ส่องความคืบหน้า 3 เมกะโปรเจกต์ EEC ความหวังในการฟื้นฟูเศรษฐกิจ หลังวิกฤตโควิดผ่านพ้นไป

ใครๆ ก็เชื่อว่าการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ย่อมส่งผลกระทบให้การพัฒนาทางเศรษฐกิจของไทยต้องหยุดชะงักลงไปไม่มากก็น้อย ทว่า ในความเป็นจริง แม้หลายฝ่ายจะต้องเผชิญหน้ากับวิกฤตโรคระบาดครั้งร้ายแรงนี้ หลากหลายโครงการที่วางแผนไว้เพื่อพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานต่างๆ ให้พร้อมสำหรับ โครงการเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก หรือ EEC ยังคงดำเนินไปอย่างต่อเนื่อง

จนกระทั่งในวันที่ 4 มิถุนายน ที่ผ่านมา สุพัฒนพงษ์ พันธ์มีเชาว์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ได้เป็นประธานการประชุมผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์ เพื่อรับทราบและพิจารณาความก้าวหน้าการดําเนินงานของ 3 เมกะโปรเจกต์ EEC ซึ่งมีรายละเอียดที่สําคัญ ดังรายงานข่าวต่อไปนี้

เมกะโปรเจกต์ EEC


รถไฟความเร็วสูงเชื่อมสามสนามบิน เมกะโปรเจกต์ EEC กับข่าวดี พร้อมส่งมอบ กันยายน 2564 แน่นอน

ที่ประชุม กบอ. รับทราบความก้าวหน้าโครงการฯ โดย รฟท.เตรียมส่งมอบพื้นที่ช่วงสนามบินสุวรรณภูมิถึงสนามบินอู่ตะเภาระยะทาง 170 กิโลเมตร ซึ่งเป็นพื้นที่โครงการประมาณ 5,521 ไร่ งานมีความคืบหน้า 86% ให้กับเอกชนคู่สัญญาแล้ว
พร้อมกันนี้ ยังพร้อมส่งมอบพื้นที่ได้ทั้งหมดภายในเดือนกันยายน 2564 โดยขณะนี้เอกชนได้เข้าพื้นที่และเริ่มออกแบบเตรียมการก่อสร้างแล้ว
เช่น งานปรับพื้นที่สําหรับเตรียมก่อสร้างช่วงสุวรรณภูมิถึงอู่ตะเภา งานก่อสร้างถนนและสะพานชั่วคราวเพื่อลําเลียงวัสดุ งานก่อสร้างสํานักงานสนาม บ้านพักคนงาน โรงหล่อชิ้นงานโครงสร้างงานด้านสิ่งแวดล้อมความปลอดภัยและการจัดจราจร

รถไฟความเร็วสูงเชื่อมสามสนามบิน

โดยการก่อสร้างทั้งหมดจะใช้เวลาประมาณ 4–5 ปี และจะเปิดให้บริการช่วงพญาไท สุวรรณภูมิ ถึง อู่ตะเภา ในปี 2568 ด้านการส่งมอบรถไฟฟ้าแอร์พอร์ต เรลลิงก์ พร้อมส่งมอบให้เอกชนคู่สัญญา โดยยืนยันว่า ผู้โดยสารจะไม่ได้รับผลกระทบใดๆ ระหว่างการถ่ายโอนกิจการ โดยเฉพาะเรื่องบัตรโดยสาร ที่สามารถใช้บัตรรายเดือนได้ตามเดิม
นอกจากนี้จะได้รับการยกระดับคุณภาพบริการที่ดีขึ้น อาทิ การปรับเปลี่ยนตู้ขนสัมภาระจํานวน4ตู้ให้เป็นตู้รองรับผู้โดยสารแทนได้มากถึง1,000 คนต่อชั่วโมงลดการรอคอยขบวนรถไฟฟ้าในชั่วโมงเร่งด่วน พร้อมปรับปรุงระบบควบคุมการเดินรถ ให้ขบวนรถมาตรงเวลามากขึ้น รวมถึงปรับปรุงสิ่งอํานวยความสะดวกรอบสถานี เพิ่มห้องน้ำ พื้นที่สีเขียว ระบบแสงสว่าง พัดลมระบายอากาศและปรับปรุงระบบจราจร เป็นต้น

สนามบินอู่ตะเภาฯ เมกะโปรเจกต์ EEC กับความก้าวหน้าแบบครบทุกมิติ

มาถึงอีกหนึ่ง เมกะโปรเจกต์ EEC ที่ฉวยเอาช่วงเวลาที่อุตสาหกรรมการบินทั่วโลกกำลังได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ในการวางรากฐาน สนามบินอู่ตะเภาฯ และเมืองการบินแห่ง EEC นี้ให้เข้มแข็ง แน่นหนา โดยทันทีที่วิกฤตโควิด-19 สงบลง ก็พร้อมรุกอุตสาหกรรมการบิน (ATZ) สร้างงานใหม่และรายได้เพิ่มให้กับอุตสาหกรรมการบินของไทยแน่นอน

