จากเทรนด์ด้านการทำงานที่เปลี่ยนไป เพราะวิกฤตโรคระบาดครั้งใหญ่ที่เราต้องเผชิญกันอยู่นี้ ทำให้บริษัทหลายแห่งได้ปรับรูปแบบองค์กรเพื่อรองรับ เทรนด์ Hybrid working หรือการทำงานแบบไฮบริดมากขึ้น โดยกว่า 50% ขององค์กรในปัจจุบันได้เปลี่ยนแปลงการจัดสรรงบประมาณใหม่เพื่อลงทุนในอุปกรณ์ที่เป็นโซลูชั่น เพื่อให้ตอบโจทย์ทั้งการดิสรัปของเทคโนโลยี ดิจิทัล และไลฟ์สไตล์การทำงานที่ต้องเปลี่ยนไป
ด้วยเหตุนี้เอง ทำให้ธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับสินค้าเทคโนโลยี แกดเจ็ต (Gadget) และโมบายดีไวซ์ (Mobile Device) จำเป็นต้องปรับเปลี่ยนแผนกลยุทธ์ครั้งใหญ่ เพื่อพัฒนา คิดค้น และนำเสนออุปกรณ์ เครื่องมือ ที่ตอบโจทย์ความต้องการทั้งของผู้ใช้และองค์กรธุรกิจ
โดยหนึ่งในอุปกรณ์ที่เป็นหัวใจสำคัญของการทำงานตามเทรนด์ Hybrid Working คือ โมบายดีไวซ์ ที่ไม่ใช่แค่ต้องตอบโจทย์การทำงานในภาคธุรกิจและอุตสาหกรรมที่หลากหลายเท่านั้น แต่ต้องมีความทนทาน และมีฟีเจอร์ที่โดนใจคนทำงานในทุกสาขาอาชีพด้วย

วันนี้เราจึงขอหยิบเอา Case study จากการพัฒนา โมบายดีไวซ์ของ บริษัท ไทยซัมซุง อิเลคโทรนิคส์ จำกัด ว่าการสร้างสรรค์อุปกรณ์สื่อสารที่จะสามารถตอบโจทย์การทำงานตามเทรนด์ Hybrid Working นั้น ต้องประกอบด้วยอะไรบ้าง
ประโยชน์ที่จับต้องได้ ของการมี โมบายดีไวซ์ ตระกูล Rugged Device ที่ดี และตอบโจทย์ เทรนด์ Hybrid Working
จากงานเปิดตัว Rugged Device รุ่นล่าสุดอย่าง Samsung Galaxy XCover 5 ดร.มารุต มณีสถิตย์ ผู้อำนวยการกลุ่มธุรกิจลูกค้าองค์กร ธุรกิจโทรคมนาคมและไอที บริษัท ไทยซัมซุง อิเลคโทรนิคส์ จำกัด กล่าวว่า
“จากเทรนด์ด้านการทำงานที่เปลี่ยนไป ทำให้บริษัทหลายแห่งได้ปรับรูปแบบองค์กรเพื่อรองรับการทำงานแบบไฮบริดมากขึ้น โดยกว่า 50% ขององค์กรในปัจจุบันได้เปลี่ยนแปลงการจัดสรรงบประมาณใหม่เพื่อลงทุนในโมบายดีไวซ์เพิ่มขึ้น ส่งผลให้ตลาดกลุ่มธุรกิจลูกค้าองค์กรเติบโตขึ้นอย่างก้าวกระโดดตั้งแต่ช่วงปีที่ผ่านมา”
“พร้อมทั้งยังมีแนวโน้มที่จะเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องในอนาคต โดยจากผลการสำรวจของ IDC ในเอเชียแปซิฟิกคาดการณ์ว่าจำนวนพนักงานที่ทำงานแบบไฮบริดจะพุ่งสูงถึง 25% หลังจากที่การฉีดวัคซีนดำเนินการเสร็จสิ้น ซึ่งเทียบจากเดิมที่มีเพียง 19% เท่านั้น”

“ในครึ่งปีแรกของปี 2564 กลุ่มธุรกิจลูกค้าองค์กรของซัมซุง ประเทศไทยยังคงครองความเป็นหนึ่งในผู้นำตลาดด้วยยอดจำหน่ายที่เพิ่มขึ้นถึง 15% เมื่อเทียบกับปี 2563 โดยเมื่อแบ่งตามประเภทผลิตภัณฑ์จะพบว่ายอดจำหน่ายส่วนใหญ่มาจากกลุ่ม Rugged Device ที่เพิ่มขึ้นถึง 65%”
