ทุกสิ่งที่ต้องรู้เรื่อง ‘กักตัวที่บ้าน (Home Isolation)’ เมื่อตกเป็น ‘ผู้ป่วยโควิดสีเขียว’

จากสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ระลอกล่าสุด ที่สร้างสถิติมีผู้ติดเชื้อรายวันสูงเป็นประวัติการณ์ จนกระทั่งทางการแพทย์ได้ออกมารายงานสถานการณ์จริงแล้วว่า จำนวนเตียงที่รับรักษาผู้ติดเชื้อโควิด-19 รวมถึงเตียงในห้องไอซียู เพื่อรองรับผู้ป่วยที่มีอาการหนัก เข้าขั้นวิกฤต คือ ไม่เพียงพอต่อความต้องการ ทำให้ทุกหน่วยงานและทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องต้องปรับแผนการรับมือ เพื่อขยายความสามารถของระบบการแพทย์และสาธารณสุขไทยในหลากหลายรูปแบบ ให้ตอบโจทย์กับสถานการณ์การระบาดในช่วงเวลานี้อย่างมีประสิทธิภาพที่สุด โดยหนึ่งในแนวทางที่ได้รับการเสนอและกำลังนำมาปรับใช้นั่นคือ การให้ ‘ผู้ป่วยโควิดสีเขียว’ หรือผู้ติดเชื้อโควิด-19 ที่ไม่มีอาการรุนแรง ปฏิบัติตามแนวทาง กักตัวที่บ้าน (Home Isolation) นั่นเอง

และล่าสุด กระทรวงสาธารณสุข ได้จับมือ ภาคเอกชน เตรียมพัฒนาเทคโนโลยีรองรับมาตรการ ”กักตัวที่บ้าน Home Isolation’ สำหรับผู้ป่วยติดเชื้อที่ไม่มีอาการรุนแรงให้รักษาที่บ้าน
โดยทางหน่วยงานหลักที่เกี่ยวข้อง ได้วางแนวทางการใช้เครื่องมือ อาทิ ระบบติดตามตัว ระบบข้อความแจ้งเตือน ระบบการรายงานผลออกซิเจน และอุณหภูมิ เพื่อรายงานอาการผู้ป่วยและส่งไปยังโรงพยาบาลต้นสังกัด ซึ่งสามารถ Monitor ผู้ป่วยให้ได้รับการรักษาอย่างเหมาะสมทันท่วงทีและเร็วที่สุด
ทั้งนี้ วิธีปฎิบัติตัว สำหรับผู้ป่วยติดเชื้อโควิด-19 เมื่อจำเป็นต้อง ‘กักตัวที่บ้าน (Home Isolation) ให้ปลอดภัยต่อตนเองและครอบครัว จะต้องทำอย่างไรนั้น วันนี้แพทย์ผู้เชี่ยวชาญก็ได้ให้ความรู้ในเรื่องนี้ไว้อย่างชัดเจน

เปิดมาตรการ กักตัวที่บ้าน (Home Isolation) เพื่อรอด! ของ ‘ผู้ป่วยโควิดสีเขียว’

สำหรับความจำเป็นที่ต้องปรับมาตรการมาใช้แนวทางการกักตัวที่บ้าน มีที่มาที่ชัดเจนว่าเป็นเพราะสถานการณ์การแพร่ระบาดของ ‘โควิด-19’ ในพื้นที่ กทม. และปริมณฑล ที่ยังพบการระบาดของเชื้อไวรัสโควิดอย่างต่อเนื่อง ยืนยันได้ด้วยตัวเลขผู้ติดเชื้อสูงอย่างต่อเนื่อง

Home Isolation

เมื่อเร็วๆ นี้ จึงมีการประชุมเครือข่ายกรมการแพทย์และโรงเรียนแพทย์ เพื่อแก้ไขและจัดลำดับความสำคัญในการดูแลผู้ติดเชื้อโควิด-19 โดยแบ่งเป็นสี และให้ความสำคัญกับการรักษาผู้ป่วยหนักสีแดงที่มีอาการรุนแรง ให้เข้ารักษาอย่างทันท่วงทีเพื่อลดการเสียชีวิตให้ได้มากที่สุด
สำหรับข้อเสนอตามมาตรการ ‘กักตัวที่บ้าน’ (Home Isolation) จะกำหนดไว้เป็นแนวทางสำหรับ ‘ผู้ป่วยโควิดสีเขียว’ ที่ไม่มีอาการรุนแรง ให้กักตัวรักษาที่บ้าน เพื่อลดจำนวนผู้ป่วยในโรงพยาบาล และเก็บเตียงไว้ให้ผู้ป่วยอาการหนัก
โดยในโอกาสนี้ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้หารือกับภาคเอกชนเพื่อพัฒนาเทคโนโลยี เช่น จัดทำระบบติดตามตัว ระบบข้อความแจ้งเตือน และระบบการรายงานผลออกซิเจนและอุณหภูมิไปยังโรงพยาบาลต้นสังกัดหรือโรงพยาบาลที่ดูแล เพื่อให้ผู้ป่วยได้รับการรักษาอย่างเหมาะสมทันท่วงทีและเร็วที่สุด
สำหรับระบบต่างๆที่กล่าวมานี้ ขณะนี้อยู่ระหว่างการเดินหน้าพัฒนาแนวทางการดูแล ‘ผู้ป่วยโควิดสีเขียว’ ที่บ้าน โดยแนวทางนี้จะใช้เฉพาะพื้นที่ กทม. ภายใต้การพิจารณาของบุคลากรการแพทย์ และอยู่ในระบบการตรวจสอบ ติดตามอาการ หากพบว่ามีอาการเปลี่ยนแปลง ก็จะมีระบบส่งต่อไปรักษาตัวยัง รพ.
ทั้งนี้ กระทรวงสาธารณสุข หวังว่าจะได้รับความร่วมมือจากประชาชน และคาดว่ามาตรการนี้จะช่วยลดปัญหาความแออัดในสถานพยาบาลสำหรับในบางเขตพื้นที่ ของ กทม. อย่างได้ผล

