จุดอ่อน ของ โควิด

หลายคนคงเคยได้ดูภาพยนตร์เรื่อง อภิมหาสงครามล้างโลก (War Of The Worlds) ซึ่งเป็นภาพยนตร์แอคชั่น-ไซไฟอเมริกัน สร้างขึ้นเมื่อปี ค.ศ. 2005 ดัดแปลงมาจากนิยายเรื่อง The War Of The Worlds

นำแสดงโดย ทอม ครูซ ในบทบาท เรย์ เฟอร์เรียร์ พ่อม่ายคนงานท่าเรือซึ่งเป็นคุณพ่อที่ไม่สมบูรณ์แบบ วันหนึ่งอดีตภรรยาของเขาและสามีใหม่พา ร็อบบี้ ลูกชายวัยรุ่น และ เรเชล ลูกสาวตัวน้อยแวะมาเยี่ยมและอาศัยในช่วงสุดสัปดาห์ ได้เกิดเหตุการณ์แปลกประหลาด เครื่องจักรสงครามลักษณะเหมือนหอคอยสามขาโผล่มาจากใต้พื้นโลก ทำลายทุกสิ่งทุกอย่างบนโลก นั่นคือการบุกโจมตีโลกของพวกมนุษย์ต่างดาว
เรย์ ต้องตะเกียกตะกายเพื่อช่วยลูกๆ ของเขาให้พ้นความหายนะจากศัตรูที่ไร้ความปราณีเหล่านั้น แต่ไม่ว่าจะหนีไปทางใดก็ไร้ซึ่งความปลอดภัยและที่พักพิง เมืองแล้วเมืองเล่าถูกถล่มอย่างราบคาบ ไม่ว่าจะขนทหารมากี่ร้อย กี่พัน ใช้ขีปนาวุธล้ำสมัยแค่ไหนก็เอาไม่อยู่ จนมนุษย์แทบหมดหนทาง ยอมรับกับความพ่ายแพ้
กระทั่งได้เกิดสิ่งที่ไม่มีใครคาดคิดเมื่อหุ่นยนต์ตัวหนึ่งเกิดอาการเหมือนคนเมาค้าง เดินโซเซไปมา และสำรอกเลือดเนื้อของมนุษย์ที่กินเข้าไปออกมา ก่อนจะล้มตาย เพียงแค่มันกินน้ำค้างที่มีฝุ่นละอองเข้าไป มลพิษที่ชาวโลกเผชิญอยู่ทุกวันจนกลายเป็นของธรรมดา แต่กลับกลายเป็นอาวุธมหาประลัยทำลายหุ่นยนต์ที่ขีปนาวุธทันสมัยจัดการไม่ได้

คำพังเพย “ลางเนื้อชอบลางยา” บางสิ่งบางอย่างใช้ได้กับบางคนแต่ไม่สามารถใช้ได้กับทุกคนน่าจะยังใช้ได้ในยุคนี้ ไวรัสโควิด-19 แม้จะมีความโหดร้าย แพร่ระบาดแบบไฟลามทุ่ง หากใช่ว่าจะไร้ซึ่งจุดอ่อน แม้จะมีอานุภาพกลายพันธุ์เอาชนะวัคซีนที่ผ่านการวิจัย พัฒนา คิดค้น และสร้างขึ้นด้วยต้นทุนมหาศาล หากในทางทางกลับกันก็ยอมพ่ายแพ้ต่อสิ่งที่ไม่ต้องลงทุนและผ่านการวิจัยพัฒนาใดๆ เลย

โควิด-19

มีคำปราศรัยของประธานาธิบดียูกันดาที่ว่ากันว่าเป็น speech สุนทรพจน์สาธารณะที่ดีที่สุดและชาญฉลาดที่สุดเท่าที่เคยมีระหว่างโควิด-19 ถึงคนในประเทศของเขา เพื่อเตือนคนที่ประพฤติตัวไม่เหมาะสมในช่วงระยะเวลาการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ว่า

“ในสถานการณ์สงครามไม่มีใครขอให้ใครอยู่ในบ้าน คุณเลือกอยู่ข้างในโดยตัวคุณเอง และถ้าคุณมีห้องใต้ดิน คุณก็จะซ่อนตัวอยู่ที่นั่นตราบเท่าที่สงครามยังคงอยู่, ในระหว่างสงครามคุณไม่เคยเรียกหาอิสรภาพของคุณ คุณยอมปล่อยมันผ่านไปเพื่อแลกกับการอยู่รอด, ในช่วงสงครามคุณไม่บ่นเรื่องความหิว คุณแบกรับความหิวโหยและอธิษฐานขอให้คุณมีชีวิตอยู่เพื่อกินอีกครั้ง, ระหว่างสงครามคุณไม่เคยเรียกร้องกับการเปิดธุรกิจของคุณ คุณปิดร้านค้าของคุณและวิ่งหนีเพื่อชีวิตของคุณ คุณสวดภาวนาเพื่อให้อยู่รอดในสงครามเพื่อที่คุณจะได้กลับไปทำธุรกิจของคุณอีกครั้ง ถ้ามันไม่ได้ถูกปล้นหรือทำลายด้วยระเบิด, ในระหว่างสงครามคุณรู้สึกขอบคุณพระเจ้าที่ได้เห็นวันใหม่ในดินแดนแห่งชีวิต, ในช่วงสงครามคุณไม่กังวลกับการที่ลูกๆ ของคุณไม่ไปโรงเรียน คุณภาวนาให้รัฐบาลไม่บังคับกะเกณฑ์ให้เป็นเหมือนทหารที่ได้รับการฝึกฝนในสถานศึกษาที่ตอนนี้กลายเป็นค่ายทหาร

