เชื่อว่าสิ่งที่ผู้เชี่ยวชาญและผู้คนทั่วโลกเห็นตรงกันในตอนนี้เกี่ยวกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้นในประเทศอัฟกานิสถาน คือ หลังกลุ่มตอลิบานยึดอำนาจและปกครองอัฟกานิสถานได้สำเร็จ ประชาชนชาวอัฟกันต้องทนทุกข์ต่ออีกหลายสิบปีกว่าจะหลุดพ้นจากสภาวะนี้ ยิ่งถ้าเป็น ผู้หญิงอัฟกัน ยิ่งน่าเป็นห่วง นั่นเป็นเพราะประเทศอัฟกานิสถานเป็นประเทศที่ได้ชื่อว่า สตรี มีสิทธิ์มีเสียงในสังคมน้อยที่สุดติดอันดับต้นๆของโลก ดังนั้น นับมาตั้งแต่กลุ่มตอลิบานเข้ามายึดครอง จนกระทั่งวันนี้ การเข้ามายึดอำนาจของตอลิบาน จึงเป็นฝันร้ายที่สุดของ ผู้หญิงอัฟกานิสถาน
และแม้ว่า ล่าสุด โฆษกของทางกลุ่มตอลิบาน แถลงข่าวต่อสื่อมวลชนเป็นครั้งแรก หลังเข้ายึดครองประเทศอัฟกานิสถานได้อีกครั้งเมื่อไม่กี่วันก่อน โดย ซาบีฮัลลาห์ มูจาฮิด โฆษกของตอลิบาน ประกาศว่า “ผู้หญิงอัฟกัน จะสามารถทำงานและศึกษาเล่าเรียนได้อย่างเสรี แต่ต้องอยู่ภายในขอบเขตของกรอบกฏหมายอิสลาม”
“เราจะอนุญาตให้ผู้หญิงทำงานและเรียนหนังสือได้ โดยอยู่ภายในขอบเขตที่เป็นกรอบกำหนดของเราเอง ผู้หญิงจะมีบทบาทอย่างแข็งขันในสังคมของเรา” โฆษกของตอลิบานกล่าว
ทว่า จากรายงานข่าวซึ่งได้ไปสัมภาษณ์ ผู้หญิงอัฟกัน ต่างกล่าวไปในทำนองเดียวกันว่า คำแถลงของกลุ่มตอลิบานที่มายืนยันถึงสิทธิสตรี ไม่ทำให้เธอเชื่อเลยแม้แต่น้อย อย่างที่หญิงชาวกรุงคาบูล เมืองหลวงของอัฟกานิสถาน ได้บอกกับสำนักข่าวบีบีซีว่า “ฉันไม่เชื่อที่พวกเขาพูด มันเป็นแผนลวงที่จะหลอกเอาตัวพวกเราไปลงโทษ ฉันจะไม่เรียนหรือทำงานภายใต้กฎของพวกเขาเด็ดขาด”

ด้วยเหตุนี้ นักวิเคราะห์ทั่วโลก จึงมองตรงกันว่านี่เป็นแผนรณรงค์ด้วยการโฆษณาชวนเชื่อ เพื่อจูงใจให้ชาวอัฟกันและประชาคมนานาชาติยอมรับในการเข้ามายึดอำนาจแบบเบ็ดเสร็จของกลุ่มตอลิบาน
อย่างไรก็ดี เมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมา มีจดหมายจาก ผู้หญิงอัฟกัน คนหนึ่ง เธอชื่อ ‘ซาห์รา คาริมี’ Sahraa Karimi ผู้กำกับภาพยนตร์หญิง และประธาน Afghan Film บริษัทผลิตภาพยนตร์ของรัฐแห่งเดียวของอัฟกานิสถาน ที่ได้ตัดสินใจเขียนจดหมายถึงสมาพันธ์ภาพยนตร์ คนรักภาพยนตร์ ทั่วโลก เพื่อระบายความในใจของเธอและเพื่อนร่วมชาติ ก่อนที่กลุ่มตอลิบานจะประกาศชัยชนะ เมื่อวันที่ 16 สิงหาคม 2021 จากการยึดครองเมืองต่างๆ ทั่วอัฟกานิสถานได้โดยเบ็ดเสร็จสมบูรณ์
โดยใจความหลักที่เธอต้องการสื่อ คือ ขอร้องให้ชาวโลกอย่าหันหลังให้ชาวอัฟกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ผู้หญิงอย่างเธอ ที่ต้องมีชีวิตอยู่อย่างยากลำบากภายใต้การปกครองของกลุ่มก่อการร้ายอย่าง ตอลิบาน
จดหมายเปิดผนึก สื่อแทนใจ ผู้หญิงอัฟกัน ทั้งประเทศ
จดหมายเปิดผนึกของ ‘ซาห์รา คาริมี’ ถูกนำออกมาเผยแพร่ เพื่อให้ชาวโลกได้ทราบว่า ผู้หญิงอัฟกัน หวาดกลัวเพียงใด กับภาวะที่พวกเธอจำต้องเผชิญ เมื่อกลุ่มตอลิบานยึดอำนาจการปกครองอัฟกานิสถานได้สำเร็จ

