมีส่วนร่วมในการสะสางปัญหา ด้วยการเริ่มเปลี่ยนแปลงธุรกิจไปสู่ Circular Economy จะเป็นรายใดบ้างนั้น โปรดติดตามในตอนต่อไป
ที่มา : Plastic Waste Makers Index: Revealing the source of the single-use plastics crisis