ดำเนินมาตรการ พร้อมให้ความรู้การ กักตัวที่บ้าน (Home isolation) อย่างถูกต้อง

นายแพทย์สมศักดิ์ อรรฆศิลป์ อธิบดีกรมการแพทย์ ได้รายงานเพิ่มเติมตาม แนวทางเวชปฏิบัติ การวินิจฉัย ดูแลรักษา และป้องกันการติดเชื้อในโรงพยาบาล กรณีโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) ฉบับล่าสุด
“สำหรับแนวทาง ‘Home isolation’ หรือ แนวทางการรักษาผู้ป่วยโควิดที่บ้าน เรากำหนดไว้ว่าในเบื้องตันให้โรงพยาบาลประเมินผู้ป่วย ที่มีอาการน้อย หรือ กลุ่มสีเขียว มีความยินยอมที่จะรักษาตัวอยู่ที่บ้าน
อธิบดีกรมการแพทย์
นายแพทย์สมศักดิ์ อรรฆศิลป์ อธิบดีกรมการแพทย์

“จากนั้นจะประเมินปัจจัยแวดล้อม เช่น มีห้องนอน หรือ ห้องน้ำ ที่สามารถแยกการใช้งานได้หรือไม่ หากคนกลุ่มนี้มีโรคประจำตัวต้องเป็นผู้ที่มีอาการคงที่สามารถควบคุมโรคได้ ทีมแพทย์จะมีการส่งที่วัดไข้ เครื่องวัดออกซิเจน ให้กับผู้ป่วยที่บ้าน โดยจะมีทีมแพทย์ให้คำปรึกษา สอบถามอาการผู้ป่วย ผ่านโทรศัพท์ วันละ 1 ครั้ง”

“หากมีไม่มีอาการ แพทย์จะสั่งจ่าย ยาฟ้าทลายโจร แต่ถ้าเริ่มมีอาการ หรือมีโรคประจำตัวที่สามารถควบคุมได้ แพทย์จะสั่งจ่ายยาฟาวิพิราเวียร์ไปที่บ้าน พร้อมกับส่งอาหารให้ผู้ป่วยที่บ้าน 3 มื้อ ซึ่งค่าใช้จ่ายส่วนนี้ ทางโรงพยาบาลจะเบิกจ่ายกับ สปสช. โดย เป็นค่าอุปกรณ์ไม่เกิน 1,100 บาท / ค่าดูแลผู้ป่วยร่วมอาหาร 3 มื้อ ไม่เกิน 1,000 บาท /วัน”
อย่างไรก็ดี ที่ผ่านมา ด้วยวิธีการรักษาแบบ ‘Home isolation’ หรือ แนวทางการรักษาผู้ป่วยโควิดที่บ้าน ได้นำไปปรับใช้ที่ รพ.นำร่อง คือ รพ.ราชวิถี ในผู้ป่วย 18 ราย พบว่า 16 รายอาการดีขึ้น ส่วนอีก 2 รายอาการแย่ลง ถูกส่งกลับมารักษาต่อที่ รพ.ราชวิถี
ที่ผ่านมา การรักษาด้วยแนวทางนี้ใช้กับผู้ป่วยต่อไปนี้ ผู้ป่วยที่ใช้สิทธิหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า หรือ บัตรทอง ผู้ที่อยู่ในสิทธิ์ประกันสังคม และ สิทธิ์ข้าราชการจะมีการหารือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต่อไป 
ส่วนผู้ที่อยู่ในชุมชน หรือ ที่อยู่อาศัยไม่เอื้อต่อการแยกกักตัว ก็จะมีการให้ทำจุดพักคอย หรือ Community isolation ซึ่งจะมีการประสานกับกลุ่มจิตอาสาและผู้นำชุมชน ร่วมกันดูแล