โดยในครั้งนี้ ที่ประชุม กบอ. รับทราบ ความก้าวหน้าการดําเนินการโครงการ ฯ ที่สําคัญ ๆ ได้แก่
  • หนึ่ง ส่วนความรับผิดชอบภาครัฐ อาทิ
  1. การก่อสร้างทางวิ่งที่ 2 โดยกองทัพเรือซึ่งได้ออกแบบทางวิ่งและทางขับที่ 2 งานทางขับเชื่อมระหว่างทางวิ่ง พร้อมลานจอดศูนย์ซ่อมอากาศยานเสร็จเรียบร้อยแล้วประกอบด้วย ทางวิ่งความยาว 3,505 เมตร ทางขับที่เกี่ยวข้อง 6 เส้นทาง อุโมงค์ลอดใต้ทางวิ่ง งานระบบที่เกี่ยวข้อง เป็นต้น
  2. การเตรียมส่งมอบพื้นที่ สกพอ. ได้จัดทําร่างระเบียบการปฏิบัติงานในพื้นที่เขตส่งเสริมฯ สําหรับช่วงการก่อสร้างเพื่อใช้ในการบริหารจัดการพื้นที่ รวมถึงดูแลรักษาความปลอดภัยพื้นที่
  3. งานก่อสร้างระบบไฟฟ้าและน้ำเย็น สกพอ. ได้ส่งมอบที่ดินที่เช่าและบริษัท บี กริม.ได้เข้าเคลียร์พื้นที่เรียบร้อยแล้ว
  4. งานก่อสร้างระบบประปาและระบบน้ำเสีย สกพอ. ได้ส่งมอบที่ดินให้แก่ บริษัท อีสท์วอเตอร์เรียบร้อยแล้ว และอยู่ระหว่างสํารวจสภาพพื้นที่
  • สอง ส่วนความรับผิดชอบเอกชนคู่สัญญา (UTA)
ได้เข้าสํารวจพื้นที่โครงการเรียบร้อยและได้ก่อสร้างรั้วมาตรฐานเขตการบิน (Airside) ความยาว 4.9 กิโลเมตร แล้วเสร็จประมาณ 95% เพื่อรักษาความปลอดภัย และอํานวยความสะดวกในช่วงการก่อสร้างพร้อมจัดทําค่าระดับในพื้นที่โครงการและกําหนดแนวเส้นทางเชื่อมโยงระหว่างอาคารผู้โดยสารกับสถานีรถไฟความเร็วสูง
  1. งานจัดทําแผนแม่บทสนามบินฉบับสมบูรณ์ กําหนดส่งมอบตามสัญญาเดือนมิถุนายน 2564 นี้
  2. งานออกแบบอาคารผู้โดยสารแห่งใหม่ ได้ว่าจ้างที่ปรึกษาระดับโลก กลุ่มบริษัท SOM(Skidmore, Owings and Merrill LLP:SOM) เพื่อออกแบบร่างขั้นต้นของอาคาร

สนามบินอู่ตะเภา

  • สาม : กิจกรรมพัฒนาพื้นที่อุตสาหกรรมการบิน (Aviation Technical Zone: ATZ)
สกพอ. เตรียมพัฒนาพื้นที่ประมาณ 539 ไร่ เพื่อรองรับอตสาหกรรมการบินซึ่งเป็นอุตสาหกรรมเป้าหมาย เพื่อให้สนามบินอู่ตะเภาเป็นศูนย์กลางพัฒนาธุรกิจด้านอากาศยาน ซึ่งกิจกรรมใน ATZ ที่สําคัญๆ
เช่น ศูนย์ซ่อมบํารุงอากาศยาน (MRO) ให้บริการซ่อมบํารุงเบา/หนัก ดัดแปลงอากาศยานศูนย์บริการอะไหล่อากาศยาน ศูนย์บริการอุปกรณ์ภาคพื้น ซ่อมบํารุงอุปกรณ์อากาศยานศูนย์ฝึกอบรมบุคลากรด้านการบินและอวกาศ และที่จอดสําหรับอากาศยานที่เสียและใช้เวลาซ่อมระยะยาว หรือรอจําหน่าย เป็นต้น
ปัจจุบัน สกพอ. อยู่ระหว่างการจัดทําแผนแม่บทและวางผังภายในพื้นที่กิจกรรม ATZ และมีแผนจัดทําการทดสอบความสนใจของนักลงทุน (International Market Sounding) เพื่อศึกษาภาพรวมตลาดและเชิญชวนนักลงทุนในระหว่างเดือนกรกฎาคม ถึง กันยายน ปี 2564
ทั้งนี้ การดําเนินการ ATZ คาดว่าจะเพิ่มอัตราการจ้างงานด้านอุตสาหกรรมการบินกว่า 3,000 ตําแหน่ง สร้างรายได้ภาครัฐจากเอกชนที่เข้ามาลงทุน เพิ่มรายได้ให้แก่ประชาชนในพื้นที่ช่วยลดต้นทุนธุรกิจอุตสาหกรรมการบินของประเทศ และพัฒนาให้ไทยเป็นศูนย์กลางการบินในระดับภูมิภาคเอเชียได้ไม่ยาก

