Monday, August 31, 2026

สาลิกาคาบข่าว Vol.250

40 นิคมฯในอีอีซีดึงเม็ดเงินลงทุนรวมกว่า 2.04 ล้านล้านบาท

นายวีริศ อัมระปาล ผู้ว่าการการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.)
นายวีริศ อัมระปาล ผู้ว่าการการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.) เปิดเผยการลงทุนในเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี) ถือเป็นปัจจัยสำคัญในการกระตุ้นเศรษฐกิจให้ฟื้นตัวทั้งในระยะสั้นและระยะยาว กนอ.ได้เร่งเดินหน้าโครงการสำคัญๆ อาทิ โครงการนิคมอุตสาหกรรมสมาร์ทปาร์ค (Smart Park) ที่คาดว่าจะสามารถเปิดดำเนินการได้ในปี 2567 ตามแผนที่วางไว้ เพื่อดึงดูดการลงทุนในกลุ่มอุตสาหกรรมเป้าหมาย (New S-Curve) แบ่งพื้นที่รองรับการลงทุนคือ อุตสาหกรรมการบินและโลจิสติกส์ 301.70 ไร่ อุตสาหกรรมการแพทย์ 182.84 ไร่ อุตสาหกรรมดิจิทัล 163.93 ไร่ และอุตสาหกรรมหุ่นยนต์ 75.17 ไร่ โดยผลประโยชน์ทางตรงที่จะคาดว่าเกิดขึ้นหลังเริ่มมีการลงทุนในนิคมฯสมาร์ทปาร์คคือ การเติบโตทางเศรษฐกิจสามารถสร้างมูลค่าของจีดีพีในประเทศต่อปีอยู่ที่ 53,000 ล้านบาท เกิดการจ้างงานในระยะก่อสร้างประมาณ 200 คน ส่งผลให้เกิดเงินหมุนเวียนในชุมชนประมาณ 24 ล้านบาทต่อปี ในระยะดำเนินการคาดว่าจะมีการจ้างงานประมาณ 7,500 คน ส่งผลให้มีเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจในพื้นที่ประมาณ 1,400 ล้านบาทต่อปี สำหรับปี 2564 มีนิคมอุตสาหกรรมร่วมดำเนินงานแห่งใหม่ที่จะจัดตั้งในพื้นที่อีอีซี 4 แห่ง ได้แก่ 1.นิคมอุตสาหกรรมเอ็กโกระยอง จ.ระยอง พื้นที่ 621 ไร่ ขณะนี้อยู่ระหว่างพัฒนาโครงการ 2.นิคมอุตสาหกรรมโรจนะหนองใหญ่ จ.ชลบุรี พื้นที่ 1,987 ไร่ อยู่ระหว่างพัฒนาโครงการ 3.นิคมอุตสาหกรรมเอเพ็กซ์กรีน อินดัสเตรียล เอสเตท จ.ฉะเชิงเทรา พื้นที่ 2,191 ไร่ อยู่ระหว่างรอเซ็นสัญญาร่วมดำเนินงานกับ กนอ. และ 4.นิคมอุตสาหกรรมฉะเชิงเทรา บลูเทคซิตี้ จ.ฉะเชิงเทรา พื้นที่ 1,181 ไร่ อยู่ระหว่างรอเซ็นสัญญาร่วมดำเนินงานกับ กนอ. โดยนิคมอุตสาหกรรมแห่งใหม่จะดึงดูดการลงทุนในกลุ่มอุตสาหกรรมเป้าหมาย อาทิ ยานยนต์และชิ้นส่วน เหล็กและโลหะภัณฑ์ อิเล็กทรอนิกส์ และ ปิโตรเคมี เป็นต้น “การลงทุนในพื้นที่อีอีซีจะทำให้เกิดเม็ดเงินลงทุนที่เข้าสู่ระบบเศรษฐกิจและเกิดการจ้างงานตามมาจำนวนมาก โดยปัจจุบันมีนิคมอุตสาหกรรมที่ตั้งอยู่ในพื้นที่อีอีซีทั้ง 3 จังหวัด ได้แก่ ชลบุรี ระยอง และฉะเชิงเทรา 40 แห่ง มีเม็ดเงินลงทุนในพื้นที่กว่า 2.04 ล้านล้านบาท ขณะเดียวกัน กนอ.ได้เตรียมความพร้อมด้านสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐานไว้รองรับการขยายตัวด้วยเช่นเดียวกัน เพื่อให้การเติบโตด้านอุตสาหกรรมอยู่คู่กับชุมชนและสังคมอย่างยั่งยืน” นายวีริศ กล่าว