โดย ดร.มารุต ได้ให้คำนิยามเพิ่มเติม ในเรื่องของ Rugged Device ซึ่งล่าสุดมีข้อมูลทางสถิติยืนยันว่ามูลค่าตลาดของสินค้ากลุ่มนี้ในประเทศไทยสูงถึง 73 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 2,000 ล้านบาท ว่า
“Rugged Device คืออุปกรณ์ที่มีความทนทานสูง ถูกนำไปใช้งานในบางธุรกิจและบางอาชีพ โดยเฉพาะกลุ่มที่ต้องการความแข็งแกร่ง และทนทานเป็นพิเศษ เช่นวิศวกร สถาปนิก ใช้ในโรงงานผลิต ใช้ในกิจการทางทหาร หรือใช้ในโรงพยาบาล”
“สำหรับสินค้าในกลุ่มนี้จะมีตั้งแต่คอมพิวเตอร์ โทรศัพท์มือถือ แท็บเล็ต และอื่นๆ ส่วนคุณสมบัติแข็งแกร่งที่จำเป็นต้องมีในอุปกรณ์ประเภทนี้ มีตั้งแต่สามารถหล่นได้สูง 1.5 ม. แล้วใช้งานต่อได้ ทนอากาศร้อนหนาว กันน้ำได้ และต้องตอบโจทย์บางวัตถุประสงค์การใช้งานได้ เช่น ใช้ได้ขณะสวมถุงมือยาง เป็นต้น”
และนอกเหนือจากคุณสมบัติเฉพาะที่เน้นความทนทานแล้ว ในยุคนี้ Rugged Device จะต้องเป็นอุปกรณ์ที่เป็นโซลูชั่น ตอบโจทย์การทำงานตามเทรนด์ Hybrid Working ที่ประกอบด้วย การทำงานในออฟฟิศ การทำงานที่บ้าน และการทำงานในไซต์งาน นอกสถานที่ หรือ Working on site ด้วย

“ทาง ไทยซัมซุง อิเลคโทรนิคส์ ได้ทำการสำรวจข้อมูลที่ยืนยันจากงานวิจัยของ IDC ในต่างประเทศ ที่ได้ศึกษาเปรียบเทียบว่า การทำงานช่วงก่อนวิกฤตโควิด ขณะที่อยู่ในสถานการณ์โควิด และภายหลังจากวิกฤตโควิดคลี่คลาย วิธีการทำงานของเราจะเปลี่ยนไปหรือไม่ ก็พบว่าในช่วงที่เราอยู่ในสถานการณ์โควิดระบาด การทำงานที่บ้านและการทำงานที่ไซต์งานสำหรับอาชีพต่างๆ มีอัตราเพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด”
“ทั้งยังมีการยืนยันว่าแม้จะหมดโควิดไปแล้ว การทำงานที่บ้านและในไซต์งานก็จะไม่ลดลง เพราะมีการพิสูจน์ด้วยการปฏิบัติงานจริแงแล้วว่า การทำงานแบบไฮบริดนี้ไม่ได้ทำให้ประสิทธิภาพและประสิทธิผลในการทำงานลดลงจากแต่ก่อนที่ทำงานในออฟฟิศเลย”
“นอกจากนั้น เมื่อเราเผชิญกับวิกฤตโรคระบาดที่เกิดขึ้น แน่นอนว่าเศรษฐกิจเราก็เริ่มถดถอยลงอย่างเห็นได้ชัด แต่เราก็ยังคงมีความเชื่ออย่างแรงกล้าว่า ด้วยเทคโนโลยีไอทีและเทคโนโลยีการสื่อสารคมนาคมยุคใหม่นี้ จะเข้ามามีบทบาทอย่างมากและทำให้การฟื้นฟูของเศรษฐกิจเกิดขึ้นได้อย่างงรวดเร็วขึ้น”
“การเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในช่วงที่เกิดการระบาดของโควิด-19 จะเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมในการดำเนินชีวิตของพวกเราไปอย่างน้อยเกิน 50 เปอร์เซ็นต์ แต่อย่างไรก็ตาม การเปลี่ยนแปลงที่มีประสิทธิภาพนั้น ก็ต้องพึ่งพาเทคโนโลยีที่เหมาะสมและมีคุณภาพเป็นสำคัญ”

“โดยเราต้องยอมรับว่าอุปกรณ์ที่เราใช้เข้าถึงข้อมูลต่างๆในปัจจุบันนั้นอยู่ในโทรศัพท์มือถือ แท็บเล็ต และอุปกรณ์สื่อสารโทรคมนาคมหลากหลายรูปแบบ และเมื่ออุปกรณ์เหล่านี้ได้รับการนำมาใช้มากขึ้น ผมขอแนะนำแนวทางการใช้ที่เหมาะสมไว้ 3 เรื่องที่ทุกคนควรนำไปปฏิบัติ นั่นคือ
