ยก กศน. สู่ “กรมส่งเสริมการเรียนรู้” รับมือการศึกษาไร้ลิมิต

กศน. คืออะไร? และวันนี้เปลี่ยนเป็นอะไรแล้ว

ตอบสั้น: กศน. คือ “การศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย” สำหรับผู้ที่เข้าไม่ถึงการศึกษาในระบบปกติ ปัจจุบันสำนักงาน กศน. ถูกยกระดับเป็น “กรมส่งเสริมการเรียนรู้” (สกร.) เรียบร้อยแล้ว

อัปเดตปี 2026: จาก กศน. สู่ สกร.

เมื่อวันที่ 18 มีนาคม 2566 ราชกิจจานุเบกษาประกาศ พ.ร.บ.ส่งเสริมการเรียนรู้ พ.ศ. 2566 ซึ่งยกเลิก พ.ร.บ.ส่งเสริมการศึกษานอกระบบฯ 2551 ฉบับเดิม และมีผลยกระดับสำนักงาน กศน. ขึ้นเป็น กรมส่งเสริมการเรียนรู้ (สกร.) ตั้งแต่วันที่ 18 พฤษภาคม 2566 เป็นต้นมา โดยรับผิดชอบการเรียนรู้ 3 รูปแบบ ได้แก่ การเรียนรู้ตลอดชีวิต การเรียนรู้เพื่อพัฒนาตนเอง และการเรียนรู้เพื่อคุณวุฒิตามระดับ ฉะนั้นหากค้นหา “กศน.” ในวันนี้ หน่วยงานที่ดูแลจริงคือ สกร. นั่นเอง

ด้านล่างคือที่มา แนวคิด และกลุ่มเป้าหมายของ กศน. ซึ่งยังเป็นรากฐานของ สกร. ในปัจจุบัน


เมื่อเอ่ยถึง กศน. เราจะคุ้นเคยกับคำว่าการศึกษานอกโรงเรียน แม้ตามพระราชบัญญัติส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย พ.ศ. 2551 กศน. จะหมายถึง การศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย หลายคนยังนิยมเรียกว่า การศึกษานอกโรงเรียน


กลุ่มเป้าหมายหลักๆ ในการเข้ารับการศึกษากับ กศน. คือ
  • 1. กลุ่มผู้ด้อยโอกาส เป็นกลุ่มที่ขาดโอกาสในการที่จะเข้ารับบริการทางการศึกษา/ร่วมกิจกรรมการเรียนรู้กับคนปกติทั่วไป ได้แก่ กลุ่มผู้พิการ กลุ่มผู้ประกอบอาชีพแรงงานนอกระบบ และ กลุ่มชาติพันธุ์ (ชนกลุ่มน้อย)
  • 2. กลุ่มผู้พลาดโอกาสในการเข้ารับบริการทางการศึกษา/ร่วมกิจกรรมการเรียนรู้ อาทิ กลุ่มเด็ก/เยาวชนที่ออกกลางคันจากระดับการศึกษาภาคบังคับ กลุ่มผู้จบการศึกษาภาคบังคับแต่ไม่ได้เรียนต่อ กลุ่มผู้สูงอายุ กลุ่มที่มีเงื่อนไขข้อจำกัดต่างๆ เป็นต้น
  • 3. กลุ่มผู้ขาดโอกาส เป็นกลุ่มที่ไม่สามารถเข้าถึงโอกาสทางการศึกษา/ร่วมกิจกรรมการเรียนรู้แบบปกติได้ อันเนื่องมาจาก การอยู่ในพื้นที่เสี่ยงภัยจากการก่อการร้าย/การก่อความไม่สงบในบริเวณชายแดน การอยู่ในพื้นที่ชนบทห่างไกล หรือความยากลําบากในการคมนาคมติดต่อสื่อสาร เป็นต้น
  • 4. กลุ่มประชาชนทั่วไป คือกลุ่มอื่นๆ นอกเหนือจาก 3 กลุ่มข้างต้น

การศึกษานอกโรงเรียน

กศน. จึงถือเป็นแสงสว่างทางโอกาสของผู้ที่เข้าไม่ถึงระบบการศึกษาแบบทั่วไป
การประชุมคณะรัฐมนตรี​ (ครม.)​ เมื่อวันที่ 1 มิ.ย. 64 ได้เปิดมิติใหม่นำ กศน. ก้าวไปสู่อีกระดับ โดย ครม. มีมติเห็นชอบร่างพระราชบัญญัติส่งเสริมการเรียนรู้ พ.ศ…..ในประเด็นของการส่งเสริมให้ประชาชนสามารถพัฒนาตนเองได้อย่างต่อเนื่องและตลอดชีวิต โดยมีสาระส่งเสริมการเรียนรู้ 3 ด้าน ได้แก่ การเรียนรู้ตลอดชีวิต การเรียนรู้เพื่อการพัฒนาตนเอง และ การเรียนรู้เพื่อคุณวุฒิตามลำดับ โดยกำหนดให้กรมส่งเสริมการเรียนรู้เป็นหน่วยงานที่รับผิดชอบเพื่อการดำเนินการดังกล่าว
ทั้งนี้ ร่าง พ.ร.บ. ส่งเสริมการเรียนรู้ พ.ศ…..ได้ยกสถานะสำนักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย (สำนักงาน กศน.) เป็นกรมส่งเสริมการเรียนรู้ แยกออกมาจากสำนักงานปลัด ศธ.ทันที โดยมีปลัด ศธ.เป็นผู้บังคับบัญชาหลักโดยตรง และ รมว.ศธ. กำกับดูแลนโยบาย