วว. พลิกมิติสาหร่ายพันธุ์ไทย พัฒนาสู่ผลิตภัณฑ์ดูแลสุขภาพผิว

ศ.(วิจัย)ดร.ชุติมา เอี่ยมโชติชวลิต ผู้ว่าการ สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.)
ศ.(วิจัย)ดร.ชุติมา เอี่ยมโชติชวลิต ผู้ว่าการ สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.) กล่าวว่า วว. นับเป็นหน่วยงานแห่งเดียวในประเทศที่มีการดำเนินงานด้านสาหร่ายอย่างครบวงจร ตั้งแต่การมีคลังเก็บรักษาสายพันธุ์สาหร่าย เพื่อรวบรวมและเก็บรักษาสายพันธุ์สาหร่ายน้ำจืดและน้ำเค็มขนาดเล็กจากแหล่งต่างๆ ทั่วประเทศ พร้อมทั้งจัดทำฐานข้อมูลกว่า 1,000 สายพันธุ์ มีห้องปฏิบัติการเพาะเลี้ยง วิเคราะห์ และทดสอบ ที่สำคัญและโดดเด่นคือ วว. มีระบบการเพาะเลี้ยงสาหร่ายกลางแจ้งระดับการเพาะเลี้ยงต่อเนื่องและครบวงจร ปริมาตรรวม 400,000 ลิตร  ผ่านการดำเนินงานโดย ศูนย์ความเป็นเลิศด้านสาหร่าย วว. ดำเนินการวิจัย พัฒนา ถ่ายทอดเทคโนโลยี และนวัตกรรมการผลิตผลิตภัณฑ์ นำไปใช้ประโยชน์ด้านเกษตร อาหาร เภสัชกรรม สิ่งแวดล้อม และพลังงานอย่างยั่งยืน  ขณะนี้ ศูนย์ความเป็นเลิศด้านสาหร่าย วว. ประสบผลสำเร็จในการเพิ่มมูลค่าสาหร่ายพันธุ์ไทย โดยการวิจัยและพัฒนาเป็นต้นแบบในกระบวนการผลิตสู่ระดับอุตสาหกรรม ได้แก่ “ผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพผิว” ทั้งครีมกันแดด และ ผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดและบำรุงผิวกาย ผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพผิว เป็นส่วนหนึ่งของความสำเร็จที่ วว. นำวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรม เข้าไปเพิ่มมูลค่าให้กับทรัพยากรที่มีคุณค่าของประเทศ พร้อมให้บริการแก่ผู้ประกอบการ ภาคอุตสาหกรรม  ในการผลิตสารสกัดและพัฒนาสูตรตำรับ กระบวนการเพาะเลี้ยงสาหร่ายจนถึงกระบวนการพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์ พร้อมถ่ายทอดเทคโนโลยีให้แก่ผู้ประกอบการที่สนใจเพื่อต่อยอดการผลิตสู่เชิงพาณิชย์ต่อไป

