นักแปล ป.4 “ศรีดาวเรือง” ส่งต่อแรงบันดาลใจคนรุ่นใหม่ สู่ถนนคนแปลหนังสือ

ไม่น่าเชื่อว่านักเขียนหญิงระดับหัวแถวของวงวรรณกรรมไทยนาม “ศรีดาวเรือง” จะมีความสามารถแปลหนังสือ นอกเหนือไปจากงานประพันธ์วรรณกรรมที่ทำมาตั้งแต่ พ.ศ. 2517 ทั้งๆ ที่เธอจบเพียงชั้น ป.4 เท่านั้น!


ผลงานการแปลเล่มสำคัญของ “ศรีดาวเรือง” คือชุดอมตะนิทาน 2 เล่มใหญ่ นั่นคือ งานแปลบทประพันธ์ของ 2 นักเขียนระดับโลก “ฮันส์ คริสเตียน แอนเดอร์เซ่น” ชาวเดนมาร์ก และผลงานของ “สองพี่น้องตระกูลกริมม์” ชาวเยอรมัน
ศรีดาวเรือง
“ศรีดาวเรือง”
รูปธรรมของสถานะ “นักแปล” ของ “ศรีดาวเรือง” ปรากฏอยู่ก่อนหน้านี้อีกเป็นจำนวนไม่น้อย โดยผลงานการแปลวรรณกรรมของ “ศรีดาวเรือง” ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน ประกอบไปด้วย
  1. การผจญภัยของลุงป๋วย (2522)
  2. สมุดปกเขียว (2522)
  3. ดอนกีโฮเต้ ฉบับอนุบาล (2522)
  4. นิทานฮาวาย (2530)
  5. แม่ถ้อยน้ำคำ (2537)
  6. ลึกมั้ยนะ (2544)
  7. แม่ไม้ (2544)
  8. ยุคสมัยไวกิ้ง (2544)
  9. ผืนดินออกลูกเป็นเสื้อ (2545)
  10. เด็กข้างรางรถไฟ (2547)
  11. ความลับในห้องหมายเลข 342 (2547)
  12. นิทานของฮันส์ คริสเตียน แอนเดอร์เซ่น (2548)
  13. นิทานของสองพี่น้องตระกูลกริมม์ (2548)

ผลงานดังที่กล่าวมาทั้งหมด เป็นการพิสูจน์ถึงสถานะ “นักแปล” ของ “ศรีดาวเรือง” ในบทบาทของ “ทูตวรรณกรรม” อย่างไม่เป็นทางการได้อีกโสดหนึ่ง
ไม่ว่าคำว่า “ทูตวรรณกรรม” จะหมายความถึง “ตัวแทน” ในลักษณะ “สะพานเชื่อม” ที่นำเอาวรรณกรรมท้องถิ่น ไปสู่แวดวงหนังสือสากล หรือจะเป็นการนำเอาวรรณกรรมของสากลกลับสู่ท้องถิ่นก็ตาม
ย้อนหลังกลับไปเมื่อราวปี 2540 นักเขียนไทยนาม “ศรีดาวเรือง” ได้รับเชิญให้เดินทางไปเยือนยุโรป ในฐานะผู้สรรค์สร้างงานวรรณกรรม
โดยมีเจ้าภาพร่วมคือสมาคมไทยศึกษา พิพิธภัณฑ์บูรพา พิพิธภัณฑ์ชาติวงศ์วรรณา และสหภาพนักเขียนสวีเดน ซึ่งมอบเกียรติให้ไปเยือนกรุงสตอกโฮล์ม พร้อมได้รับเชิญให้เดินทางต่อไปยังเดนมาร์ก เยอรมนี และอังกฤษ เมื่อวันที่ 28 พฤษภาคม 2540
ซึ่งการได้รับเชิญให้เดินทางไปเยือนยุโรปในฐานะ “ทูตวรรณกรรม” อย่างไม่เป็นทางการครั้งนั้น ถือว่าได้สร้างคุณูปการด้านงานประพันธ์ไว้ไม่น้อย
นอกจากนี้ “ศรีดาวเรือง” ยังเคยได้รับเกียรติเชื้อเชิญให้ไปร่วม งานเทศกาลวรรณกรรมเอเชีย-แอฟริกา 2007 ณ เมืองจอนจู ประเทศเกาหลีใต้
ซึ่ง “ศรีดาวเรือง” บอกว่า การได้รับเชิญครั้งนี้เป็นเกียรติอย่างมาก เพราะในฐานะคนบ้านนอกคนหนึ่งจากพิษณุโลก ซึ่งแม้ปัจจุบันจะหยั่งรากอยู่แถวรังสิต แต่ระยะหลังๆ ก็ไม่ค่อยได้เข้ากรุงเทพฯ มากนัก การไปเกาหลีใต้ครั้งนั้น จึงถือเป็นโอกาสอันดีที่ทำให้คนบ้านนอกได้ไปเมืองนอก!

