คำกล่าวที่ว่า “เดี๋ยวนี้ไม่มีใครเขารบกันแล้ว” อาวุธยุทโธปกรณ์หาใช่สิ่งจำเป็น ดูจะสวนทางกับความเป็นจริง เพราะทุกวันนี้ เราทราบกันดีว่าสงครามและความขัดแย้งยังคงเกิดขึ้นในหลายดินแดนทั่วโลก แม้ในหลายประเทศที่ร้างลาจากสงครามมานาน ก็ยังมีการเสริมแสนยานุภาพทางการทหารอย่างต่อเนื่องเพื่อสร้างความเกรงขามและเพิ่มอำนาจต่อรองทางการทูต และที่สำคัญคือการปกป้องอธิปไตยและรักษาความมั่นคงของประเทศ ทำให้อาวุธยุทโธทปกรณ์ต่างๆ เป็นหนึ่งในสินค้าที่มีการค้าขายกันอย่างเป็นล่ำเป็นสัน
ล่าสุดกลายเป็นข่าวใหญ่ไปทั่วโลก เมื่อเรือดำน้ำพลังนิวเคลียร์จากความร่วมมือด้านความมั่นคงสหรัฐอเมริกา–อังกฤษ–ออสเตรเลีย จะท้าทายอำนาจของจีนในมหาสมุทรแปซิฟิก ด้วยการเสริมเขี้ยวเล็บใหม่ให้กับกองทัพออสเตรเลีย ในสร้างเรือดำน้ำพลังนิวเคลียร์ได้อย่างน้อย 8 ลำ โดยอาศัยเทคโนโลยีของสหรัฐอเมริกา ซึ่งโดยปกติแล้วไม่ได้ถ่ายทอดให้ใครง่ายๆ ซึ่งความร่วมมือนี้อาจเป็นชนวนที่นำไปสู่ความขัดแย้งกับจีน
แม้จะไม่มีการลั่นกลองรบที่บาดเจ็บล้มตายในสมรภูมิจริง แต่หากฝ่ายใด ฝ่ายหนึ่งเพลี่ยงพล้ำ ก็อาจนำไปสู่หายนะในรูปแบบอื่นได้
ด้วยข้อตกลงป้องกันความมั่นคงร่วมกัน Aukus ที่เพิ่งประกาศเมื่อเร็วๆ นี้ ทำให้ออสเตรเลียกลายเป็นเพียงประเทศที่ 7 ของโลก ที่จะครอบครองเรือดำน้ำพลังงานนิวเคลียร์ และแม้ว่าจะมีเพียงไม่กี่ประเทศที่มีเรือดำน้ำชนิดพิเศษเหล่านี้ แต่จากข้อมูลของโครงการ Nuclear Threat Initiative ที่เสริมด้วยการวิจัยของ Statista ระบุว่า สหรัฐอเมริกาเป็นผู้นำด้านการสั่งสมแสนยานุภาพเพื่อครอบครองดินแดนใต้ท้องทะเลด้วยเรือดำน้ำพลังงานนิวเคลียร์ล้วนๆ 68 ลำ โดยในจำนวนนี้มี 51 ลำที่จู่โจมรวดเร็ว กล่าวคือเป็นเรือดำน้ำนักล่า-นักฆ่า ที่ออกแบบมาโดยเฉพาะเพื่อโจมตีเรือดำน้ำลำอื่นๆ ในขณะที่เรือที่เหลือสามารถบรรทุกขีปนาวุธนำวิถี (ขีปนาวุธที่มีการบังคับทิศทางเข้าสู่เป้าหมาย) และขีปนาวุธที่อาจติดอาวุธนิวเคลียร์ได้
ในแง่ตัวเลขแล้ว ประเทศอื่นๆ ที่มีจำนวนเรือดำน้ำใกล้เคียงกับสหรัฐอเมริกา คือรัสเซีย ซึ่งมีเรือดำน้ำทั้งหมด 57 ลำ โดยเป็นเรือดำน้ำพลังงานนิวเคลียร์ 36 ลำ ส่วนสหราชอาณาจักรมีเรือดำน้ำ 11 ลำ ทั้งหมดเป็นเรือดำน้ำพลังงานนิวเคลียร์ ด้านฝรั่งเศส มีเรือดำน้ำ 10 ลำ ทั้งหมดเป็นเรือดำน้ำพลังงานนิวเคลียร์เช่นกัน ในขณะที่กองทัพเรือจีนมีเรือดำน้ำ 10 ลำที่มีเทคโนโลยีขับเคลื่อนพลังงานนิวเคลียร์ และเรือดำน้ำ 50 ลำ ที่ขับเคลื่อนเครื่องยนต์ดีเซล-ไฟฟ้า รวมเป็นทั้งสิ้น 60 ลำ ส่วนประเทศในแถบเอเชียที่มีจำนวนเรือดำน้ำรองลงมาก็คืออินเดียซึ่งมีทั้งสิ้น 17 ลำ ในจำนวนนี้มีเรือดำน้ำพลังงานนิวเคลียร์เพียง 1 ลำ เท่านั้น