“ฉันเขียนจดหมายนี้ขึ้นด้วยหัวใจที่แตกสลาย พร้อมความหวังในเบื้องลึกของจิตใจว่าทุกคนที่ได้อ่านจดหมายนี้ จะร่วมกันปกป้องผู้คนอันงดงาม โดยเฉพาะคนทำหนังจากกลุ่มตอลิบาน”
จากนั้น ซาห์รา ได้บรรยายถึงสิ่งที่เกิดขึ้นจริง ซึ่งสวนทางกับการออกมายืนยันถึงสิทธิที่สตรีชาวอัฟกันจะได้รับของกลุ่มตอลิบานว่า
“ไม่กี่สัปดาห์ก่อน กลุ่มตอลิบานได้เข้ายึดครองหลายเมืองในประเทศ พร้อมกับสังหารหมู่ประชาชนไปอีกมาก ทั้งมีการลักพาตัวเด็กผู้หญิงไปขายเป็น เจ้าสาว ขณะเดียวกัน ตอลิบานยังสังหารผู้หญิง เพียงเพราะการแต่งตัว พร้อมกับควักลูกตาของพวกเธอ และพวกเขายังได้ฆาตกรรมหนึ่งในนักแสดงตลก นักประวัติศาสตร์ และกวีที่เรารักตลอดจนหัวหน้าฝ่ายวัฒนธรรมและฝ่ายสื่อของรัฐบาลชุดก่อนหน้านี้ด้วย”
“ฉันเชื่อว่าเมื่อกลุ่มตอลิบานได้ยึดอำนาจเบ็ดเสร็จเรียบร้อยแล้ว จะไม่มีเด็กผู้หญิงแม้แต่คนเดียวที่ได้เรียนหนังสือ ทั้งที่ในช่วงที่ผ่านมามี ผู้หญิงอัฟกัน มากกว่า 9 ล้านคนในอัฟกานิสถานกำลังได้รับการศึกษา”
นอกจากนั้น ซาร่าห์ ยังได้ยืนยันว่า เมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมา เกิดสิ่งที่น่าตกใจไม่แพ้กัน คือ หลังจากที่กลุ่มตอลิบานยึดครองเมืองเฮรัต เมืองใหญ่อันดับ 3 ของประเทศ ผู้หญิงครึ่งเมืองก็ต้องหยุดเรียน ไม่สามารถไปเรียนในมหาวิทยาลัยได้ตามปกติ เธอเชื่อว่าเหตุการณ์เหล่านี้เป็นสิ่งเหลือเชื่อที่ทั่วโลกต่างทำหูทวนลม ไม่รับรู้ และหลังจากนั้นไม่กี่สัปดาห์ กลุ่มตอลิบานก็ทำลายโรงเรียนเป็นจำนวนมาก ส่งผลให้เด็กผู้หญิงกว่า 2 ล้านคน ถูกบังคับให้ต้องออกจากระบบการศึกษาทันที โดยไม่มีข้อยกเว้น
“ในตอนนี้ หลายครอบครัวถูกจับมาไว้ในแคมป์ที่กรุงคาบูล และถูกบังคับให้ย้ายจากถิ่นที่อยู่เดิม มาอยู่รวมกันในสภาพความเป็นอยู่ที่ไม่ถูกสุขอนามัย ขาดแคลนอาหาร สถานะอันยากลำบากนี้เองได้ทำให้เกิดการปล้นสะดมขึ้น และที่สำคัญ เด็กทารกจำนวนมากกำลังจะเสียชีวิตเพราะขาดนม นี่คือวิกฤตครั้งใหญ่แห่งมวลมนุษยชาติ แต่ถึงกระนั้น ทั้งโลกก็ยังคงเงียบงัน”

“พวกเราต่างเติบโตมาในโลกที่คุ้นชินกับความเงียบงัน แม้รู้อยู่เต็มอกว่านั่นเป็นเรื่องไม่ยุติธรรม แต่ทุกคนต่างนิ่งเฉย และตัดสินใจทอดทิ้งชาวอัฟกานิสถาน ด้วยการถอนกำลังทหารออกจากสมรภูมิแห่งนี้ นี่เป็นสิ่งที่ผิด นี่คือการทรยศต่อประชาชน ที่ครั้งหนึ่งเคยช่วยกันเอาชนะสงครามเย็นให้กับฝั่งซีกโลกตะวันตก พวกเราทุกคนกำลังถูกจงใจลืมเลือนไป ให้อยู่ภายใต้การปกครองในยุคมืดของตอลิบาน ความพยายามตลอด 20 ปีที่ผ่านมา ความคาดหวังที่จะมีการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่สำหรับคนรุ่นใหม่ กำลังดับลงและกลับสู่ความพ่ายแพ้อีกครั้ง เพราะการทอดทิ้งและวางเฉยในครั้งนี้”
‘ซาห์รา คาริมี’ กับความหวังที่อยากให้ ศิลปะยืนยาว เหนืออำนาจมืดของตอลิบาน
อีกเรื่องหนึ่งที่ ผู้กำกับหญิงแกร่งชาวอัฟกันคนนี้ได้สื่อสารผ่านจดหมายฉบับเดียวกัน นั่นคือ การเรียกร้องให้ปกป้องศิลปะ โดยเฉพาะศาสตร์การทำภาพยนตร์ที่เธอหวงแหนจากเงื้อมมือของกลุ่มตอลิบาน

