การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ส่งผลกระทบต่อห่วงโซ่มูลค่าโลก (Global value chains) แต่ไม่ใช่ผลเสียอย่างที่ใครหลายคนคิด เพราะปรากฎการณ์นี้นำไปสู่การสร้างห่วงโซ่อุปทานที่มีความหลากหลายมากขึ้น จากการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของผู้บริโภค ทำให้อุตสาหกรรมไทยยิ่งมีส่วนร่วมในห่วงโซ่คุณค่าโลกมากขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งอุตสาหกรรมปลายน้ำจะได้รับประโยชน์จากการเชื่อมโยงนี้มากขึ้นด้วยเช่นกัน และหนึ่งในอุตสาหกรรมที่ไทยมีศักยภาพและมีความได้เปรียบในการแข่งขันคืออุตสาหกรรมอาหาร เพราะ อาหารไทย อาหารโลก ไปในทิศทางเดียวกันนั่นเอง
เพราะที่ผ่านมา ประเทศไทยเป็นผู้ผลิตและส่งออกสินค้าอาหารรายใหญ่ของโลก โดยในปี 2563 ไทยส่งออกสินค้าอาหารมูลค่าทั้งสิ้น 980,703 ล้านบาท มีส่วนแบ่งในตลาดโลกคิดเป็นร้อยละ 2.322
อย่างไรก็ดี การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 มีส่วนทำให้การส่งออกสินค้าอาหารของไทยได้รับผลกระทบจากหลายปัจจัย ทั้ง การขาดแคลนตู้คอนเทนเนอร์ ต้นทุนการขนส่งที่สูงขึ้น และเงินบาทแข็งค่า ดังนั้น เพื่อผลักดันและขับเคลื่อนการส่งออกสินค้าอาหารของไทย กระทรวงพาณิชย์ หน่วยงานหลักที่รับผิดชอบด้านการส่งเสริมการส่งออกสินค้าไทย จึงได้นำเสนอแผนยุทธศาสตร์ ‘อาหารไทย อาหารโลก’ ขึ้น ตั้งแต่ในปี 2563 และได้รับการนำมาปรับใช้อย่างต่อเนื่องจนถึงปี 2564 นี้

จากผลสำรวจล่าสุดพบว่าสินค้าอาหารที่มีโอกาสในการขยายตลาดส่งออกได้เพิ่มขึ้น ได้แก่ อาหารฮาลาล อาหารมังสวิรัติ อาหารออร์แกนิก อาหารฟังก์ชั่น อาหารผู้สูงอายุและผู้ป่วย ซึ่งอาหารเหล่านี้ กำลังเป็นที่ต้องการและเป็นเทรนด์ใหม่ของโลก ผู้ผลิตและผู้ส่งออกควรจะให้ความสำคัญในการศึกษาแนวโน้มตลาด และวางแผนในการทำตลาดส่งออกเพิ่มขึ้น
ศักยภาพของผู้ผลิตไทย ในการบุกตลาดอาหารฮาลาลโลก ประกาศก้อง อาหารไทย อาหารโลก
สำหรับปัจจัยที่สนับสนุนการเติบโตของ ตลาดอาหารฮาลาลโลก มาจากจำนวนประชากรและศักยภาพทางเศรษฐกิจของกลุ่มประเทศมุสลิม เป็นหลัก
โดยการศึกษาของ Pew Research Center พบว่า ระหว่างปี 2553–2593 ประชากรที่นับถือศาสนาอิสลามมีแนวโน้มเติบโตเร็วกว่าศาสนาอื่นๆ และคาดว่าจะมีจำนวนเพิ่มขึ้นร้อยละ 73 เป็น 2.8 พันล้านคนในปี 2593 คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 29.67 ของประชากรโลกทั้งหมด ขณะที่ DinarStandard ระบุว่าในปี 2562 ชาวมุสลิมจะมีการใช้จ่ายสำหรับอาหารฮาลาลทั้งสิ้น 1.17 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ ตลาดฮาลาลจึงเป็นตลาดที่มีศักยภาพและน่าสนใจ
