ช่วง 4-5 ปีมานี้ เราจะพบ Event ที่นำศิลปินยุค 90 กลับมาแสดงคอนเสิร์ตกันเป็นระยะ อีกทั้งมีการนำผลเอาผลงานเพลงยุค 90 มาทำเป็น CD รวมฮิต หรือ MP3 แบบถูกลิขสิทธิ์ออกวางขายกันอย่างมากมาย
โดยค่ายเพลงไทยที่ทรงอิทธิพลในยุค 90 ที่ยังดำเนินธุรกิจขายแผ่น CD กันอยู่ ไม่ว่าจะเป็น GMM Grammy Bakery (Sony BMG) หรือ Warner Music Thailand
แม้ RS จะไม่สนใจทำ CD หรือ MP3 แต่ค่ายเฮียจั๊วะเฮียฮ้อ ก็มีการจัดคอนเสิร์ตใหญ่ของศิลปินยุค 90 อยู่เป็นระยะเช่นกัน
เหตุผลหนึ่งซึ่งทำให้ศิลปินจากยุค 90 หวนกลับมาอยู่สปอตไลท์วงการเพลงยุคปัจจุบัน นอกจากความล่มสลายของวงการขาย CD เพลงที่ทำให้มีศิลปินเกิดใหม่ในยุคนี้น้อยมาก ทำให้ศิลปินรุ่นเก่าโดยเฉพาะรุ่นยุค 90 มีโอกาสกลับมา

อีกทั้งกลุ่มคนฟังในยุค 90 ที่ถ้าเป็นวัยรุ่นยุคนั้นก็อายุ 10 กลางๆ ถึง 20 ต้นๆ มาถึงวันนี้กลายเป็นนักฟังเพลงรุ่นใหญ่ หลายคนลงหลักปักฐาน มีความมั่นคงในชีวิต มีสตางค์ มีกำลังซื้อ จึงเป็นกลุ่มเป้าหมายหลักของบรรดาค่ายเพลง
ศิลปินจากยุค 90 เป็นที่รู้จักคุ้นหน้าคุ้นตา หลายคนยังโลดแล่นอยู่ในวงการ หลายคนยังเดินสายแสดงคอนเสิร์ตตามผับ หลายคนยังเป็นพรีเซนเตอร์สินค้ากันอยู่ และหลายวงก็ยังคงออกผลงานอยู่อย่างต่อเนื่อง
นั่นทำให้ Gen Y บางส่วน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง Gen Z รู้สึกถึงความใกล้ชิด จับต้องได้ ว่าศิลปินยุค 90 มีตัวตนจริง และสัมผัสได้ แม้จะผ่าน Social Media
อย่างไรก็ดี ฐานคนฟัง Gen X มีความสำคัญกับศิลปินยุค 90 มากที่สุด และค่ายเพลงไทยก็รู้ดีว่า นี่คือกลุ่มคนฟังเพลงกลุ่มใหญ่ ที่ยังติดตามข่าวคราวของศิลปินยุค 90 เป็นกลุ่มที่ยังอุดหนุนผลงานเก่าในตลาดมือสอง ทั้งเทป แผ่นเสียง หรือ CD

