ตลอดระยะเวลา 1 ศตวรรษที่ผ่านมา มีความพยายามมาตลอดที่จะสร้างคุณภาพชีวิตที่ดี ทำให้ชาวโลกมี ชีวิตยืนยาว ให้ได้ ด้วยการวางนโยบายสาธารณสุขเพื่อสนับสนุนให้เกิดระบบการดูแลสุขภาพที่ดี โดยการทำงานร่วมกับบุคลากรทางการแพทย์ หน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน รวมถึงองค์กรไม่แสวงหากำไรต่างๆ
ความสำเร็จที่เกิดขึ้นจากความพยายามของมนุษยชาติในด้านนี้ พิสูจน์ได้จากเกณฑ์ความคาดหวังในการมีชีวิตอยู่ของผู้คนที่สูงขึ้นอย่างชัดเจน และส่วนหนึ่งสะท้อนจากสภาพเศรษฐกิจโลกที่ในบางช่วงจะมีความซบเซา มีขึ้นและลง แต่ก็ไม่เคยถึงจุดต่ำสุด เพราะยังมีชาวโลกที่มี ชีวิตยืนยาว เป็นเสาหลักหลายต้นที่ค้ำให้เศรษฐกิจโลกดำเนินต่อไปได้ท่ามกลางกระแสความเปลี่ยนแปลงของศตวรรษที่ 21
อย่างไรก็ตามเหนือสิ่งอื่นใด ในช่วงศตวรรษที่ผ่านมา เราได้พบว่าความมุ่งหมายของผู้คนที่อยากมี ชีวิตยืนยาว นั้นมีความเปลี่ยนแปลงไป ข้อสันนิษฐานนี้ ถูกนำเสนอโดย Kazumi Nishikawa ผู้อำนวยการสำนักเทคโนโลยีสารสนเทศภาคอุตสาหกรรม กระทรวงเศรษฐกิจ การค้า และอุตสาหกรรม ประเทศญี่ปุ่น ได้ระบุไว้ในบทความเรื่อง “We’re living longer – but how can we ensure we stay healthy, too?” ที่เผยแพร่ในเว็บไซต์ World Economic Forum

โดยเขาชี้ว่า จากการศึกษาในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา หรือ 10 ปี ที่ผ่านมา พบว่า นิยามของคำว่า “สุขภาพดี” หรือ “Healthy” ไม่ได้หมายถึงแค่สุขภาพกายดีเท่านั้น แต่ครอบคลุมถึงความ “เฮลตี้” ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับความพึงพอใจในการใช้ชีวิต หรือ Happiness in life ด้วย
เพราะหัวใจสำคัญของความเป็นมนุษย์ คือ การมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นในทุกวัน และการจะได้มาซึ่งคุณภาพชีวิตที่ดี แน่นอนว่า ต้องเกี่ยวข้องกับหลายปัจจัย ไม่ว่าจะเป็น การเข้าถึงบริการทางการแพทย์ที่ดี การได้รับสวัสดีการการดูแลทางสังคม การเงิน ที่พอเพียง มีประสิทธิภาพ
ด้วยเหตุนี้ บทความจาก Kazumi Nishikawa จึงต้องการมาทบทวนปัจจัยที่ส่งเสริมให้ประชากรโลกยุคนี้เข้าถึง ‘ชีวิตยืนยาว’ และมีสุขภาพดีได้ มีอะไรบ้าง แล้วทุกภาคส่วนจะทำอย่างไรเพื่อทำให้ประชาชนเข้าถึงทั้งการมีชีวิตยืนยาวและสุขภาพที่ดี โดยเฉพาะอย่างยิ่งในยุคที่เรากำลังเผชิญหน้ากับวิกฤตโรคระบาด ที่มาทำให้การเข้าถึงชีวิตยืนยาวและสุขภาพที่ดีดูจะยากขึ้นไปอีกหลายร้อยพันเท่า