ทั้งนี้ ในปัจจุบันไทยยังเป็นผู้ผลิตและผู้ส่งออกอาหารฮาลาลรายสำคัญของโลก โดยมีการส่งออกสินค้าอาหารฮาลาล ทั้งในกลุ่มประเทศอาเซียน อย่างตลาดอินโดนีเซีย มาเลเซีย และบรูไน รวมทั้งตลาดตะวันออกกลาง (Middle East) ซึ่งเป็นตลาดขนาดใหญ่ มีประชากรเป็นชาวมุสลิมจำนวนมาก โดยในปี 2562 ที่ผ่านมา ไทยส่งออกสินค้าอาหารไปยังประเทศกลุ่มตะวันออกกลาง คิดเป็นร้อยละ 3.2 ต่อสัดส่วนการส่งออกสินค้าอาหารทั้งหมดของไทย

สำหรับสินค้าฮาลาลประเภทต่างๆ ที่ได้รับการยอมรับอย่างมากจากผู้บริโภคภายในประเทศและตลาดโลก มีหลากหลาย ทั้ง ไก่ กุ้ง ทูน่ากระป๋อง ข้าว ผลไม้สดและแห้ง ผักสดแช่เย็นและแช่แข็ง ของขบเคี้ยว อาหารสำเร็จรูป frozen food, ready to eat food เครื่องสำอาง แฟชั่น เป็นต้น โดยกลุ่มสินค้าอาหารที่ส่งออกไปยังประเทศมุสลิมมากที่สุด คือ ข้าว น้ำตาลทราย อาหารทะเล กระป๋องและแปรรูป ผลิตภัณฑ์มันสำปะหลัง ผลไม้กระป๋องและแปรรูป ตามลำดับ
จุดเด่นของอาหารฮาลาล Made in Thailand อยู่ที่ มาตรฐานการผลิตที่ได้รับการยอมรับตามบทบัญญัติศาสนาอิสลาม มีข้อกำหนดที่มาของวัตถุดิบ ส่วนผสม กรรมวิธีการผลิต กระบวนการเพาะปลูกการเพาะเลี้ยง และการปฏิบัติของบุคลากรในกระบวนการผลิตอย่างเคร่งครัด เพื่อให้ปลอดภัยจากสิ่งต้องห้าม โดยได้รับการตรวจสอบและรับรองเครื่องหมายฮาลาลจากสำนักงานคณะกรรมการกลางอิสลามแห่งประเทศแล้ว
นอกจากนี้ เพื่อความปลอดภัยของผู้บริโภคและเป็นการสร้างความเชื่อมั่นให้กับคู่ค้าทั่วโลกในยุคโควิด-19 กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศได้บูรณาการกับภาครัฐและภาคเอกชนที่เกี่ยวข้อง ยกระดับกระบวนการผลิต ด้วยการออกมาตรการป้องกันการปนเปื้อนเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) อย่างรอบด้าน โดยมาตรการดังกล่าวก็เช่น
ผู้ประกอบการ และ Supplier ที่เกี่ยวข้องกับการจัดส่งวัตถุดิบจากเรือ หรือท่าเรือ เพิ่มความเข้มข้นในการลดความเสี่ยงจากการปนเปื้อนมากับวัตถุดิบ Ingredient และภาชนะบรรจุ โรงงานผู้ผลิตต้องมีการควบคุมกระบวนการผลิตที่เข้มงวด
