วิกฤตโควิด ที่ต้องยืนหยัดสู้ต่อไป เพื่อโอกาสและวันดีๆ ที่รออยู่ข้างหน้า

ย้อนไปช่วงปลายธันวาคม 2562 เมืองอู่ฮั่นถูกปิดลงสิ้นเชิง! ผู้คนต้องหมกตัวอยู่ในบ้านกับครอบครัว อยู่บ้านใครบ้านมันสงบเงียบอยู่ในที่ตั้ง เมืองถูกตัดขาดจากโลกภายนอกอย่างกระทันหัน มีชีวิตอยู่อย่างระมัดระวังประหวั่นพรั่นพรึง! ด้วยเหตุว่าช่วงเวลานั้น รัฐบาลจีนตรวจพบการระบาดครั้งใหญ่ของโรคโควิด-19 ซึ่งมีรายงานว่าเกิดจากตลาดสดแห่งหนึ่งในอู่ฮั่น!


การปิดเมืองอู่ฮั่นเป็นวิธีการสำคัญที่รัฐบาลจีนใช้จัดการการระบาดของโควิดที่เกิดขึ้นครั้งนั้น! ซึ่งได้ทำควบคู่ไปกับการเตรียมการด้านสาธารณสุข การจัดการการแพทย์ทั้งระบบ ตั้งแต่ตรวจรักษา สร้างโรงพยาบาลสนาม ไปจนถึงวิจัยและการผลิตวัคซีนอย่างเร่งด่วน เพื่อแก้ไขปัญหาและวิกฤตการณ์การระบาดให้จบให้เร็วที่สุด!
การปิดเมือง-ล็อกดาวอู่ฮั่นเป็นไปอย่างเข้มงวด เคร่งครัด ในวันนั้นไม่มีใครรู้ว่าชีวิตจะกลับสู่ปกติอีกครั้งได้เมื่อไหร่! วิถีชาวอู่ฮั่นพลิกผัน-สงบเงียบอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน ท่ามกลางที่วันคืนก่อนหน้าเคลื่อนอยู่ในกระแสการเติบโตของจีนยุคใหม่ที่เร่งรีบกระตือรือร้น! จนกลายมาเป็นอู่ฮั่นที่เงียบเหงาวังเวง ทุกคนได้บทเรียนเดียวกัน มีวิถีชีวิตแบบเดียวกันไม่ว่ายากดีมีจน คือต้องปิดตัวเองอยู่กับบ้าน! แต่ผลลัพธ์ที่ได้ก็น่าพึงพอใจ ทำให้ผู้ติดเชื้อช่วงนั้นลดลง-จำนวนรวมไม่ถึงแสนคน มีอัตราการเสียชีวิตต่ำ ซึ่งการสู้ร่วมกันเป็นบทเรียนที่ยากจะลืมและไม่มีใครอยากให้เกิดขึ้น ชาวอู่ฮั่นทุกคนย่อมรู้ดี!

จากอู่ฮั่น ประเทศจีน ต่อมาช่วงมกราคม 2563 การแพร่ระบาดของโควิด-19 ก็กระจายไปทั่วโลก จากจีนข้ามไปสู่ยุโรป สู่เอเชีย และที่สุดก็ครอบคลุมทั้งโลก ประเทศไทยพบกับการระบาดตั้งแต่ช่วงต้นปี 2563 ช่วงที่แพร่เข้าประเทศไทยระยะแรก การรับมือกับการระบาดครั้งใหญ่ของโควิดนี้ ไทยเราอาศัยความก้าวหน้าของการสาธารณสุข และประสบการณ์การสาธารณสุขที่มีเส้นทางการทำงานเชื่อมจากนโยบายถึงท้องถิ่นทั่วไทย ดำเนินการควบคุม-จัดการการแพร่ระบาดได้ดี ตั้งแต่การกระตุ้นให้คนตั้งการ์ด รับรู้เข้าใจที่จะดูแลตัวเอง ไปจนถึงการล็อคดาวน์ ปิดเมือง สืบค้น-ติดตามเฝ้าระวังการระบาด อย่างมีประสิทธิภาพ ควบคุมสถานการณ์ได้ดีจนประเทศไทยได้รับการยกย่องจากองค์การอนามัยโลกให้เป็น “ตัวอย่างชั้นเยี่ยม” ของประเทศที่มีศักยภาพในการรับมือวิกฤตการระบาดของโรคร้าย!

แต่ต่อมาเมื่อมีการผ่อนปรนจัดปรับกระบวนการใหม่ เราก็เผชิญกับวิกฤตการณ์ที่รุนแรงอย่างไม่น่าเชื่อ ช่วงปีที่ผ่านมาแม้มีการแพร่กระจายรุนแรงเป็นระลอกๆ แต่ก็มีการจัดการให้การระบาดลดจำนวนต่ำลง ตามศักยภาพที่การแพทย์-การสาธารณสุขไทยเอาอยู่! แต่ครั้งเมื่อถึงเมษายน 2564 ที่ผ่านมา สถานการณ์กลับพลิกผัน จากการที่เคยเป็นตัวอย่างชั้นเยี่ยมของโลกแปรเปลี่ยนเป็นสภาพประเทศที่ต้องเผชิญวิกฤตทางการแพทย์-การสาธารณสุขเอง! จนเหมือนสภาพโดยรวมมันค่อยๆ มืดมิดลงเรื่อยๆ!
วันนี้ จํานวนผู้ติดเชื้อแต่ละวันจากหลักสิบสู่ร้อย สู่พัน สู่หลายพัน และกำลังพุ่งสู่หลักหมื่นต่อวัน! ผู้ติดเชื้อต่อวันล่าสุดมีจำนวนสูงแตะหมื่น! อัตราผู้เสียชีวิตก็ไต่ระดับสูงขึ้นทุกวัน ล่าสุด เกือบร้อยคน/วัน และจะสูงเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ถ้าวิกฤตการหาเตียงรักษาผู้ป่วยยังขาดแคลนหายากเช่นที่เป็นอยู่ทุกวันนี้!
หากการจัดการทางการสาธารณสุขยังไม่มีมาตรการการจัดการและการควบคุมดีกว่าที่เป็นอยู่ อัตราการติดเชื้อและการเสียชีวิตก็จะสูงขึ้นไปเรื่อยๆ ผู้คนจะเผชิญกับวิกฤตการณ์สาธารณสุขหลากหลายรูปแบบทั้ง โรงพยาบาลไม่มีเตียงรักษา โรงพยาบาลสนามเต็มต้องขยายไปเรื่อย การเข้าถึงบริการการรักษายากและซับซ้อนขึ้น

