สัญญาณเตือนแบงก์ชาติ โลกการเงินเปลี่ยน ธนาคารไหนไม่ปรับตัวอาจไม่ได้ไปต่อ

เสียงสะท้อนจาก ดร.เศรษฐพุฒิ สุทธิวาทนฤพุฒิ ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ฉายภาพภูมิทัศน์ใหม่ทางการเงินเปลี่ยนแล้ว Digital Banking กลายเป็นช่องทางใหม่ที่คนหันมาใช้บริการแบบก้าวกระโดด บริการ E-Payment เติบโตถึง 15 เท่าเมื่อเทียบกับ 10 ปีที่แล้ว ขณะที่วงเงินผ่านระบบ E-Banking เพิ่มขึ้นถึง 100 เท่า

“บริการดิจิทัลผ่านเทคโนโลยีทางการเงินจะทำให้คนเข้าถึงธุรกรรมได้สะดวกมากยิ่งขึ้น ทุกพื้นที่ ทุกเวลา เป็นเทรนด์ที่จะเกิดขึ้นอย่างรวดเร็วในระยะข้างหน้านี้” ผู้ว่า ธปท. กล่าว
ดร.เศรษฐพุฒิ สุทธิวาทนฤพุฒิ ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.)
นอกจากระบบบริการทางการเงินที่มีการแข่งขันอย่างรุนแรงแล้ว การให้สินเชื่อทางธุรกิจยังมีความซับซ้อนมากขึ้น ต้องนำเรื่อง  Climate Change มาเป็นส่วนหนึ่งในการพิจารณาว่าธุรกิจนั้นสร้างปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศมากน้อยแค่ไหน เนื่องจากนโยบายทางการค้าของสหภาพยุโรป หรือ อียู นำเรื่องนี้มาเป็นเงื่อนไขการส่งสินค้าเข้าไปขายในอียู เป็นหนึ่งในมาตรการกีดกันทางการค้าระหว่างประเทศ  ดังนั้นทางข้างหน้าจากนี้ไป เราจะต้องเจอกับกระแสเทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงไป เจอกับกระแสกีดกันทางการค้ารูปแบบใหม่ๆ และหลายธุรกิจอาจจะต้องเจ็บปวดกับความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น

ผู้เล่นหน้าใหม่รุกแย่งตลาด

ในระยะข้างหน้ามีความเป็นไปได้สูงที่จะมีผู้ให้บริการรายใหม่ๆ เข้ามาเพิ่มเติม โดยเฉพาะผู้ให้บริการที่อยู่นอกเหนือจากกลุ่มธนาคารพาณิชย์หรือกองทุน ซึ่งอาจจะเป็นผู้ให้บริการจากต่างชาติที่ข้าม channel เข้ามาสู่บริการใหม่ๆ และอาจจะได้เห็นบริการที่ไม่มีตัวกลางเข้ามาแข่งขันกันมากขึ้น ธุรกิจที่เข้าถึงเทคโนโลยีจะมีโอกาสเข้าถึงสินเชื่อมากขึ้น การโอนเงินข้ามประเทศ ซึ่งปัจจุบันค่าธรรมเนียมค่อนข้างสูง ในอนาคตอาจมีการเปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยยะสำคัญ ซึ่งการดำเนินงานของ ธปท.คือการสร้างโอกาสทางการเงินให้กับผู้ประกอบการ ประกอบด้วย

More open Data การใช้ข้อมูลให้มีประสิทธิภาพและมีการใช้ข้อมูลเหล่านี้ให้มากขึ้น ช่วยให้คนเข้าถึงสินเชื่อได้มากขึ้น การให้สินเชื่อข้ามแพลตฟอร์มด้วยข้อมูลที่สะดวกมากขึ้น เช่น การใช้ Statement ข้ามธนาคารกันได้ เพื่อการมีข้อมูลมากพอและขอสินเชื่อได้สะดวกมากขึ้น
More open Competition ทำให้เกิดการแข่งขันที่เปิดกว้าง เปิดให้ธุรกิจและแบงก์ปรับตัวแข่งขันได้ในอนาคต
More open Infrastructure อำนวยความสะดวกด้านโครงสร้างพื้นฐาน ให้ผู้เล่นหน้าเก่าและหน้าใหม่เข้ามาต่อยอดนวัตกรรมจนเกิดการแข่งขันได้ เช่น การนำข้อมูลของอินวอยซ์ ใบแจ้งหนี้มาใช้ในการเข้าถึงสินเชื่อได้ด้วยทั้งในกลุ่มแบงก์และนอนแบงก์
Digital Currency เป็นเรื่องที่ต้องเตรียมความพร้อมรองรับอนาคตอีก 5-10 ปีข้างหน้า ซึ่งผู้เล่นรายใหม่ในกลุ่มนี้จะมาจาก sector อื่นนอกเหนือจากผู้ให้บริการทางการเงิน ซึ่งจะทำให้เส้นแบ่งของผู้เล่นสับสนบ้าง สร้างความท้าทายให้กับผู้กำกับดูแล ว่าใครจะดูแลอะไร และดูแลกันอย่างไร จากภูมิทัศน์ทางการเงินที่เปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว ในขณะเดียวกัน ธปท. ต้องแนะนำให้ประชาชนใช้ความระมัดระวังมากขึ้น ถ้าจะเข้าไปลงทุนในสินทรัพย์ดิจิทัล เพราะมีความผันผวนสูง การเข้าไปลงทุนในสินทรัพย์เหล่านี้ ควรใช้ความระมัดระวังที่มากขึ้นเป็นพิเศษ