7 วิธี ที่ต้องปฏิบัติ เมื่อต้องไฟท์กับโควิดด้วยการ กักตัวที่บ้าน

ในส่วนของเงื่อนไขของกลุ่มผู้ติดเชื้อที่สามารถกักตัวได้ที่บ้านได้นั้น ต้องมีอายุน้อยกว่า 60 ปี ไม่มีอาการ Asymptomatic cases มีสุขภาพร่างกายแข็งแรง อยู่คนเดียว หรือ มีผู้อยู่ร่วมที่พักไม่เกิน 1 คน ไม่มีภาวะอ้วน

info Home Isolation

และที่สำคัญที่สุด คือ ไม่ป่วย โรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง (COPD) โรคไตเรื้อรัง (CKD) โรคหัวใจและหลอดเลือด โรคหลอดเลือดสมอง โรคเบาหวานที่ควบคุมไม่ได้ และโรคอื่นๆ ตามดุลยพินิจของแพทย์ และผู้ป่วยยินยอมแยกตัวในที่พักของตนเองอย่างเคร่งครัด โดยในระหว่าง กักตัวอยู่บ้าน ให้ปฏิบัติ ดังนี้
  1. ห้ามผู้ใดมาเยี่ยมบ้านระหว่างแยกกักตัว
  2. ไม่เข้าใกล้หรือสัมผัสกับผู้สูงอายุหรือเด็กอย่างเด็ดขาด โดยรักษาระยะห่างอย่างน้อย 2 เมตร
  3. แยกห้องพัก แยกของใช้ส่วนตัวกับผู้อื่น ในกรณีที่แยกห้องไม่ได้ ควรแยกบริเวณที่นอนให้ห่างจากคนอื่นมากที่สุด และควรเปิดหน้าต่างให้อากาศถ่ายเทได้ดี ไม่ควรนอนร่วมกันในห้องปิดที่ใช้เครื่องปรับอากาศ
  4. หลีกเลี่ยงการกินอาหารร่วมกัน ควรแยกมากินอาหารคนเดียว ไม่กินอาหารร่วมสำรับเดียวกันหรือใช้ช้อนกลางร่วมกัน และรักษาระยะห่างระหว่างกันอย่างน้อย 2 เมตร
  5. สวมหน้ากากอนามัย หรือ หน้ากากผ้า ตลอดเวลาที่จะออกมาจากห้องที่พักอาศัย
  6. ล้างมือด้วยสบู่หรือทำความสะอาดมือด้วยเจลแอลกอฮอล์ทุกครั้งที่จำเป็นจะต้องสัมผัสกับผู้อื่นหรือหยิบจับของที่จะต้องใช้ร่วมกับผู้อื่น
  7. แยกซักเสื้อผ้า ผ้าขนหนู และเครื่องนอน ด้วยน้ำและสบู่หรือผงซักฟอก และควรใช้ห้องน้ำแยกจากผู้อื่น แต่หากเลี่ยงไม่ได้ ให้ใช้คนสุดท้าย ปิดฝาชักโครกก่อนกดน้ำและหมั่นทำความสะอาดอยู่เสมอ
นอกจากนั้น สิ่งสำคัญ คือ ให้หมั่นสังเกตอาการตนเอง วัดอุณหภูมิทุกวัน หากมีอาการแย่ลง หรือมีอาการอย่างใดอย่างหนึ่งต่อไปนี้ เช่น หอบ เหนื่อย ไข้สูงลอย ไม่สามารถปฏิบัติกิจกรรมในชีวิตประจำวันได้ ให้รีบโทรติดต่อโรงพยาบาลที่รักษาอยู่
และเมื่อต้องเดินทางไปโรงพยาบาลให้ใช้รถยนต์ส่วนตัว ไม่ใช้รถสาธารณะ พร้อมใส่หน้ากากอนามัยตลอดเวลาที่เดินทางหากมีผู้ร่วมยานพาหนะมาด้วย ให้เปิดหน้าต่างรถเพื่อเพิ่มการระบายอากาศเพื่อความปลอดภัยแต่คนรอบข้าง

เมื่อสถานการณ์การระบาดของเชื้อโควิด-19 ยังคงน่าเป็นห่วง ต้องตามติดข่าวสารมีประโยชน์แบบนี้กันต่อ

4 มาตรการจำเป็นที่ควรทำเพื่อรับมือ เมื่อ ผู้ติดเชื้อโควิดรายวัน เกินควบคุม

หาคำตอบ ภูมิคุ้มกันหมู่ ของคนไทย เกิดได้ด้วยการฉีดวัคซีน ‘แอสตร้าเซนเนก้า & ซิโนแวค’ จริงหรือ?

ตามกระแส ‘พาสปอร์ตวัคซีน’ ทั่วโลก เครื่องมือสำคัญ ปลดล็อคเศรษฐกิจโลกในศตวรรษที่ 21