ระบบการแพทย์และสาธารณสุขที่ดี จะช่วยลดภาระให้สังคมได้
การทำให้มนุษย์เข้าถึงชีวิตที่ยืนยาวและมีสุขภาพดีไปพร้อมกัน จำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือของหลายภาคส่วน ไม่มีทางที่วิชาชีพเดียว หน่วยงานเดียว ธุรกิจเดียว จะทำให้เกิดขึ้นได้เพียงลำพัง ซึ่งโมเดลนี้เข้าใจได้ไม่ยากด้วยปรากฎการณ์หลายเรื่องที่เกิดขึ้นในช่วงวิกฤตโควิด-19 นี้เอง
ผู้เชี่ยวชาญด้านการสร้างระบบการดูแลสุขภาพและประชาชนทั่วไปส่วนใหญ่ มักมีทัศนคติเรื่อง การมี ชีวิตยืนยาว การมีคุณภาพชีวิตที่ดี ว่าเกิดขึ้นได้แน่นอน ขณะเดียวกัน ทางฝั่งนักเศรษฐศาสตร์หรือธุรกิจต่างๆ ก็มักมีแง่มุมในการมีชีวิตที่ยืนยาวที่แตกต่างกันไปในบางประเด็น และมักจะออกมาในแง่ลบเสียด้วยซ้ำ เพราะคุณภาพชีวิตของผู้คน ก็ต้องยึดโยงอยู่กับสภาวะเศรษฐกิจที่ดี มั่นคง ซึ่งในบางช่วงเศรษฐกิจก็ไม่ได้ดีขนาดนั้น
แต่ที่สุดแล้วทางสายกลางระหว่างความคิดทั้งสองทางนี้ ก็อาจเกิดขึ้นได้ หากตัวมนุษย์เองยอมรับที่จะปรับตัวไปในทางที่ไม่ปล่อยให้ตนเองจมดิ่งไปกับสภาพแวดล้อม ปัจจัย ต่างๆ ที่ฉุดให้ระดับคุณภาพชีวิตของตนเองค่อยๆ ดิ่งลงเหว

ยกตัวอย่าง การอยู่ในสังคมผู้สูงอายุ ในหลายประเทศ ที่หากมองในมุมว่าการมาของ Aging society คือ วิกฤต ผู้สูงวัยก็มักเป็นกลุ่มคนที่ระทมทุกข์ ทั้งด้วยความเสื่อมของสุขภาพร่างกายและสภาวะทางเศรษฐกิจที่ไม่สู้ดีนัก เพราะต้องเกษียณอายุราชการหรือทำงานไม่ไหว จึงไม่มีแหล่งที่มาของรายได้
ทว่า หากมองมุมกลับกัน และปฏิบัติในทางตรงกันข้ามด้วย นั่นคือ การที่สังคมให้ค่ากับ “ผู้สูงอายุ” ไม่มองว่าคนกลุ่มนี้มีสมรรถนะลดลง แล้วเปลี่ยนเป็นการมาส่งเสริมให้ผู้สูงอายุยังคงได้ใช้ความรู้ ความสามารถ ของตนในการทำงาน ในการช่วยเหลือครอบครัวและสังคมเช่นนี้ย่อมสร้างสังคมน่าอยู่และ ชีวิตยืนยาวให้กับผู้คนได้ในอีกทางหนึ่งไม่ใช่หรือ
นอกจากนั้น ถ้าสังคมใด ยิ่งสามารถวางระบบป้องกันและดูแลให้ผู้คนมีสุขภาพที่ดี โดยให้การส่งเสริม สนับสนุน ให้คนทุกเพศทุกวัยได้เข้าถึงความสุขขั้นพื้นฐานจากการอุปโภค บริโภค ในชีวิตประจำวัน ซึ่งประเด็นนี้ สำคัญกว่าการส่งเสริมบริการสาธารณะหรือรัฐสวัสดิการแบบถ้วนหน้า ได้ทุกที่ ดีทุกคน เสียอีก