และก่อนหน้าที่ “ศรีดาวเรือง” จะได้รับเชิญไปประเทศเกาหลีใต้ มีการตีพิมพ์-เผยแพร่บทบันทึกในเชิงอัตสารคดี เมื่อครั้งที่เธอเดินทางออกย่ำแผ่นดินยุโรปออกมาจำนวน 1 เล่ม นั่นคือ งานเขียนชุด “สี่แผ่นดินอื่น” โดยจะแบ่งออกเป็น 4 ภาค คือ สวีเดน เดนมาร์ก เยอรมนี และอังกฤษ
ในทางกลับกัน เรื่องสั้นของ “ศรีดาวเรือง” ได้รับการแปลเป็นภาษาต่างประเทศมากมาย ไม่ว่าจะเป็น ผลงานภาษาอังกฤษดังต่อไปนี้
  1. A Drop of Glass and Other Stories แปลโดย Rachel Harrison 1994
  2. Married to the Demon King and Other Demon Folk แปลโดย Susan Kepner 2004
  3. The Citizen’s Path รวม 12 เรื่องสั้น ฉบับ 2 ภาษา (ไทย-อังฤษ) ราษฎรดำเนิน 2004
  4. In the Mirror แปลโดย Benedict Anderson 2010
  5. The Lioness in Bloom แปลโดย Susan Kepner
  6. Virtual Lotus บรรณาธิการโดย Teri Shaffer Yamada 2002
  7. The Sergeant’s Garland and Other Stories แปลโดย David Smyth and Manas Chitakasem 1998
  8. Short Stories and Poems of Social Consciousness 1984
  9. Value Conflicts in Thai Society: Agonies of Change Seen in Short Stories แปลโดย Suvanna Kriengkraipetch and Larry Smith 1992
  10. Thai Literary Traditions บรรณาธิการโดย Manas Chitakasem 1995
  11. Dreamtrack: Nostalgia and Longing in Two Thai Writer 1995
  12. The Siamese Smiles Now Show Dried Blood 1977
  13. ภาษาฝรั่งเศส Ecrivains de Thailande du Laos 2003
  14. ภาษาเยอรมนี
  • 14.1 Frauen in Thanland Erzahlungen แปลโดบ Hella Kothmann 1989
  • 14.2 Sozialkritesche Literatur in Thailand แปลโดย Klaus Rosenberg 1986
  1. ภาษาเดนมาร์ก Ansigter Sydostasien Fortaeller แปลโดย Vagn Plenge 2007