เข้าถึงได้ทุกที่ทุกเวลา Accessibility from anywhere คือ โมบายล์ดีไวซ์นั้นสามารถติดต่อกับอินเทอร์เน็ต หรือ เน็ทเวิร์คของบริษัทได้ทุกที่ทุกเวลา
มีระบบความปลอดภัยในเชิงไอทีที่ได้มาตรฐาน Ongoing Security โดยตัวโมบายล์ดีไวซ์นั้นต้องมีเทคโนโลยีในตัวเอง นอกจากนั้นเวลานำไปใช้งานต้องใช้งานได้หลากหลาย บน Security Platform ที่เชื่อถือได้ และใช้บริการได้อย่างลื่นไหล ไร้รอยต่อ หรือ Seamless Technology
อุปกรณ์นั้นต้องสามารถจัดการได้จากระยะไกล Overall Manageability สามารถจัดการระบบได้แบบองค์รวมจากศูนย์กลาง และจากหน่วยงานไอทีของแต่ละหน่วยงานได้
เจาะองค์ประกอบ ส่งให้ โมบายล์ดีไวซ์ เป็นตัวช่วยติดปีกให้ทุกอุตสาหกรรมโตได้อย่างต่อเนื่อง
ส่วนใครที่สงสัยต่อว่า เทรนด์เทคโนโลยีที่เป็น Background ทำให้อุปกรณ์โมบายล์ดีไวซ์ นี้ เข้าถึงข้อมูลได้ คืออะไร ดร.มารุต ได้ตอบคำถามเพื่อให้ความรู้ในประเด็นนี้ด้วย นั่นคือ
Connectivity ที่เกิดขึ้นได้เพราะ สัญญาณ 5G และ WIFI6 รวมถึง IoT ต่างๆ
AI หรือ ปัญญาประดิษฐ์ ที่ทำให้สามารถเข้าถึงข้อมูลได้ผ่าน Location based รวมถึงการทำ Intent-based networking ในลักษณะของการทำงานเป็นกลุ่ม อย่าง Video Conference
Password less การเข้าถึงเทคโนโลยีที่รวดเร็ว โดยในปัจจุบันนี้ เป็นการเข้าถึง โดยใช้ Biometrics ไม่ว่าจะเป็น การเข้าถึงด้วยลลายนิ้วมือ หรือการสแกนใบหน้า
การใช้เทคโนโลยีที่อยู่บนคลาวด์ Cloud ที่สามารถจัดการการเข้าใช้บริการแอปพลิเคชันผ่านทาง Micro services ที่มีการต่อเชื่อมยูนิตเล็กๆเข้าด้วยกัน ก่อให้เกิดความประหยัดและการพัฒนาที่รวดเร็วมากขึ้น

เมื่อรวมองค์ประกอบทั้งหมดทางเทคโนโลยีที่กล่าวมานี้แล้ว จะทำให้เกิดโอกาสของหน่วยงาน ที่เป็น Corporates หรือ B2B คือ
การปรับเปลี่ยนองค์กรด้วย Digital transformation ที่ในตอนนี้ต้องเกิดขึ้นในทุกที่ ทุกองค์กร ที่หลีกเลี่ยงต่อไปอีกไม่ได้แล้ว ไม่ทางเลือกเหมือนอย่างเมื่อประมาณ 5 ปีที่แล้วอีกแล้ว
การทำงานเป็นกลุ่ม เป็นเครือข่าย ร่วมมือกัน ในรูปแบบของ Collaboration
การสื่อสารด้วยอุปกรณ์เครื่องมือ และเทคโนโลยีต่างๆต้องใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพจริงๆ และมีความปลอดภัย โดยเฉพาะการต้องนำไปใช้ในงานใน Field หรือ ไซต์งาน ที่ต้องทำนอกสถานที่ ตามแนวทาง Experience and Safety in ruggedized environment
การทำงานด้วยแอปพลิชันที่อยู่บนโมบายล์ดีไวซ์ ต้องเกิดขึ้นอย่างมีประสิทธิภาพ และเกิดประโยชน์อย่างเป็นรูปธรรม
มาถึงอุตสาหกรรม ที่จะได้รับประโยชน์จากการมีโมบายล์ดีไวซ์ ที่มีประสิทธิภาพ ตามที่ ดร.มารุต ได้กล่าวมา ซึ่งผู้บริหารท่านนี้ได้ให้ข้อมูลในเรื่องนี้เพิ่มเติมว่า