ยิ่งในช่วงที่เกิดวิกฤตโควิด-19 ซึ่งเป็นวันที่เศรษฐกิจ ธุรกิจน้อยใหญ่ ล่มสลายเพราะความจำเป็นที่ผู้คนต้องพยายามเว้นระยะห่าง ไม่รวมตัวกัน เพื่อป้องกันการระบาด สถานะเช่นนี้ ทำให้มีคนหลายกลุ่มในสังคมได้รับผลกระทบ ไม่ใช่แค่เจ้าของกิจการต่างๆเท่านั้น แต่เป็นคนด้อยโอกาส คนที่มีฐานะยากจน ที่ไม่มีเส้นมีสาย ไม่มีคอนเนคชั่นที่จะเข้าถึงบริการทางการแพทย์และสาธารณสุข ที่เข้าสู่ภาวะวิกฤตอยู่ในตอนนี้

ดังนั้น ความร่วมมือระหว่างหน่วยงานที่รับผิดชอบด้านการดูแลสุขภาพประชาชน และทางภาคเศรษฐศาสตร์ น่าจะเป็นกุญแจที่ไขสู่ทางออกของการสร้างนโยบาย Healthcare ที่มีประสิทธิภาพกว่าเดิม ซึ่งจะนำสู่การลดภาระที่สังคมต้องแบกรับในช่วงวิกฤตโรคระบาดนี้ได้ในที่สุด
ความจำเป็นของการพัฒนาไปสู่ เทคโนโลยีทางการแพทย์ที่จะมาปลดล็อค P4 Medicine
บทความนี้ ยังกล่าวต่อถึงปัจจัยด้านการแพทย์ ที่ต้องนำสู่การสร้าง P4 medicine ซึ่งหมายถึงการแพทย์ที่มาตอบโจทย์ ทั้ง การรักษาแบบแม่นยำ (Predictive Medicine) การรักษาในเชิงป้องกัน (Preventive Medicine) การรักษาเฉพาะบุคคล (Personalized Medicine) การรักษาแบบมีส่วนร่วม (Participatory Medicine)
โดยเทคโนโลยีที่จะมาส่งมอบบริการทางการแพทย์ทั้ง 4 ด้านนี้ มีความสำคัญกับสังคมผู้สูงอายุมาก และจะทำให้เกิดสภาพแวดล้อมที่มี P4 Medicine ครบทุกเรื่องนี้ จำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องอาศัยการมอนิเตอร์หรือการตรวจสอบอย่างต่อเนื่อง การวิเคราะห์ข้อมูลของผู้คนที่อยู่ในชุมชน โรงเรียน ที่ทำงาน โรงพยาบาล สถานดูแลผู้สูงอายุ และที่ต่างๆ

ทั้งนี้ เครื่องมือที่จะทำให้กระบวนการมอนิเตอร์นี้มีประสิทธิภาพ หนีไม่พ้น เทคโนโลยี เครื่องมือ อันทันสมัย ไม่ว่าจะเป็น ระบบเซนเซอร์อัจฉริยะ ที่สามารถนำมาปรับใช้ในการดูแลผู้สูงอายุในบ้าน ป้องกันอุบัติเหตุ หรือสมาร์ทวอทซ์ และแอปพลิเคชั่นในสมาร์ทโฟน ที่มีบทบาทมากเสียกว่าเครื่องมือ อุปกรณ์ ที่ตั้งอยู่กับที่ในโรงพยาบาลเสียอีก