แม้กระทั่ง ยังควักกระเป๋าซื้อแผ่นเสียงมือหนึ่ง เทปที่ผลิตใหม่ (Re-issue) และ CD ปั๊มใหม่
Gen X จึงถือเป็นกลุ่มคนฟังเพลงยุค 90 ที่เหนียวแน่นที่สุด แม้จะเป็นกลุ่มลูกค้ากลุ่มเล็ก ทว่า กระเป๋าหนัก และทรงอิทธิพลต่อตลาดเพลงไทย โดยเฉพาะวงการเพลง POP
เพราะเพลง POP เป็นดนตรีที่ถูกสร้างขึ้นเพื่อการฟังเพลงของคนวงกว้าง มีเมโลดี้ง่ายๆ มีท่วงทำนองที่ติดหู และมีเนื้อร้องที่ฟังแล้วไม่ต้องตีความซับซ้อน สามารถร้องตามและจดจำกันได้ไม่ยาก เราจึงเห็นการร้องคาราโอเกะมีการกดเพลง POP ขึ้นมาร้องมากที่สุด และตามงานเลี้ยงก็จะเล่นเพลง POP มากที่สุดเช่นกัน
แม้อีกด้านหนึ่ง ดนตรี Alternative ROCK จะได้รับความนิยมในวงกว้างไม่แพ้กัน แต่ด้วยท่วงทำนองและการเรียบเรียงดนตรีที่ซับซ้อนมากกว่าเพลง POP ยังไม่ต้องพูดถึงเนื้อเพลงที่ร้องตามยากกว่า จึงไม่เป็นที่นิยมสำหรับคาราโอเกะและบนเวทีงานเลี้ยงเท่ากับเพลง POP
อย่างไรก็ดี ทั้งเพลง POP และดนตรี Alternative ROCK ได้กลับมาเป็นที่นิยมอีกครั้งหลังผ่านไป 20 กว่าปี
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง กระแส Nostalgia จากยุค Manual (ยุค 90 และก่อนหน้า) ที่ Gen Z กำลังให้ความสนใจ จุดประเด็นง่ายๆ ด้วย “เพลงยุค 90”
อันมีรากฐาน และประวัติศาสตร์วงการเพลงยุค 90 โดยเฉพาะต้นทางวงการดนตรีโลกคืออเมริกาและยุโรป โดยเฉพาะฝั่งอังกฤษ
เพราะเพลง POP โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ดนตรี Alternative ROCK ยุค 90 ที่เสมือนสัญลักษณ์แห่งการปลดปล่อยความเก็บกดทางดนตรีของหนุ่มสาวที่กำลังถูกห้อมล้อมด้วยเพลง Bubble Gum ผลผลิตจากค่ายเพลงยักษ์ใหญ่ ที่พากันเปิดกรอกหูกันอยู่ 24 ชั่วโมง
แม้ว่า ในท้ายที่สุด Alternative ROCK ยุค 90 จะถูกคลื่นเพลงยุค Digital โถมเข้าใส่ และกลืนหายไป จากดนตรีกระแสหลัก กลายเป็นประวัติศาสตร์ และจบลงด้วยการตายของ Kurt Cobain แห่งวง Nirvana

และแม้ในยุคปัจจุบัน ที่การเดินดู CD ตามร้านกลายเป็นของแปลก การฟังวิทยุจากคลื่นหลักก็เป็นของแปลก เพราะ Internet เข้ามามีบทบาทกับชีวิตของ Generation Z และทุกๆ คนบนโลกใบนี้
และแม้ว่า จะสามารถคาดการณ์ได้ไม่ยากว่า ในอนาคตอันใกล้นี้ จะต้องมีดนตรีแนวใหม่ๆ เกิดขึ้นอีก แต่ก็คงเป็นเรื่องที่ต้องจับตาดูกันต่อไป เพราะตอนนี้เรากำลังย่างเข้าสู่ทศวรรษใหม่ ยุค 2020
ย้อนหลังกลับไปก่อนยุค 90 คือราวห้วงต้นยุค 80 การระเบิดขึ้นของ The Cure และ The Smith แม้จะได้รับความนิยมในกลุ่มคนฟังเล็กๆ แต่นั่นก็คือเป็นวาระการ “เปิดตำนาน” ดนตรี Alternative ROCK ยุค 90 อย่างแท้จริง
โดยเฉพาะเมื่อย่างเข้าสู่ยุค 90 วงการดนตรีฝั่งอเมริกา ได้เปิดปรากฏการณ์ดนตรีแนว Grunge Rock หรือ Seattle Sound นำโดย Pearl Jam, Soundgarden, Alice in Chains, Mudhoney and Hammerbox
ขณะที่ฝั่งอังกฤษก็เกิดดนตรีแนวใหม่ เช่นกัน ภายใต้รหัส BRIT Rock นำโดย Oasis, Radiohead, Blur
ความแตกต่างระหว่างความดิบของ Grunge กับ BRIT Rock คือ เมโลดี้ที่ไพเราะและเสียงร้องที่ฟังสบาย อาทิ Don’t Look Back In Anger ของ Oasis แต่ถ้าจะสู้กับ Grunge ก็ต้อง Creep ของ Radiohead