“มีอุตสาหกรรมมากมายและหลากหลายที่ได้รับประโยชน์จากการพัฒนาและการเติบโตของเทคโนโลยีและโมบายล์ดีไวซ์นี้
Banking, Finance, Security Insurance กิจการธนาคาร การเงิน แลละประกันชีวิต
Retail Manufacturing อุตสาหกรรมค้าปลีก และโรงงานการผลิต ที่ปรับเอา 5G มาใช้ในการผลิตเพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุด อย่างการปรับใช้ระบบอัตโนมัติหรือโรบอตเข้ามาเพื่อเพิ่มผลิตภาพ หรือ Productivity ให้การผลิตโดยรวม
Healthcare อุตสาหกรรมการแพทย์ ในวันนี้บุคลากรทางการแพทย์มีการนำอุปกรณ์เคลื่อนที่ อย่าง โมบายล์ดีไวซ์ไปใช้ในการทำงานสูงมาก
Logistics อุตสาหกรรมการขนส่งสินค้า มีการใช้โมบายล์ดีไวซ์ทั้งในแง่การอำนวยความสะดวก และการเช็คความถูกต้องของการขนส่งสินค้า รวมถึงการบริหารจัดการคลังสินค้าอย่างแพร่หลาย
“อยากยกตัวอย่างให้เห็นถึงองค์กรระดับโลก ที่มีการทำ Digital Transformation ทั้งกระบวนการทำงาน คือ Walmart มีการปรับใช้เทคโนโลยี Mobility ตั้งแต่การค้นหา Supply การโชว์สินค้า หรือ Display สินค้า รวมไปถึงระบบการจ่ายเงินให้ลูกค้า และอปกรณ์ที่เขาเลือกใช้ในการ Transfer ทุกกระบวนการในการทำธุรกิจ คือ โมบายล์ดีไวซ์ โดยเลือกใช้อุปกรณ์ประเภท Rugged Device ของ Samsung รุ่น XCover pro ใช้ตั้งแต่เริ่มต้นกระบวนงานทางธุรกิจ ถึงจบกระบวนงานทางธุรกิจ”
“คุณสมบัติเด่น ที่ทาง Walmart สะท้อนมา คืออุปกรณ์ของซัมซุง มีความทนทาน สามารถใช้งานต่อได้แม้ตกหล่นลงมาในระดับความสูง 150 เซนติเมตร หรือในการใช้งานในรีเทล อาจมีความเสี่ยงเรื่องการเปียกน้ำ ซัมซุง XCover pro ก็ทนต่อการเปียกน้ำได้”

และล่าสุดในปีนี้ ไทยซัมซุง อิเลคทรอนิกส์ ได้ขยายกลุ่มผลิตภัณฑ์ Rugged Device ด้วยการนำเสนอโมบายล์ดีไวซ์รุ่นล่าสุดอย่าง Samsung Galaxy XCover 5 ที่พร้อมสำหรับการทำงานในทุกสภาพแวดล้อมตอบโจทย์การทำงานแบบไฮบริดได้เป็นอย่างดี ด้วยมาตรฐาน IP68 และ MIL-STD 810H โดยมีจุดเด่นที่ตอบโจทย์ทุกความต้องการของ เทรนด์ Hybrid working สำหรับทุกองค์กร ดังนี้
จอแสดงผล HD+ ขนาดใหญ่ 5.3 นิ้ว เพื่อการรับชมที่คมชัดในทุกรายละเอียด
ไวต่อการสัมผัส ทำให้ถึงแม้เปียกเหงื่อก็สามารถใช้งานได้อย่างสะดวก
แบตเตอรี่ความจุ 3,000 mAh ที่ถอดเปลี่ยนได้ ทำให้ทำงานได้อย่างต่อเนื่อง
มีความปลอดภัยในระดับฮาร์ดแวร์และซอฟต์แวร์จาก Samsung Knox เพื่อการปกป้องข้อมูลสำคัญจากมัลแวร์และการคุกคามที่เป็นอันตราย
ไม่ตกเทรนด์เทคโนโลยี นวัตกรรม ที่ช่วยให้ทุกธุรกิจ ทุกภาคอุตสาหกรรม ฝ่าทุกวิกฤตและการดิสรัปได้อย่างมีประสิทธิภาพ
อัปเดต เทรนด์ ‘AGTECH’ สำคัญ ที่ เกษตรกรยุคใหม่ (Smart Farmer) ไม่รู้ไม่ได้
‘AI Transformation’ ปลดล็อคศักยภาพองค์กร เพิ่มมูลค่าธุรกิจฝ่าทุกวิกฤต ด้วยพลังปัญญาประดิษฐ์