และในยุคนี้ ยังเป็นยุคที่การแพทย์และสาธารณสุขต้องเปิดกว้างสำหรับภาคธุรกิจ ที่จะมาพัฒนาผลิตภัณฑ์เฮลธ์แคร์ใหม่ๆ ซึ่งเป็นเรื่องที่น่ายินดีที่การทำธุรกิจในยุคนี้ เป็นยุคแห่งความร่วมมือ ทั้งกับภาคการขนส่ง ภาคธุรกิจบันเทิง ต่างเข้ามามีส่วนในการช่วยให้ระบบเฮลธ์แคร์มีความทั่วถึงมากขึ้น
ในที่นี้รวมถึง ธุรกิจการผลิตยารักษาโรคแบบเดิม และการให้บริการทางการแพทย์แบบเก่าที่พร้อมปรับตัว ที่ผ่านมา ตั้งแต่เกิดวิกฤตโควิดขึ้น เราได้เห็นเทคโนโลยีการแพทย์ที่มาเปลี่ยนรูปแบบของการเข้าถึงบริการทางการแพทยากมาย ไม่ว่าจะเป็นระบบ Telemedicine หรือการรักษาทางไกล ด้วยการตรวจแบบ Remote และความก้าวหน้าทางการแพทย์นี้เอง ที่จะช่วยทำให้การพัฒนาการแพทย์ การสาธารณสุข ที่ช่วยทำให้ทุกคนมีชีวิตยืนยาวขึ้นนั้น เดินหน้าไปแบบไร้รอยต่อ
ระบบ Healthcare ที่มีความยืดหยุ่นและเข้าถึงได้ง่ายยิ่งขึ้นด้วยโลจิสติกส์ที่ทันสมัย
เราต้องการซัพพลายเชนและระบบโลจิสติกส์ที่ยืดหยุ่น สำหรับผลิตภัณฑ์ทางการแพทย์ ในการเตรียมความพร้อมเข้าสู่สังคมอายุยืน อย่างไรก็ตาม การเกิดขึ้นของวิกฤตโควิด-19 ก็เป็นตัวแปรที่มาสะบัดฝุ่นที่ซ่อนอยู่ใต้พรมของระบบสาธารณสุขและการแพทย์ทั่วโลกออกมาได้มากมาย
เพราะทันทีที่เกิดการแพร่ระบาดในระลอกแรก หลายประเทศ ต่างประสบปัญหาการขาดแคลนหน้ากากอนามัย ถุงมือ เครื่องช่วยหายใจ เครื่องและน้ำยาตรวจคัดกรองการติดเชื้อ รวมถึงเครื่องไม้เครื่องมือทางการแพทย์ที่จำเป็นสำหรับรักษาผู้ป่วยโควิด

โดยวิกฤตครั้งนี้ยังแสดงให้เห็นว่า แค่บริษัทผู้ผลิตยาและเครื่องมือทางการแพทย์เพียงอย่างเดียวไม่สามารถตอบสนองความต้องการผลิตภัณฑ์ทางการแพทย์ที่จำเป็นได้ ที่ผ่านมาเราต่างได้เห็นว่าภาคอุตสาหกรรม ที่ไม่มีใครคาดคิดว่าจะมีบทบาทในการบรรเทาความขาดแคลนสิ่งจำเป็นทางการแพทย์ในช่วงวิกฤตครั้งนี้ได้
โดยเฉพาะในด้านของการส่งมอบวัสดุ นวัตกรรม ความรู้ Knowhow ต่างๆ ที่มีส่วนในการควบคุมการแพร่ระบาดในครั้งนี้ได้ ไม่ว่าจะเป็นภาคอุตสาหกรรมยานยนต์ อุตสาหกรรมไฟฟ้าและพลังงาน และที่สำคัญที่สุด ความช่วยเหลือจากภาคอุตสาหกรรมเหล่านี้ ยังเชื่อมโยงต่อไปยังระบบซัพพลายเชนและโลจิสติกส์ที่มีความสำคัญต่อการส่งมอบเครื่องไม้เครื่องมือ อุปปกรณ์ทางการแพทย์ที่สำคัญกับการต่อสู้กกับวิกฤตโรคระบาดในครั้งนี้ด้วย