วางมาตรการในการขนส่ง ให้ทำความสะอาดและฆ่าเชื้อภายในตู้คอนเทนเนอร์ การควบคุมสุขอนามัยของพนักงานและสิ่งแวดล้อมในโรงงาน ตั้งแต่สถานที่และอาคารผลิต ระบบสุขาภิบาล การเคร่งครัดในการทำความสะอาด
เจาะกลุ่มรักสุขภาพ ด้วยอาหารมังสวิรัติ
อาหารมังสวิรัติ เป็นกลุ่มสินค้าอาหารที่กำลังเป็นเทรนด์ในสังคมยุคปัจจุบัน เพราะผู้บริโภคหันมาให้ความสำคัญกับการรักษาสุขภาพและสิ่งแวดล้อมมากขึ้น โดยเฉพาะผู้บริโภคทางฝั่งตะวันตก ที่มีการรับประทานมังสวิรัติทั้งแบบกลุ่ม Vegetarians ซึ่งเป็นกลุ่มที่ไม่รับประทานเนื้อสัตว์ แต่ยังคงรับประทานนม เนย ชีส และไข่ได้ตามปกติ และกลุ่ม Vegans ที่ไม่บริโภคเนื้อสัตว์และอาหารที่เบียดเบียนสิ่งมีชีวิตใด
จากการสำรวจของ Euromonitor’s Health and Nutrition Survey พบว่า ในปี 2563 ผู้บริโภคที่เป็น Vegetarians และ Vegans คิดเป็นร้อยละ 4 และร้อยละ 6 ของประชากรโลกตามลำดับ และจากสถิติดังกล่าว แม้ว่าตลาดอาหารมังสวิรัติจะไม่ได้ใหญ่นัก แต่ถือว่าเป็นตลาดที่น่าสนใจ เนื่องจากมีแนวโน้มเติบโตขึ้นต่อเนื่องทุกปี อีกทั้งยังเป็นตลาดเฉพาะ (Niche Market) ที่ผู้บริโภคมีกำลังซื้อสูง
ส่วนข้อมูลจาก The Vegan Society ก็ได้ยืนยันว่า มีผู้ปรับเปลี่ยนมาเป็นชาววีแกนจากทั่วโลกเพิ่มสูงมากถึง 987% จากปี 2560 โดยในปี 2561 ยอดขายของอาหารวีแกนเติบโตสูงถึง 14,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ นอกจากนี้บริษัทวิจัยตลาด Markets and Markets ได้คาดการณ์อีกว่า ตลาดวีแกนจะเติบโตขึ้นสูงถึง 200,000 ล้านบาทภายในปี 2566
โดยปัจจุบันพบว่าแนวโน้มการบริโภคอาหารมังสวิรัติในสหราชอาณาจักรที่มีประชากรชาววีแกนมากที่สุดในโลก มีจำนวนเพิ่มขึ้นมากกว่า 350% ในช่วง 10 ปี ที่ผ่านมา ขณะที่ประชากรมังสวิรัติในยุโรปอยู่ใน เยอรมนี และสเปน ตามลำดับ
รวมทั้งตลาดในสหรัฐอเมริกาและแคนาดา ที่มีประชากรวีแกนมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นทุกปี ซึ่งจากการสำรวจและวิเคราะห์ของบริษัทที่ปรึกษาด้านการตลาด Fior Markets พบว่า ตลาดสำหรับสินค้าอาหารสำเร็จรูปแบบวีแกนกำลังเติบโตขยายตัวอย่างมาก โดยคาดว่าจะมีมูลค่าตลาดสูงถึง 15,000 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ในปี 2026

ไม่ใช่แค่ในโลกตะวันตก แต่เทรนด์วีแกนประเทศในทวีปเอเชียเองก็เติบโตรวดเร็วไม่แพ้ฝั่งตะวันตก โดยเฉพาะประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เนื่องจากประเทศส่วนใหญ่เป็นประเทศเกษตรกรรม มีพืชเศรษฐกิจและวัตถุดิบสำคัญสำหรับการทำอาหารมังสวิรัติพร้อมสรรพ
