สิ่งทออัจฉริยะ…โจทย์ใหม่ของผู้ประกอบการ

อุตสาหกรรมสิ่งทอและเครื่องนุ่งห่มกำลังเผชิญกับความเปลี่ยนแปลงไม่ต่างจากอุตสาหกรรมประเภทอื่นๆ เสื้อผ้าแบบเดิมๆ อาจไม่ตอบโจทย์ผู้บริโภคยุคใหม่ที่ต้องการมากกว่าแค่การสวมใส่


ปัจจุบันประเทศไทยมีโรงงานสิ่งทอและเครื่องนุ่งห่มเกือบ 5 พันโรงงาน และคนงานประมาณ 5 แสนคน ถือเป็นอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ มีมูลค่าการส่งออกมากกว่าปีละ 1.5 แสนล้านบาท
โครงสร้างอุตสาหกรรมสิ่งทอและเครื่องนุ่งห่มสามารถแบ่งออกได้เป็น 2 กลุ่ม คือ
กลุ่มสิ่งทอ เป็นการขึ้นรูปของเส้นด้าย, ผ้าผืน รวมทั้งการผลิตเส้นใยประดิษฐ์ ได้แก่ เส้นด้าย ประเภท Polyester, Nylon, เส้นใย Acrylic, เส้นด้าย Rayon
กลุ่มเครื่องแต่งกาย แบ่งออกตามลักษณะของการทอ ประกอบด้วย เสื้อผ้าสำเร็จรูปจากผ้าถัก ภาษาทั่วไปจะเรียกว่าผ้ายืด (knitted fabrics) เป็นผ้าที่เกิดจากการถักในรูปแบบเป็นห่วงคล้องคล้ายลูกโซ่ เช่น ผ้าที่ได้มาจากการถักKnitting หรือ Crochet และ เสื้อผ้าสำเร็จรูปจากผ้าทอ จากการใช้เครื่องทอหรือเครื่องกี่ เป็นการนำด้ายมาสานกันเป็นมุมฉากเพื่อทำให้เกิดเป็นผืนผ้าขึ้นมา

Smart textiles

การปรับตัวของสินค้าสิ่งทอในญี่ปุ่นเป็นหนึ่งตัวอย่างที่น่าจับตามองต่อการก้าวไปสู่ Smart Textiles หรือ สิ่งทออัจฉริยะ
ในปี 2017 Ministry of Economy, Trade and Industry หรือ METI กระทรวงเศรษฐกิจ การค้า และอุตสาหกรรมของญี่ปุ่น ได้จัดตั้ง “กลุ่มศึกษาเกี่ยวกับการยกระดับคุณภาพชีวิตโดยการใช้เครื่องมือดิจิทัล เช่น IoT ในสินค้าสำหรับชีวิตประจำวัน” โดยมีจุดประสงค์เพื่อการรวบรวมข้อมูลสถานะปัจจุบันของสาขาดิจิทัล โดยเฉพาะ Smart Textiles และ Fashion Tech เพื่อพิจารณาประเด็นและแนวทางที่เป็นไปได้ในการดำเนินการต่อไปในอนาคต โดยพบว่าในภาพรวมญี่ปุ่นยังอยู่ในระดับที่ล้าหลังกว่าประเทศอื่นในการคิดค้นพัฒนาเทคโนโลยีดังกล่าวเพื่อนำไปใช้เชิงพาณิชย์ เมื่อพิจารณาสถิติการยื่นขอจดสิทธิบัตรเกี่ยวกับ Smart Textiles ทั้งหมดของโลก ในช่วงปี 2010-2018 ญี่ปุ่นมีการยื่นขอจดสิทธิบัตรอยู่ที่ 8.5% จัดอยู่ในอันดับที่ 5 ของโลก รองจากจีน สหรัฐฯ สหราชอาณาจักร และ เกาหลี

Yano Research Institute ได้ประเมินขนาดตลาดของสินค้า Smart Textiles ในญี่ปุ่นและคาดการณ์ว่าน่าจะขยายตัวขึ้นอย่างต่อเนื่องถึง 2,880.4% คิดเป็นมูลค่า 2.27 หมื่นล้านเยน (6.5 พันล้านบาท) ในปี 2030 และคาดว่าจะมีการขยายการใช้ไปยังอุตสาหกรรมต่างๆ อย่างกว้างขวาง เช่น การก่อสร้าง การผลิต การขนส่ง รวมทั้งการแพทย์และการดูแลผู้สูงอายุ