กล่าวโดยสรุป งานแปล “ศรีดาวเรือง” เป็นภาษาต่างประเทศ มีภาษาอังกฤษ ฝรั่งเศส อิตาลี เดนมาร์ก สวีเดน ญี่ปุ่น เกาหลี อินโดนีเซีย พม่า ไอซ์แลนด์
และในวาระฉลองครบรอบ 500 ปี ความสัมพันธ์ไทย-โปรตุเกส ได้มีการแปลเรื่องสั้น “มัทรี” ของ “ศรีดาวเรือง” เป็นภาษาโปรตุเกส ผ่านฝีมือของ “ประโลม บุญรัศมี”
รวมถึงล่าสุด Yumiko Udo ได้แปลเรื่องสั้น 21 เรื่องของ “ศรีดาวเรือง” เป็นภาษาญี่ปุ่น ชื่อปก “แก้วหยดเดียว” พิมพ์เผยแพร่ครั้งแรกในวาระ “ความสัมพันธ์ 130 ปี ไทย-ญี่ปุ่น”
โดยเฉพาะอย่างยิ่งรวมเรื่องสั้น 2 ภาษาชุด “ราษฎรดำเนิน” ที่ “ส.ศิวรักษ์” ได้เขียนคำนำให้ดังนี้ “แม้ว่าศรีดาวเรืองจะมิใช่ผู้นำมวลชนชั้นแนวหน้า แต่เมื่อพิจารณาจากประวัติและงานแล้ว ก็จะเห็นได้ว่าเธอมีความแนบแน่นอยู่ในขบวนของผู้ใช้แรงงานมาตั้งแต่ก่อนเหตุการณ์ 14 ตุลา 16 เอาเลยด้วยซ้ำ เริ่มตั้งแต่งานในบ้านเรื่อยไปจนถึงงานในโรงงานอุตสาหกรรมของทุรยุค ที่แรงงานส่วนใหญ่หลั่งไหลมาจากหัวเมืองชนบทที่กำลังล่มจม
“เพราะเหตุนี้เธอจึงเลือกที่จะเริ่มต้นผลงานชิ้นแรกๆ ด้วยการสะท้อนภาพชีวิตของคนงานโรงงานทำแก้วออกมา มีชื่อว่า “แก้วหยดเดียว” ที่เข้าใจว่าจะได้รับทั้งคำแนะนำและกำลังใจเป็นเป็นพิเศษจากบรรณาธิการวารสารที่ลงตีพิมพ์เรื่องสั้นนี้เป็นประเดิมในเดือนตุลาคมปี 2518 นับแต่นั้นเป็นต้นมาเราก็มักจะได้พบชื่อศรีดาวเรืองปรากฏอยู่ด้านล่างผลงานต่างๆ ตามสื่อที่เป็นปากเป็นเสียงของขบวนการประชาชนอยู่เสมอๆ
“แต่สิ่งซึ่งถือว่าแผกไปกว่าวรรณกรรมประเภทชูธงที่มีสะพัดกันจนเกร่อในยุคกระโน้นและแม้ยุคต่อๆ มาก็คือ นอกจากจะเป็นการสะท้อนความทุกข์ยากในวิถีชีวิตคนทำงานจากประสบการณ์ตรงแล้ว งานเขียนของศรีดาวเรืองยังส่องให้เห็นและตั้งคำถามเกี่ยวกับแบบแผนคุณค่าทางจริยธรรมศาสนธรรมที่แปรเปลี่ยนไปอย่างเป็นการตรงกันข้ามกันของไพร่กับกระฎุมพี ชนบทกับเมืองหลวง เกษตรกรรมกับอุตสาหกรรม ถือเป็นเครื่องยืนยันอย่างดีถึงสายตาอันแหลมคมของเธอที่สามารถแทงทะลุทฤษฎีการต่อสู้ทางชนชั้นหรือไม่เพียงแต่บอกเล่าถึงความทุกข์ชั้นผิวๆ ของราษฎรผู้เสียเปรียบในสังคมเท่านั้น เพราะแม้แต่การกดขี่ทางเพศสภาพที่กัดกร่อนลึกลงไปถึงชั้นจิตวิญญาณก็ถูกเธอนำมาตีแผ่ไว้อย่างน่าสะเทือนใจไม่ว่าจะเป็นในเรื่องชายผ้าเหลือง (2518) มัทรี (2528) หรือดุจดั่งจะคายคืน (2532)
“ยิ่งเมื่อเราพิจารณาถึงกลวิธีในทางวรรณศิลป์ด้วยแล้ว จะเห็นได้ว่าอินทรีย์ของศรีดาวเรืองในด้านนี้แก่กล้าในทางกุสุมรสยิ่งขึ้นๆ ตามความล่วงกาลผ่านวัยของชีวิตและการงานอย่างต่อเนื่องและเสมอต้นเสมอปลายของเธอ ในอันที่จะถ่ายทอดเรื่องราวการดำเนินของไพร่หรือราษฎร ซึ่งต้องเผชิญกับความทุกข์ยากเดือดร้อนให้ผู้คนในโลกหนังสือได้รับรู้ตลอดมา” (เขียนโดย “ส.ศิวรักษ์”)
ไม่น่าเชื่อว่านักเขียนหญิงระดับหัวแถวของวงวรรณกรรมไทยนาม “ศรีดาวเรือง” จะมีความสามารถแปลหนังสือ นอกเหนือไปจากงานประพันธ์วรรณกรรมที่ทำมาตั้งแต่ พ.ศ. 2517 ทั้งๆ ที่เธอจบเพียงชั้น ป.4 เท่านั้น!