โดยปัจจัยสำคัญที่ทำให้ตลาดอาหารวีแกนขยายตัวเพิ่มขึ้น มาจากการขยายตัวของกลุ่มผู้บริโภควีแกนด้วยเหตุผลต่างๆ อาทิ เพื่อสุขภาพ เพื่อสิ่งแวดล้อม หรือต่อสู้เพื่อสิทธิสัตว์ รวมไปถึงกลยุทธ์การเจาะตลาดแบบเฉพาะเจาะจงผ่านทางสื่อ อินเตอร์เน็ต และโซเชียลมีเดีย
จากผลสำรวจของบริษัทวิจัยการตลาดระดับโลกอย่าง Mintel ก็ได้พบว่าประชาชนเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มีชาววีแกนหน้าใหม่เพิ่มขึ้นถึง 440% ในช่วงระยะเวลาเพียง 4 ปี ตั้งแต่ 2555 – 2559 ในขณะเดียวกันประเทศไทยก็มีอัตราการเติบโตของการบริโภคอาหารมังสวิรัติอย่างต่อเนื่อง โดยในปี 2562 ประเทศไทยมีประชากรวีแกนสูงถึง 2.3 ล้านคน
ด้วยความแรงของกระแสวีแกนที่นับวันจะขยายตัวมากขึ้น และตลาดเนื้อมังสวิรัติหรือเนื้อวีแกนซึ่งไม่เพียงแต่จะดึงดูดผู้บริโภคที่เป็นมังสวิรัติเท่านั้น แต่ยังรวมถึงผู้บริโภคอื่นๆ ที่ใส่ใจต่อสุขภาพหรือสิ่งแวดล้อมด้วย กลุ่มวีแกนจึงเป็นผู้บริโภคอีกกลุ่มหนึ่งที่น่าสนใจสำหรับผู้ประกอบการ ที่ต้องการขยายตลาดสินค้าเฉพาะกลุ่ม (Niche Market) เพื่อหลีกเลี่ยงการแข่งขันในตลาดสินค้าทั่วไป (Mass Market) ที่สูงขึ้นทุกวัน
ผู้ประกอบการไทยจึงควรติดตามกระแสความเปลี่ยนแปลงของพฤติกรรมผู้บริโภคมังสวิรัติ เพื่อประโยชน์ในการเพิ่มโอกาสทางธุรกิจ ผ่านการใช้วัตถุดิบที่หลากหลายของไทยในการปรุงแต่งอาหารวีแกน และรังสรรค์เมนูซึ่งมีรสชาติแปลกใหม่ให้สามารถทดแทนการบริโภคเนื้อสัตว์ ให้สามารถตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคได้
แม้ว่ากลุ่มผู้บริโภคอาหารประเภทวีแกนและมังสวิรัติยังมีขนาดไม่ใหญ่มาก แต่ก็มีแนวโน้มเติบโตขึ้นต่อเนื่องทุกปี ที่สำคัญมีความพร้อมจ่ายเงินเพิ่มขึ้นสำหรับสินค้าโดยที่ไม่ได้ขึ้นอยู่กับปัจจัยด้านรายได้ นับเป็นโอกาสตลาดที่น่าสนใจอย่างยิ่ง
ตลาดอาหารฟังก์ชั่น (Functional Food) อีกหนึ่งทางสดใส ส่ง อาหารไทย ไปอาหารโลก
ในเว็บไซต์ของ สถาบันอาหาร ได้ให้นิยามของ “อาหารฟังก์ชัน” (Functional Food) ไว้ว่าหมายถึง ผลิตภัณฑ์อาหารที่เมื่อบริโภคเข้าสู่ร่างกายแล้ว จะสามารถทำหน้าที่อื่นๆ ให้กับร่างกายนอกเหนือจากความอิ่มและรสสัมผัส (ความอร่อย) โดยต้องให้คุณค่าทางอาหารที่จำเป็น เพื่อประโยชน์ทั้งในด้านการปรับปรุงระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย ปรับปรุงระบบและสภาพการทำงานของร่างกาย ชะลอการเสื่อมโทรมของอวัยวะต่างๆ บำบัดหรือลดอาการของโรคที่เกิดจากความผิดปกติของร่างกาย โดยสามารถแบ่งเป็น