การเรียนรู้ตลอดชีวิต

ดร.วรัท พฤกษาทวีกุล เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย (กศน.) เคยกล่าวผ่านสื่อมวลชนว่า เมื่อ กศน.เป็นกรมส่งเสริมการเรียนรู้แล้วก็จะต้องปรับบทบาทและภารกิจใหม่ จะต้องทำงานหนักขึ้น และมีความสำคัญมากต่อการพัฒนาประเทศ โดยจะต้องมีหน้าที่จัดการเรียนรู้ตลอดชีวิต การเรียนรู้เพื่อการพัฒนาตนเอง และการเรียนรู้เพื่อเพิ่มคุณวุฒิตามระดับ รวมถึงการส่งเสริมการเรียนรู้รูปแบบอื่นให้เกิดประโยชน์แก่ประชาชน
“การเป็นกรมส่งเสริมการเรียนรู้ ทำให้เราสามารถบริหารงานได้โดยไม่ติดขัด เพราะสถานะของ กศน.ในบทบาทสำนักงานที่เป็นอยู่ตอนนี้นั้นส่งผลให้การบริหารจัดการระดับพื้นที่ทำให้ได้ไม่เต็มที่ และมีข้อจำกัดหลายเรื่อง แต่โครงสร้างใหม่ของ กศน.จะทำให้มีภารกิจครอบคลุมมากขึ้น สิ่งที่รัฐบาลมอบหมายมาจึงถือเป็นภารกิจที่ท้าทายงาน กศน.เป็นอย่างมาก”เลขาฯ กศน. กล่าว

การศึกษานอกโรงเรียน

ในการประชุมคณะรัฐมนตรีดังกล่าว นอกจากมติเห็นชอบร่างพระราชบัญญัติส่งเสริมการเรียนรู้ พ.ศ. ….แล้ว ยังเห็นชอบ ร่างพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ.….ซึ่งมีสาระสำคัญที่เน้นการปรับระบบการบริหารจัดการของกระทรวงศึกษาธิการ โดยเน้นความสำคัญด้านสถานศึกษาและครู ให้มีความเป็นอิสระและคล่องตัวของสถาบันการศึกษา เอื้อให้สามารถสร้างนวัตกรรมทางการศึกษาและจัดการการศึกษาได้อย่างมีคุณภาพ ปรับเปลี่ยนวิธีการเรียนการสอนเป็นการศึกษาเชิงรุก (Active Learning) เน้นให้ผู้เรียนเกิดสมรรถนะตามช่วงวัย ใช้เทคโนโลยีสารสนเทศเป็นเครื่องมือในการสนับสนุนการจัดการการศึกษา สร้างระบบนิเวศทางการศึกษา เป็นต้น รวมถึงมีการปรับแก้ไขเพิ่มเติมใน 3 ประเด็น ได้แก่ ประเด็นที่หนึ่ง การปรับแก้ไขให้วิชาชีพครู เป็น วิชาชีพชั้นสูง ประเด็นที่สอง แก้ไขคำว่า ”หัวหน้าสถานศึกษา” เป็น ”ผู้บริหารสถานศึกษา” และประเด็นที่สาม แก้ไขคำว่า “ใบรับรองการประกอบวิชาชีพครู” เป็น “ใบอนุญาตประกอบวิชาชีพครู”
นางสาวตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) กล่าวว่า ขั้นตอนจากนี้จะนำร่าง พ.ร.บ. 2 ฉบับดังกล่าวเข้าสู่การประชุมพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎรต่อไป ซึ่งจะต้องสร้างความรู้ความเข้าใจกับทุกฝ่ายว่าเจตนารมณ์ของร่าง พ.ร.บ. ฉบับนี้คืออะไร เนื่องจากเป็นกฎหมายสำคัญของการศึกษาไทย ซึ่งศธ.พร้อมให้ข้อมูลทุกด้านเกี่ยวกับเรื่องนี้ เพื่อประกอบการพิจารณาในการบังคับใช้ พ.ร.บ. การศึกษาแห่งชาติ พ.ศ….และ พ.ร.บ. ส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิต พ.ศ….ได้อย่างสมบูรณ์ต่อไป