สถานการณ์โควิด-19 ดันแหล่งท่องเที่ยวยอดนิยมหลุดท็อป 20

อโกด้า แพลตฟอร์มการท่องเที่ยวดิจิทัลระดับโลก เผยข้อมูลการจองห้องพักในประเทศของคนไทยในช่วงสองปีที่ผ่านมา (เดือนมิถุนายน 2562 – เดือนมิถุนายน 2563 เทียบกับเดือนมิถุนายน 2563 – เดือนมิถุนายน 2564) โดยถึงแม้กรุงเทพฯ (#1) พัทยา (#2) และเชียงใหม่ (#3) จะยังเป็นจุดหมายปลายทางที่มีคนจองห้องพักมากที่สุด 3 อันดับแรก แต่คนไทยก็เลือกไปท่องเที่ยวจุดหมายปลายทางอื่นที่ยังไม่ค่อยเป็นที่นิยมด้วยเช่นกัน สถานการณ์โควิด-19 ทำให้คนไทยหันมาท่องเที่ยวในประเทศและมองหาจุดหมายปลายทางที่ยังไม่ค่อยมีคนรู้จักมากขึ้น การสำรวจระหว่างเดือนมิถุนายน 2563 ถึงเดือนมิถุนายน 2564 ภูเก็ต และชลบุรีตกลงไปหนึ่งอันดับ ในขณะเดียวกันจุดหมายปลายทางที่แปลกใหม่ อย่างกาญจนบุรี ก็ขึ้นมาทำให้เชียงรายต้องหลุดจาก 10 ลำดับแรกในปี 2564 โดยรวมแล้ว 10 จุดหมายปลายทางยอดนิยมยังประกอบไปด้วยเมืองท่องเที่ยว รวมถึงจุดหมายปลายทางประเภทชายหาดและชายฝั่งที่มีชื่อเสียง ในทางกลับกัน จุดหมายปลายทางที่ได้รับความนิยมน้อยลงมาก ได้แก่ เกาะพีพี เกาะพะงัน เกาะเต่า เกาะลันตา และปาย โดยแต่ละแห่งตกลงไปมากกว่า 10 อันดับในการจัดลำดับ

“โควิด” ทำเด็กกำพร้าแล้ว 369 ราย อายุน้อยสุดแค่ 1 วัน

นางสุภัชชา สุทธิพล อธิบดีกรมกิจการเด็กและเยาวชน (ดย.) กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) กล่าวในการแถลงข่าวออนไลน์เรื่อง สถานการณ์เด็กกำพร้า ผลกระทบจากโควิด-19 และการเยียวยาฟื้นฟู ว่า จากข้อมูลศูนย์ปฏิบัติการบริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) หรือศบค. พบเด็กติดเชื้อโควิดตั้งแต่วันที่ 1ม.ค. – 4 ก.ย. 2564 มีจำนวน 142,870 คน แบ่งเป็นพื้นที่กรุงเทพมหานคร 31,111 คน และภูมิภาค 111,759 คน ส่วนเด็กกำพร้าจากโควิด-19 ข้อมูลตั้งแต่วันที่ 27 ก.ค.ถึง 4 ก.ย. มีจำนวน 369 คน 5 จังหวัดที่มีเด็กกำพร้ามากที่สุดคือ ปัตตานี 57 คน นราธิวาส 34 คน ยะลา 26 คน พระนครศรีอยุธยา 18 คน และกาฬสินธุ์ 14 คน ตามลำดับ ขณะที่กรุงเทพฯ 7 คน โดยเป็นการกำพร้าพ่อมากที่สุด 180 คน หรือคิดเป็นร้อยละ 48.78 รองลงมากำพร้าแม่ 151 คน หรือคิดเป็นร้อยละ 40.92 ขณะที่กำพร้าทั้งพ่อและแม่ 3 คน และไม่มีผู้ดูแล 35 คน ช่วงอายุเด็กกำพร้าส่วนใหญ่อยู่ระหว่าง 6-18 ปี รองลงมาช่วงแรกเกิดถึง 3 ปี ขณะที่เด็กกำพร้าที่มีอายุน้อยที่สุดคืออายุ 1 วัน จากการสูญเสียแม่