ความร่วมมือกันของทุกภาคส่วนด้วยมุมมองใหม่ นำสู่เป้าหมายของการมี ชีวิตยืนยาว ของผู้คนได้จริง
ดังที่ได้เกริ่นมาว่าความร่วมมือกันของทุกภาคส่วน เป็นกุญแจสำคัญในการปลดล็อคให้ประชาชนเข้าสู่การมี ชีวิตยืนยาว ได้ เพราะถ้าทำได้ นั่นหมายความถึงการสร้างบรรยากาศการปฏิบัติงานที่รวบรวมเอาผู้เชี่ยวชาญจากหลากหลายสาขาวิชาชีพมาขับเคลื่อนให้เกิดความก้าวหน้าในการสร้าง “เศรษฐกิจผู้สูงวัย (silver economy)” ที่ควรจะเป็นได้

แน่นอนว่าในแต่ละประเทศมีระบบการทำธุรกิจและระบบสาธารณสุข การแพทย์ที่แตกต่างกัน นอกจากนั้น ยังมีกฎหมาย กฎเกณฑ์ที่กำหนดมากมาย เพื่อควบคุมกิจการใดๆ ก็ตามที่เกี่ยวกับการแพทย์หรือกิจการที่มีผลกระทบต่อสุขอนามัยของประชาชนทั้งทางตรงและทางอ้อม อีกทั้งยังปฏิเสธไม่ได้เลยว่าในหลายประเทศมีระบบผูกขาดทางธุรกิจการแพทย์ในบางสาขา ทำให้ในการดำเนินการที่เกี่ยวข้องกับการให้บริการทางสาธารณสุข ไม่ว่าจะเป็นการจัดหาอุปกรณ์ วัคซีน เครื่องไม้เครื่องมือทางการแพทย์ที่จำเป็นตกอยู่ในมือขององค์กรขนาดใหญ่ ทั้งที่ ในช่วงเวลาที่ผ่านมา มีทั้ง เอสเอ็มอี สตาร์ทอัพ รุ่นใหม่มากมาย ที่นำเสนอนวัตกรรมและบริการทางการแพทย์ที่น่าสนใจ แต่ก็ยังไม่สามารถเจาะเข้าไปในกำแพงแห่งการผู้ขาดนี้ได้
ดังนั้น ถ้าอยากให้เกิดความเปลี่ยนแปลงในระบบสาธารณสุขและการแพทย์ ตัวแปรสำคัญที่จะทำให้ผู้คนมีชีวิตยืนยาว และการทำให้สังคมเข้าสู่สังคมอายุยืนได้ จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องทำให้เกิดความร่วมมือใหม่ๆ ที่ไม่ใช่กับแค่กับองค์กรใหญ่ บริษัทข้ามชาติ แต่ต้องเป็นความร่วมมือที่ดึงเอามันสมองในระดับเอสเอ็มอี สตาร์ทอัพ มาร่วมด้วย
ที่มา : เรียบเรียงจาก บทความเรื่อง “We’re living longer – but how can we ensure we stay healthy, too?” โดย Kazumi Nishikawa ผู้อำนวยการสำนักเทคโนโลยีสารสนเทศภาคอุตสาหกรรม กระทรวงเศรษฐกิจ การค้า และอุตสาหกรรม ประเทศญี่ปุ่น เผยแพร่ในเว็บไซต์ World Economic Forum
อ่านบทความชี้ทางออกดีๆ ในยามที่เกิดวิกฤตครั้งนี้
ปรับบทเรียนรับมือ ‘ไวรัสโควิดสายพันธุ์เดลต้า’ ถล่มโลกของนานาประเทศ เป็นแนวทางคุมการระบาดในไทย
ชี้ทางรอดจากประสบการณ์จริง “เมื่อติดโควิด” และต้องเข้ารักษาใน รพ.สนาม