กลุ่มอาหารที่มีการแต่งเติมสารอาหาร หรือลดสารอาหารที่เป็นประโยชน์น้อย เพื่อให้มีผลต่อการสร้างเสริมสุขภาพ สามารถบริโภคเป็นอาหารประจำวันโดยไม่มีข้อจำกัดเหมือนยา (ไม่อยู่ในรูปแคปซูลหรือผง) เช่น อาหารและเครื่องดื่มที่เสริมด้วยวิตามินหรือแร่ธาตุต่างๆ ไข่ไก่เสริมโอเมก้า-3 นมผงผสมสารอาหารที่จำเป็นสำหรับทารก รวมถึงอาหารที่มีส่วนผสมของสมุนไพร จำพวกโสม เห็ดต่างๆ งา เป็นต้น
กลุ่มอาหารที่แปรรูปจากวัตถุดิบธรรมชาติที่มีคุณสมบัติเฉพาะที่ส่งผลดีต่อร่างกาย เช่น ถั่วเหลือง กระเทียม ชา มะเขือเทศ โยเกิร์ต โดยไม่ได้เพิ่มหรือลดสารอาหารอื่นๆ
ว่ากันว่าในปี 2562 ตลาดอาหารฟังก์ชันในประเทศไทยมีมูลค่า 69,459 ล้านบาท โดยช่วง 5 ปีที่ผ่านมาเติบโตเฉลี่ย ร้อยละ 5.5 ต่อปี ซึ่งอัตราการเติบโตนี้มีปัจจัยสนับสนุนจากพฤติกรรมผู้บริโภคที่ให้ความสำคัญต่อคุณภาพชีวิต เลือกรับประทานอาหารที่ดีและมีประโยชน์ต่อสุขภาพ ขณะเดียวกันภาครัฐมีการรณรงค์ให้คนไทยหันมาใส่ใจดูแลสุขภาพเพื่อลดความเสี่ยงต่อการเกิดโรคภัยต่างๆ โดยเฉพาะกลุ่มโรคไม่ติดต่อเรื้อรังหรือ NCDS (Non-Communicable diseases)

ยิ่งในยุคนี้ ที่ทุกคนต้องให้ความสำคัญกับการดูแลสุขภาพของตนเองและคนรอบข้างให้แข็งแรง เพื่อสร้างภิต้านทานสู้ไวรัสโควิด-19 ที่กำลังระบาดอย่างหนักหน่วงในตอนนี้ อาหารฟังก์ชัน ยิ่งเป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่ผู้บริโภคหลายคนทั้งในประเทศและต่างประเทศให้ความสนใจ
นอกจากนี้ ผู้ประกอบการเองก็มีการพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ ออกมาอย่างต่อเนื่อง เพื่อตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคที่ต้องการคุณประโยชน์ที่หลากหลายจากอาหารนั้นๆ โดยประเภทผลิตภัณฑ์ที่มีการขยายตัวสูงในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา ได้แก่
ขนมปังเติบ โตเฉลี่ยร้อยละ 12.1
บิสกิตและสแน็กบาร์เติบโตเฉลี่ยร้อยละ 10.7
โดยอาหารทั้ง 2 ประเภทนี้ เป็นผลิตภัณฑ์ที่ผู้บริโภคนิยมเลือกรับประทานเป็นอาหารเช้าและอาหารว่าง ซึ่งให้พลังงานและไม่สร้างแคลอรี่สะสมให้ร่างกายด้วย