เทเลนอร์ สวีเดน ชู “5G Private Network” พลิกโฉมอุตสาหกรรม 4.0

แอนเดรียส คริสเตนซัน หัวหน้าสายงาน IoT และธุรกิจใหม่ เทเลนอร์ สวีเดน
5G Private Network เริ่มเป็นโซลูชันที่องค์กรธุรกิจในยุโรป อเมริกา และประเทศอุตสาหกรรมชั้นนำของโลก ให้ความสนใจและเริ่มใส่เงินลงทุน เพื่อเดินหน้าเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัลและระบบอัตโนมัติของกลุ่มอุตสาหกรรม ซึ่งต้องการเครือข่ายที่มีความปลอดภัย ความเร็วสูงในการรับส่งข้อมูล โดยเทเลนอร์ สวีเดนได้นำคลื่น 3500 MHz เปิดให้บริการ 5G เชิงพาณิชย์กับกลุ่มอุตสาหกรรมชั้นนำต่างๆ โดยเปิดให้บริการ 36 แห่งในสวีเดน แอนเดรียส คริสเตนซัน หัวหน้าสายงาน IoT และธุรกิจใหม่ เทเลนอร์ สวีเดน เล่าถึงการเริ่มต้นว่า “ปัจจัยสำคัญเป็นอย่างยิ่งที่จะก้าวสู่ยุคอุตสาหกรรม 4.0 ได้คือการเชื่อมต่อแบบอัจฉริยะ แน่นอนว่าเรากำลังต้องการเครือข่ายระดับที่พลิกโฉมจากเดิม ในส่วนนี้ Private Network จึงมาตอบโจทย์ในช่วงเวลาสำคัญยิ่ง เราออกแบบและบริหารจัดการได้ไม่ใช่แค่ความเร็วของอินเทอร์เน็ต แต่รวมถึงความหน่วงหรือ Latency ที่มีความสำคัญในการเชื่อมต่ออุปกรณ์ดิจิทัลและเครื่องมือต่างๆของอุตสาหกรรมแบบที่ปลอดภัยและวางใจในการใช้งานได้เต็มที่ ในส่วนนี้ เทเลนอร์ สวีเดน ได้ติดตั้งโซลูชันที่ แอตลาส คอปโก้ (Atlas Copco) ในประเทศสวีเดน ซึ่งเป็นผู้นำในอุตสาหกรรมผลิตภัณฑ์ที่มีนวัตกรรมทันสมัย เกี่ยวกับอุตสาหกรรมก๊าซและคอมเพรสเซอร์หรือปั๊มลม พร้อมทั้งโซลูชั่นด้านการจัดการพลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อระบบอุตสาหกรรมและโรงงานต่างๆ ในภาคความร่วมมือเชื่อมต่อเครือข่าย 5G ในโรงงาน และเชื่อมกับอุปกรณ์ต่างๆ เพื่อการใช้งาน รวมทั้งยังวางแผนที่จะพัฒนาต่อในการเพิ่มการเชื่อมต่อสู่อุปกรณ์ต่างๆ” ความร่วมมือในการนำ Private Network มาใช้งานในเชิงพาณิชย์ในครั้งนี้ เกิดขึ้นจาก 3 บิ๊กที่ผนึกกำลังร่วมกันทั้ง “เทเลนอร์ กรุ๊ป” ผู้นำด้านบริการโทรคมนาคมที่สำคัญในกลุ่มสแกนดิเนเวีย ยุโรปกลางและตะวันออก รวมถึงแถบเอเชีย ที่มีลูกค้าทั่วโลกประมาณ 169 ล้านราย และเป็นผู้บุกเบิกโครงการ 5G Verticals INNovation Infrastructure (5G-VINNI) ซึ่งมีเป้าหมายผลักดันเทคโนโลยีการใช้งาน 5G สู่กลุ่มยุโรป “แอตลาส คอปโก้” ผู้นำในกลุ่มอุตสาหกรรมซึ่งมีพนักงานราว 40,000 รายใน 180 ประเทศทั่วโลก ให้บริการด้านอุตสาหกรรมก๊าซและคอมเพรสเซอร์หรือปั๊มลม ปั๊มสุญญากาศ อุปกรณ์ก่อสร้างถนน คอมเพรสเซอร์แบบเคลื่อนที่ เครื่องมือประกอบชิ้นส่วนในอุตสาหกรรมยานยนต์ และอีกรายคือ “อีริคสัน” ผู้นำด้านเทคโนโลยีไอซีทีและเครือข่ายระดับโลกที่มีพนักงานประมาณ 100,000 ราย “ในระยะยาวผู้บริโภคจะได้ใช้งาน Private Network ในรูปแบบต่างๆ ผ่านเทคโนโลยีเสมือนจริง เช่น Augmented Reality (AR) และเทคโนโลยีที่ถ่ายทอดผ่านกล้องต่างๆ อีกมากมาย ซึ่งปัจจุบัน Private Network ได้เปิดให้บริการสำหรับกลุ่มลูกค้าองค์กรหรือผู้ประกอบการอุตสาหกรรม” คริสเตนซัน สรุป