ซึ่งในอนาคตเราอาจได้เห็นเสื้อผ้าที่สามารถติดตามสภาพร่างกายประจำวัน เพื่อประโยชน์ในการดูแลสุขภาพ แจ้งเตือนความผิดปกติของร่างกาย หรือยกระดับคุณภาพการนอนหลับ ฯลฯ สินค้าเสื้อผ้าสำหรับผู้สูงวัย โดยผู้ดูแลสามารถติดตามข้อมูลสภาพร่างกายได้จากสถานที่อื่นที่ห่างออกไป ช่วยแจ้งเตือนหากผู้สูงวัยหกล้ม หรือแม้กระทั่งเสื้อกีฬาสำหรับนักกีฬาอาชีพ ช่วยในการเทรนนิ่งและดูแลสภาพความพร้อมของร่างกาย
พรรณณี สุวรรณธุปินตัน ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ เมืองฮิโรชิมา ให้ข้อมูลว่าอนาคตใหม่ของสินค้าสิ่งทอในญี่ปุ่นจะเติบโตกว่า 2000% ซึ่งรัฐบาลญี่ปุ่นมองเห็นความสำคัญของ Smart Textiles ว่าเป็นสินค้าใหม่ที่จะเป็นหนึ่งในแกนสำคัญของการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมของญี่ปุ่น  โดยจะเป็นการปฏิวัติขนานใหญ่ของแนวคิดเกี่ยวกับสินค้าสิ่งทอที่เคยมีมา
พรรณณี สุวรรณธุปินตัน
พรรณณี สุวรรณธุปินตัน ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ เมืองฮิโรชิมา
Smart Textiles ที่มีความล้ำยุคทางเทคโนโลยี ซึ่งทำหน้าที่ได้หลากหลายต่างไปจากผลิตภัณฑ์สิ่งทอที่เคยมีมา ช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตและความสะดวกสบายให้กับผู้ใช้  ตั้งแต่ในทศวรรษ 1980  ได้เริ่มมีการนำอุปกรณ์แสดงแสงสีติดเข้ากับเสื้อผ้า และพัฒนาเรื่อยมาจนในที่สุดสามารถทำให้วัสดุสิ่งทอเป็นสื่อส่งกระแสไฟฟ้าได้ 

อาจกล่าวได้ว่า Smart textiles ได้เปิดศักราชใหม่ให้กับอุตสาหกรรมสิ่งทอ และมีความเป็นไปได้ที่จะเปลี่ยนแนวคิดพื้นฐานเกี่ยวกับสินค้าสิ่งทอซึ่งเดิมใช้ประโยชน์ในการสวมใส่ปกปิดร่างกาย ไปเป็นสิ่งที่ช่วยดูแลสุขภาพและความปลอดภัยของผู้สวมใส่ รวมทั้งยกระดับคุณภาพชีวิต ผลิตภัณฑ์ต่างๆ ที่อาจพัฒนาโดยใช้ Smart textiles จะยังคงมีการคิดค้นพัฒนาเทคโนโลยีอย่างต่อเนื่องต่อไป ผู้ผลิตผู้ส่งออกไทยควรติดตามและศึกษาความเป็นไปได้ในการพัฒนาสินค้าใหม่ๆ เพื่อสร้างความสามารถในการแข่งขันสำหรับสินค้าสิ่งทอของไทย

สิ่งทออัจฉริยะ
สำหรับการส่งออกอุตสาหกรรมสิ่งทอและเครื่องนุ่งห่มของไทยในปี 2563 มีมูลค่า 5,748.8 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ปรับตัวลดลงร้อยละ 16.8 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน แบ่งเป็น (1) การส่งออกกลุ่มสิ่งทอ มีมูลค่า 3,624.8 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ปรับตัวลดลงร้อยละ 16.5 และ (2) การส่งออกกลุ่มเครื่องนุ่งห่ม มีมูลค่า 2,124.0 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ปรับตัวลดลงร้อยละ 17.2 โดยมีตลาดส่งออกสำคัญคือ สหรัฐอเมริกา, ญี่ปุ่น, จีน, เวียดนาม, อินโดนีเซีย
ถึงเวลาผู้ประกอบการไทยต้องปรับตัว พัฒนารูปแบบการลงทุน การบริหารจัดการ นำเทคโนโลยีและนวัตกรรมเข้ามาใช้ตอบโจทย์ผู้บริโภคยุค New Normal เพื่อกลับสู่การเติบโตอีกครั้ง