 

วันนี้โลกกำลังอยู่ในภาวะสงคราม สงครามที่ไม่ใช้ปืนและกระสุน สงครามที่ไม่มีทหาร สงครามที่ไร้พรมแดน สงครามที่ไม่มีข้อตกลงหยุดยิง สงครามที่ไม่มีห้องยุทธการ สงครามที่ไม่มีโซนศักดิ์สิทธิ์ กองทัพในสงครามนี้ไม่มีความปราณี มันเป็นสิ่งที่ปราศจากความเมตตา มันไม่เลือกว่าจะเป็นเด็กหรือผู้หญิงหรือศาสนสถาน กองทัพนี้ไม่สนใจผลพวงความเสียหายจากสงคราม มันไม่มีความตั้งใจที่จะเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครอง ไม่สนใจเกี่ยวกับแหล่งแร่ที่อุดมสมบูรณ์ใต้ผืนดิน มันไม่ได้สนใจที่อยากเป็นเจ้าโลกหรือเรื่องราวทางศาสนาเชื้อชาติหรืออุดมการณ์ ความทะเยอทะยานของมันไม่เกี่ยวอะไรกับเชื้อชาติ มันเป็นกองทัพล่องหนที่โหดเหี้ยมและทรงประสิทธิภาพ​ สิ่งเดียวที่มันต้องการคือการเก็บเกี่ยวความตาย มันจะหยุดก็ต่อเมื่อทำลายโลกได้เป็นวงกว้างและมันบรรลุวัตถุประสงค์ได้โดยไม่ต้องสงสัย แม้มันจะปราศจากเครื่องจักรสะเทินน้ำสะเทินบกและยานอวกาศ แต่มันมีฐานทัพในเกือบทุกประเทศทั่วโลก การเคลื่อนไหวของมันไม่ได้ควบคุมโดยอนุสัญญาสงครามหรือโปรโตคอลใด ๆ ในระยะสั้น มันเป็นกฎหมายในตัวเอง มันคือโคโรนาไวรัส ยังเป็นที่รู้จักกันในนามโควิด-19 เพราะมันเริ่มการทำลายล้างในปี 2019

 

โชคดีที่กองทัพนี้พอจะมีจุดอ่อนและเราสามารถเอาชนะได้ มันต้องการเพียงแค่ความร่วมแรงร่วมใจ ความมีวินัยและความอดทนของเรา โควิด-19 ไม่สามารถอยู่รอดได้ในการรักษาระยะห่างทางสังคมและกายภาพ มันจะเติบโตเมื่อคุณอยู่ใกล้ชิดกันเท่านั้น มันชอบการเผชิญหน้า มันจะยอมจำนนต่อสังคมที่มีวินัยและการรักษาระยะห่างทางร่างกาย มันยอมจำนนต่อคนที่มีสุขอนามัยส่วนบุคคลที่ดี มันทำอะไรคุณไม่ได้เมื่อคุณกำหนดชะตากรรมของคุณด้วยมือของคุณเอง โดยรักษาสุขอนามัยให้บ่อยที่สุดเท่าที่ทำได้”

โควิด-19
วันนี้ (1 ส.ค. 64) ทั่วโลกมีผู้ติดเชื้อโควิด-19 จำนวน 198 ล้านคน เปรียบเทียบกับประชากรโลก 7.67 พันล้านคนคิดเป็นสัดส่วนประมาณ 3% การที่เรายังควบคุมสัดส่วนนี้ไว้ได้ ส่วนหนึ่งเป็นเพราะการรักษาระยะห่างทางสังคม พวกเรายอมเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตที่ปฏิบัติมานับร้อยนับพันปี ยอมหยุดการพบปะสังสรรค์ ยอมกินข้าวคนเดียว ยอมสวมหน้ากากอนามัยในห้องแอร์ ยอมตรวจอุณหภูมิ ตรวจหาเชื้อ ก่อนเข้าออฟฟิศ ยอมทำงานในบ้าน ยอมปิดร้านอาหาร ห้างสรรพสินค้า ยอมเสียสละรายได้เพื่อร่วมกันฟื้นสังคมให้กลับมาเหมือนเดิม
แม้หลายคนจะได้รับวัคซีนกันบ้างแล้ว แต่ก็รู้ดีว่าวัคซีนป้องกัน “การตาย” ไม่ใช่ป้องกัน “การติด” ฉีดวัคซีนแล้ว ไม่หยุดป้องกัน ไม่สวมหน้ากากให้สนิท ไม่ล้างมือให้บ่อย ไม่รักษาระยะห่างเมื่อต้องออกไปที่ชุมชน ก็แก้ปัญหาการระบาดไม่ได้ แม้กระทั่งหลายประเทศฉีดวัคซีนเป็นจำนวนมากอนุญาตให้ใช้ชีวิตปกติได้ในที่สาธารณะ สุดท้ายก็ต้องรณรงค์ให้กลับมาสวมหน้ากากอนามัยและเว้นระยะห่างอีกครั้งเมื่อเจอการระบาดรอบใหม่ สายพันธุ์ใหม่ และหลายประเทศก็มีปัญหาเรื่องการกระจายวัคซีนอย่างที่เห็นๆ กันอยู่
เมื่อประชากรโลกยังมองไม่เห็นทางเอาชนะโควิด-19 ด้วยวัคซีน จึงหันมาปฏิบัติตามระบบสุขอนามัยอย่างเคร่งครัด ซึ่งมีผลพิสูจน์แล้วว่า “New Normal” คืออาวุธที่ทรงพลังที่สุดในการสกัดโควิด-19