ปรับตัวสู่บริการแนวใหม่

ผยง ศรีวณิช ประธานสมาคมธนาคารไทย และ กรรมการผู้จัดการใหญ่ธนาคารกรุงไทย มองว่าการขับเคลื่อนสถาบันการเงินไทยให้เข้มแข็งต้องพัฒนาโครงสร้างดิจิทัลแพลตฟอร์ม ให้เชื่อมโยงและสอดประสานระหว่างกันเหมือนกับ PromptPay ที่เคยเกิดขึ้นแล้ว ปัจจุบันสมาคมฯได้ร่วมกับแบงก์ชาติพัฒนาระบบเคลียริ่งเช็ค ด้วยการนำ ICAS ระบบเคลียริ่งเช็คแบบใหม่ด้วยภาพเช็คเข้ามาดำเนินการ มีการยืนยันตัวตนแบบดิจิทัล หรือแม้แต่ e-Invoice หรือ e-Signature ที่ทำทุกอย่างผ่านออนไลน์ 100% จัดวางระบบ Open banking เพื่อต่อยอดการแข่งขันที่เป็นธรรมและเท่าเทียม ทั้งผู้เล่นแบบแบงก์และนอนแบงก์ ด้วยความปลอดภัยของข้อมูลส่วนบุคคลและความปลอดภัยทางการเงินที่ต้องจับตามองอย่างใกล้ชิด
ผยง ศรีวณิช ประธานสมาคมธนาคารไทย และ กรรมการผู้จัดการใหญ่ธนาคารกรุงไทย
ระบบการเงินไทยต้องเป็นผู้นำในภูมิภาค CLMV ที่มีกิจกรรมทางเศรษฐกิจเชื่อมโยงกัน โดยเฉพาะเรื่อง Central Bank Digital Currency (CBDC) เพื่อให้สกุลเงินดิจิทัลที่ออกโดยธนาคารกลางของแต่ละประเทศเชื่อมโยงแบบไร้รอยต่อกับบรรดาประเทศที่มีคู่ค้ากิจกรรมทางเศรษฐกิจกับบ้านเรา

“การให้สินเชื่อในอนาคตของธนาคารจะไม่ดูเฉพาะในเรื่องของบุ๊คแบงก์ ใบรับรองเงินเดือน สลิปเงินเดือน แต่จะเข้าไปดูถึงการใช้น้ำและไฟ ซึ่งอาจสะท้อนความสามารถในการชำระเงินสินเชื่อ ต้องให้ความสำคัญกับการพัฒนาทรัพยากรบุคคลของธนาคารให้สอดคล้องกับระบบ Thailand Next หรือ New Normal เพื่อตอบโจทย์และสร้างมูลค่ากับเศรษฐกิจปัจจุบัน” ประธานสมาคมธนาคารไทย กล่าว


ก้าวสู่บริษัทเทคโนโลยีที่ทำธุรกิจธนาคาร

อาทิตย์ นันทวิทยา ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและประธานกรรมการบริหาร ธนาคารไทยพาณิชย์ กล่าวว่า นับจากนี้ไปอนาคตของธนาคารจะถูกขับเคลื่อนด้วย 4 ปัจจัยสำคัญคือ 1.การเปลี่ยนวิกฤตเศรษฐกิจที่เกิดจากโควิด-19 ภาวะโลกร้อน และการเปลี่ยนแปลงทางภูมิศาสตร์การเงินโลก 2. เทคโนโลยีรูปแบบใหม่ที่จะทำให้สถาบันการเงินเข้าถึงลูกค้าได้มากขึ้นในต้นทุนที่ต่ำลง 3. พฤติกรรมที่เปลี่ยนไปจาก Mobile Banking และ Digital Banking และสุดท้ายคือกฎระเบียบการกำกับดูแลที่จะเปลี่ยนแปลงไป เช่นการเข้ามาของ CBDC ที่จะทำให้สินทรัพย์ดิจิทัลเติบโตในระบบธนาคารพาณิชย์
อาทิตย์ นันทวิทยา ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและประธานกรรมการบริหาร ธนาคารไทยพาณิชย์