ต้นแบบการพัฒนาเมืองเก่า ตลาดลานโพธิ์นาเกลือ ดึงท่องเที่ยวกลุ่มรายได้ดีสู่อีอีซี

แน่นอนว่าการเกิดขึ้นของวิกฤตโควิด-19 นี้ ส่งผลกระทบต่อภาคการท่องเที่ยวไทยอย่างหนักหน่วง ทว่า ในช่วงเวลาแห่งวิกฤตนี่เอง ที่เราสามารถพลิกสู่โอกาสในการเตรียมพื้นที่ท่องเที่ยว เพื่อรองรับนักท่องเที่ยวทุกกลุ่มที่จะกลับมาเดินทางท่องเที่ยว หลังสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ดีขึ้น

นีโอนาเกลือ พัทยา

ตลาดลานโพธิ์นาเกลือ

ที่ผ่านมา ทาง สกพอ. จึงได้ร่วมกับ เมืองพัทยา ริเริ่มโครงการก่อสร้างตลาดใหม่ลานโพธิ์นาเกลือตามแผนพัฒนาเมืองพัทยา สู่ NEO PATTAYA เพื่อเป็นโครงการนําร่องต้นแบบการพัฒนาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวกลุ่มรายได้ดี และท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ พร้อมรักษาความเป็นเมืองเก่าของนาเกลือสู่แหล่งท่องเที่ยวชุมชน คู่ไปกับการพัฒนาเป็นตลาดอาหารทะเลชั้นนําของอีอีซี
โดยนําเทคโนโลยี 5G มาใช้เพิ่มความสะดวกและความปลอดภัยให้ชุมชน และในปัจจุบันยังได้ศึกษาและสํารวจแนวคิดจากโครงการที่ประสบความสําเร็จ เพื่อปรับการออกแบบผังแนวคิดให้สอดคล้องกับสภาพพื้นที่ คงไว้ซึ่งอัตลักษณ์ชุมชน รักษาทัศนียภาพอันเป็นเอกลักษณ์ที่สวยงามเพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยวทั่วโลกสู่อีอีซี
ทั้งนี้ จุดเด่นสําคัญของการพัฒนาโครงการ ตลาดใหม่ลานโพธิ์นาเกลือ คือ การพัฒนาเชิงพื้นที่แบบบูรณาการร่วมกันระหว่างรัฐ ท้องถิ่น และเอกชน สร้างโอกาสในการเป็นศูนย์กลางธุรกิจแห่งใหม่ขยายผลไปยังธุรกิจเกี่ยวเนื่อง ฟื้นฟูเศรษฐกิจคุณภาพชีวิตประชาชนหลังสถานการณ์โควิด19 และเป็นโครงการต้นแบบที่สามารถดึงนักท่องเที่ยวทั้งในและต่างประเทศเข้าสู่พื้นที่อีอีซีสร้างรายได้เพิ่มขึ้นให้แก่ชุมชนต่อเนื่อง

ที่มา : แถลงข่าว ประชุมคณะอนุกรรมการบริหารการพัฒนาเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก ครั้งที่ 3/2564 การประชุมผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์ (วันศุกร์ที่ 4 มิถุนายน พ.ศ. 2564)


ยังมีอีกหลากหลาย เมกะโปรเจกต์ EEC ที่พร้อมเดินหน้า ฟื้นฟูเศรษฐกิจไทยต่อจากนี้ไป

“อีอีซีโมเดล” จุดประกายลงทุนเขตเศรษฐกิจพิเศษ 4 ภาค

เร่งขับเคลื่อนเศรษฐกิจใหม่ Circular Economy ด้วยอุตสาหกรรม “ยานยนต์ไฟฟ้าดัดแปลง”

เปิดแนวรบ “ฮับ” แบตเตอรี่ลิเธียมแห่งอาเซียน