ขณะที่วัคซีนถูกทำให้กลายเป็น “การเมืองและความขัดแย้งทางสังคม” ที่แม้จะมีตัวเลขการสั่งซื้อวัคซีนสูง แต่ปัจจุบันผู้ได้รับการฉีดวัคซีนยังมีจำนวนต่ำอยู่มาก เมื่อเทียบกับจำนวนประชากรโดยรวม คือวันนี้ได้รับวัคซีนยังไม่ถึง 10 ล้านคน! และส่วนใหญ่ได้รับเพียงเข็มเดียว!

ปัญหาโควิดระบาดที่เกิดขึ้นครั้งนี้ ส่งผลกระทบรุนแรงทั้งกับสุขภาพ สังคม และเศรษฐกิจ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เศรษฐกิจไทย ใน วิกฤตโควิด หดตัวมายาวนานกว่า 5 ไตรมาส ช่วงไตรมาสแรกของปีเศรษฐกิจมีตัวเลข GDP ติดลบเกือบ 3 เปอร์เซ็นต์ เมื่อวิกฤตอยู่นานขึ้นขยายตัวมากขึ้น สังคมโดยรวมก็ต้องเผชิญกับความรุนแรงตกต่ำของเศรษฐกิจหนักขึ้น ถ้าวิกฤตโควิดยังหนักขึ้นก็ย่อมแน่นอนว่าปัญหาเศรษฐกิจจะยืดเยื้อต่อไปอีกนาน

ความเคลื่อนไหวทำงานของรัฐบาลชี้ถึงความพยายามที่จะจัดการกับวิกฤตโควิดและมุ่งที่จะแก้ปัญหาเศรษฐกิจหลายช่องทาง แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่าจากวันนี้ไปจนถึงปลายปี ความยากลำบากของการเผชิญ วิกฤตเศรษฐกิจและปัญหาโควิตจะยังคงอยู่ต่อไป การดำรงตนในกระแสวิกฤตอย่างประมาท-ละเลยเรื่องความปลอดภัยจึงไม่ควรเกิดขึ้น เพราะหายนะต่อสุขภาพและเศรษฐกิจจะเกิดขึ้นได้ไม่ยาก!

การจัดการตัวเองในการอยู่ร่วมสังคมในท่ามกลางวิกฤตให้ปลอดภัย จำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องไม่ตื่นตระหนกเกินไป ดูแลตัวเองให้ปลอดภัยตามมาตรการเฝ้าระวังตามพื้นฐานอย่างเคร่งครัด เว้นระยะกับทุกคน ไม่พาตัวเองเข้าไปในสถานที่สุ่มเสี่ยง ตระหนักถึงการเฉลี่ยทุกข์เฉลี่ยสุขแบ่งปันกันกับสังคมรอบตัว มุ่งพึ่งตัวเองทางเศรษฐกิจให้ได้มากที่สุดนานที่สุด รับฟังข่าวสารที่ถูกต้องไม่สร้างภาระให้กับสังคมมากขึ้นไปอีก ยืนระยะอยู่ให้ได้ การ์ดอย่าตก ดำเนินชีวิตประจำวันไปตามที่สภาพแวดล้อมที่เอื้ออำนวย การจัดการพื้นๆ ง่ายๆ เยี่ยงนี้ก็จะช่วยตัวเองและสังคมได้มากมายทีเดียวในยามวิกฤตนี้! คงได้สัมผัสกับโอกาสดีๆ ที่รออยู่ข้างหน้าแน่ เอาใจช่วยทุกคนทุกกลุ่มให้ฝ่าวิกฤตนี้ไปอย่างปลอดภัยด้วยกัน

 

 

 

เรื่อง : Apichartology


อ่านข้อเขียนกับแนวคิดช่วยฝ่าวิกฤตโควิด-19 นี้ไปได้ด้วยกำลังใจและสติ 

รำลึก 28 ปี วันละสังขาร ‘ท่านพุทธทาสภิกขุ’ ด้วยธรรมะปรับใจ สู้วิกฤตโรคระบาดได้อย่างมีสติ

รวมพลังแพทย์และโซเชียล ดัน #ฉีดPfizerให้บุคลากรการแพทย์ เป็นเรื่องจริง ไม่ใช่แค่ เทรนด์ทวิตเตอร์

ดร.ทีปัก โจปรา แชร์เคล็ดลับดูแลกายใจ ให้พร้อมฝ่าวิกฤตการระบาดระลอกใหม่