“ธนาคารต้องถามตัวเองว่าจะยังคงเติบโตภายใตโมเดลธุรกิจเดิมๆได้หรือไม่ สำหรับไทยพาณิชย์เลือกที่จะเปลี่ยนโมเดลธุรกิจของตัวเอง จากเดิมเป็นธนาคาร เราจะไปสู่การเป็นบริษัทเทคโนโลยีที่ทำธุรกิจธนาคาร หมายความว่านอกจากทำธุรกิจธนาคารแบบเดิมแล้ว จะหา New Blue Ocen เพื่อทำในสิ่งที่เดิมแบงก์ทำไม่ได้ แล้วก็จะแยกส่วนที่เป็นเทคโนโลยีออกมาโดยเฉพาะด้วย”

สถานะแบงก์ไทยหลังจบโควิด-19

แม้ภาพรวมธนาคารพาณิชย์ทั้งระบบ (ธนาคารพาณิชย์ที่จดทะเบียนในไทยและสาขาธนาคารพาณิชย์ต่างประเทศ) ในช่วงครึ่งแรกของปี 2564 จะรายงานกำไรสุทธิเฉลี่ยสูงกว่า 5 หมื่นล้านบาทต่อไตรมาส แต่ส่วนหนึ่งมาจากการรับรู้รายได้ดอกเบี้ยตามสิทธิ์ ภายใต้มาตรฐานบัญชี TFRS9 ที่ไม่ได้มีเม็ดเงินจริงเข้ามา โดยเฉพาะจากหนี้ที่เข้ามาตรการให้ความช่วยเหลือทางการเงินด้วยมาตรการพักหนี้ หรือมีปัญหาให้ไม่สามารถชำระเงินต้นและดอกเบี้ยได้ตามปกติ ศูนย์วิจัยกสิกรไทย วิเคราะห์สถานการณ์ท่ามกลางความไม่แน่นอนของโควิดในรอบนี้ที่ยังมีอยู่ แต่โจทย์ที่สำคัญและน่ากังวลมากกว่าจะเป็นความอยู่รอดของธุรกิจและครัวเรือนที่ต้องฝ่าฟันปัญหาด้านรายได้ ขีดความสามารถทางการแข่งขัน รวมไปถึงหนี้สินที่เพิ่มขึ้นภายใต้บริบทเศรษฐกิจและสภาพแวดล้อมใหม่ที่เปลี่ยนไป ประกอบกับยังต้องเร่งหาคำตอบว่าไทยจะอาศัยจุดแข็งของธุรกิจใดในการดึงดูดเม็ดเงินลงทุนจากต่างประเทศ ท่ามกลางข้อจำกัดด้านเทคโนโลยีที่ไทยเก่งแต่เป็นเทคโนโลยีในโลกเก่า เพราะจะหมายความถึงความยั่งยืนของทิศทางเศรษฐกิจ ธุรกิจ ครัวเรือน ตลอดจนธุรกิจของธนาคารพาณิชย์ไทยในระยะยาว ขณะที่ในระหว่างนี้ ฝั่งธนาคารพาณิชย์ก็คงแก้ปัญหาและเร่งปรับตัวเฉพาะหน้าเพื่อหาวิธียืนยันรายได้ทางเลือกของลูกค้า การหาลูกค้าศักยภาพ (ที่มีจำนวนน้อยลง) การลดต้นทุนในมิติต่างๆ รวมถึงการหาโอกาสจากโมเดลธุรกิจใหม่ๆที่มากไปกว่าโลกการเงินแบบเดิม ซึ่งแม้จะช่วยเพิ่มการเข้าถึงบริการทางการเงินให้ลูกค้าได้กว้างและหลากหลายขึ้นกว่าเดิม และพอจะมีส่วนช่วยให้เศรษฐกิจประคองการเติบโตไว้ได้ แต่คงไม่สามารถเปลี่ยนให้กลายเป็นการเติบโตที่ยั่งยืนได้ หากไม่ได้มีการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจหลังจากโควิดจบอย่างจริงจัง