“เราต้องการเสียงของทุกคนทั่วโลก จากสื่อมวลชน จากรัฐบาล ทว่า จนถึงตอนนี้ องค์กรสิทธิมนุษยชนทั้งหลาย กลับยังคงเงียบงัน เหมือนกับว่าการเข้ามายึดอำนาจและปกครองประเทศของตอลิบานเป็น ‘ข้อตกลงสันติภาพ’ ทั้งที่มันไม่ใช่ สิ่งที่ตอลิบานแถลงออกมาก็เพียงเพื่อให้พวกเขาได้กลับคืนสู่อำนาจเท่านั้น โดยในความเป็นจริงกลุ่มตอลิบานยังคงทำเหมือนเดิม นั่นคือ กระทำกับประชาชนอย่างโหดเหี้ยมเหมือนที่เคยทำมา”
“ตลอดเวลาที่ผ่านมา ฉันได้สร้างวงการภาพยนตร์ในอัฟกานิสถานมาด้วยความยากลำบาก ท่ามกลางแนวโน้มที่จะล้มเหลว แต่เมื่อตอลิบานขึ้นปกครองประเทศ ก็มีโอกาสสูงที่คสบคุมผลงานศิลปะทุกประเภท ฉันและผู้กำกับและผู้สร้างหนังคนอื่นๆ น่าจะไม่รอดพ้นจากการปราบปรามของตอลิบานแน่นอน”
“อย่าให้ เพื่อนร่วมโลกชาวอัฟกันต้องเปล่งเสียงอย่างโดดเดี่ยว ท่ามกลางความเงียบงันเลย” คำร้องขอสุดท้ายจากตัวแทนสตรีอัฟกัน
ในตอนท้ายของจดหมาย ซาร่าห์ ย้ำอีกครั้ง ถึงความเงียบงันของชาวโลกที่สร้างความเจ็บปวดให้ชาวอัฟกันทั้งประเทศ ว่า
“จริงอยู่ ฉันรุ้ว่าฉันต้องอยู่สู้ต่อเพื่อประเทศของฉัน แต่มันเงียบงันเกินไป และฉันก็ไม่สามารถต่อสู้เพียงลำพังได้ ฉันขอร้องให้พวกคุณได้โปรดช่วยเหลือพวกเรา โลกใบนี้ได้โปรดหันมาสนใจ และรับรู้ว่าเกิดอะไรขึ้นในอัฟกานิสถาน”

“ช่วยพวกเราด้วยการสื่อสารในประเทศของคุณว่ากำลังเกิดอะไรขึ้นในประเทศนี้ เป็นเสียงนอกอัฟกานิสถาน เพราะหากกลุ่มตอลิบานยึดครองกรุงคาบูลได้เมื่อไร พวกเราคงไม่สามารถเข้าถึงอินเทอร์เน็ตหรือการสื่อสารช่องทางอื่นได้อีก โปรดบอกผู้สร้างภาพยนตร์และศิลปินของพวกคุณให้เป็น ‘เสียง’ แทนเสียงของพวกเรา”
“เพราะนี่ไม่ใช่สงครามกลางเมือง แต่นี่คือสงครามตัวแทนที่จะจบลงได้ด้วยการที่สหรัฐอเมริกาทำข้อตกลงกับตอลิบาน โปรดแชร์ข้อมูลเหล่านี้ไปยังสื่อมวลชน และอย่าลืมนำเสนอเรื่องราวของชาวอัฟกันเขียนในสื่อโซเชียลมีเดียบ้าง”
และแม้ว่านี่เป็นวันที่กลุ่มตอลิบานเข้ายึดครองประเทศเรียบร้อยแล้ว เราก็ยังอยากถ่ายทอดเสียงเล็กๆที่สื่อถึงความหวังของผู้หญิง จากหญิงแกร่งแห่งวงการภาพยนตร์อัฟกานิสถานท่านนี้ แม้ความหวังนั้นจะริบหรี่เต็มทีก็ตาม
ที่มา : จดหมายฉบับเต็ม (ภาษาอังกฤษ) ‘ซาห์รา คาริมี’ Sahraa Karimi
เข้าใจเรื่องราวสถานการณ์ในประเทศอัฟกานิสถานและกลุ่มตอลิบานเพิ่มมากขึ้น คลิกอ่านต่อเลย
จากสุสานแห่งจักรวรรดินิยม ผู้อพยพชาวอัฟกันลี้ภัยไปอยู่ประเทศไหนบ้าง