สำหรับตลาดอาหารฟังก์ชันในระดับโลกนี้ ถือว่ายังมีช่องว่างอีกมากให้ผู้ผลิตชาวไทยไปหาโอกาส แต่ยังเป็น “ตลาดเฉพาะกลุ่ม” ตอบโจทก์พฤติกรรมผู้บริโภคเฉพาะกลุ่ม ต่างจากตลาดอาหารทั่วไป ที่ส่วนใหญ่เป็นตลาดเน้นปริมาณ ดังนั้น ฟังก์ชั่นนัล ฟูดส์ จึงเป็นโอกาสของ SMEs ที่เจาะตลาดซึ่งรายใหญ่ยังเข้าไม่ถึง และยังไม่มีผู้ประกอบการรายใดเป็นผู้นำตลาดอย่างชัดเจน

อย่างไรก็ดี ในการก้าวเข้าสู่ตลาดนี้ ผู้ประกอบการต้องพิจารณาเทรนด์ตลาดในแต่ละกลุ่มด้วย โดยพบว่าความเต็มใจที่จะจ่าย ของผู้บริโภคมีแตกต่างกันในแต่ละผลิตภัณฑ์ สะท้อนจากความต่างของราคาผลิตภัณฑ์ที่เป็น ฟังก์ชั่นนัล ฟูดส์ ที่สูงกว่าอาหารทั่วไป
ขณะที่ในไทย ฟังก์ชั่นนัล ฟูดส์ ( Functional Foods) หมวดที่น่าจับตามอง ส่วนใหญ่ยังสอดคล้องกับเทรนด์ในต่างประเทศ ได้แก่ กลุ่มที่ให้พลังงาน กลุ่มควบคุมน้ำหนัก และกลุ่มเสริมภูมิคุ้มกัน ส่วนหนึ่งมาจากผู้บริโภคไทยในปัจจุบันมีความเข้าใจมากขึ้นเกี่ยวกับวิธีการดูแลสุขภาพตัวเอง โดยเฉพาะในการควบคุมน้ำหนัก และการออกกำลังกาย
และในอนาคตจะมีผลิตภัณฑ์ ฟังก์ชั่นนัล ฟูดส์ใหม่ๆ ออกสู่ตลาดอย่างต่อเนื่อง เพื่อตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ซึ่งปรากฎการณ์นี้จะส่งผลให้ อาหารฟังก์ชันแต่ละประเภทมีวงจรชีวิตของแต่ละผลิตภัณฑ์ที่ออกสู่ตลาดอาจไม่ยาวนัก
ผู้ประกอบการจึงต้องให้ความสำคัญกับการทำ R&D พัฒนาผลิตภัณฑ์อย่างจริงจังและต่อเนื่องคือเคล็ดลับในการยึดครองตลาด ฟังก์ชั่นนัล ฟูดส์ ได้อย่างยั่งยืน
อ้างอิง :
- บทความเรื่อง “ชูแผนงาน อาหารไทย อาหารโลก ผลักดันการส่งออก” จาก TPSO Journal เดือนมิถุนายน 2564
- เอกสารให้ความรู้เรื่อง “อาหารฟังก์ชัน (Functional Food) ในประเทศไทย” จากเว็บไซต์ สถาบันอาหาร
- บทความเรื่อง ““Functional Foods” ตลาดนี้ โตได้อีกถ้ารู้ ‘เทรนด์’” จากคอลัมน์ SME Startup เผยแพร่ในเว็บไซต์ bangkokbanksme.com
- บทความเรื่อง “สนค.ชี้ “อาหารฮาลาล-มังสวิรัติ-ออร์แกนิก-ฟังก์ชัน” กำลังเป็นเทรนด์สำคัญของโลก” จากเว็บไซต์ tpso.moc.go.th
รู้เทรนด์ล่วงหน้า เพื่อวางแผนการทำธุรกิจตอบโจทย์ได้ตรงกลุ่มเป้าหมาย คลิกอ่านบทความเหล่านี้ต่อเลย
อัปเดต เทรนด์ ‘AGTECH’ สำคัญ ที่ เกษตรกรยุคใหม่ (Smart Farmer) ไม่รู้ไม่ได้
เปิดเส้นทางพา อุตสาหกรรม Bioplastics ไทย ตอบรับการขยายตัวของ เทรนด์รักษ์โลก ให้ทันเวลา
Google Search ชี้ เทรนด์การท่องเที่ยวโลก ที่เปลี่ยนไปเพราะโควิด