โดยพลังงานนิวเคลียร์เหมาะสำหรับใช้ในการขับเคลื่อนเรือหรือเรือดำน้ำ ที่ต้องเดินทางอยู่ในทะเลเป็นเวลานานโดยไม่ต้องเติมเชื้อเพลิงในอนาคต ที่มีแนวโน้มขาดแคลนน้ำมันเชื้อเพลิงมากขึ้นเรื่อยๆ จะทำให้การใช้พลังงานนิวเคลียร์ในเรือดำน้ำแพร่หลายมากขึ้น ขณะที่ในด้านศักยภาพ เรือดำน้ำพลังงานนิวเคลียร์สามารถดำลงไปที่ระดับความลึกถึง 600 เมตร และสามารถเคลื่อนที่ด้วยความเร็วสูงถึง 30-35 น็อต เมื่ออยู่ใต้น้ำ (56-65 กิโลเมตรต่อชั่วโมง) ซึ่งเป็นความได้เปรียบและจุดเด่นที่มีเหนือเรือดำน้ำดีเซลอย่างชัดเจน

ทั้งนี้ เห็นได้ชัดเจนว่าสนธิสัญญา Aukus ระหว่างสหรัฐอเมริกา สหราชอาณาจักร และออสเตรเลีย มีจุดมุ่งหมายเพื่อเสริมสร้างอำนาจทางทหารของตะวันตกในเขตอินโด-แปซิฟิก เพื่อต่อต้านหรือคานอำนาจการขยายอิทธิพลของจีน โดยเฉพาะเมื่อออสเตรเลียกับจีนมีท่าทีหมางเมินและแหน่งหน่ายกันมากขึ้นเรื่อยๆ เป็นเหตุให้ Zhao Lijian โฆษกกระทรวงการต่างประเทศของสาธารณรัฐประชาชนจีน เรียกการเคลื่อนไหวครั้งนี้ว่าเป็นการกลับคืนสู่สถานะของ “สงครามเย็น” ซึ่งคร่ำครึและล้าสมัยเป็นอย่างมาก ทั้งยังเป็นตัวเร่งปฏิกิริยาของการแข่งขันด้านอาวุธในระดับโลกให้คุกรุ่นและรุนแรงขึ้นอีกด้วย ในขณะที่ Jean-Yves Le Drian รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศฝรั่งเศส เรียกความร่วมมือไตรภาคีดังกล่าวว่าเป็นการ “แทงข้างหลัง” เนื่องจากออสเตรเลียเพิกถอนคำสั่งซื้อเรือดำน้ำ 12 ลำ จากเมืองน้ำหอมที่เซ็นสัญญากันดิบดีตั้งแต่ปี 2559 ทำให้ Naval Group รัฐวิสาหกิจของฝรั่งเศส ต้องสูญเสียรายได้มหาศาล โดยเมื่อลงนามมีมูลค่า 31 พันล้านยูโร และประมาณการณ์ว่าข้อตกลงนี้จะมีมูลค่าประมาณ 56 พันล้านยูโร (ราว 66 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ) ในปัจจุบัน และทำให้ความพยายามในการสานสัมพันธ์และสร้างความเชื่อมั่นกับออสเตรเลียตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาต้องสั่นคลอนอย่างหนัก
จากความบาดหมางนี้ทำให้ฝรั่งเศสเรียกทูตกลับจากทั้งสหรัฐอเมริกาและออสเตรเลียด้วย แม้ในภายหลังท่าทีของฝรั่งเศสจะเย็นลง เมื่อ Emmanuel Macron ประธานาธิบดีฝรั่งเศส เจรจากับ Joe Biden ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา เมื่อวันพุธที่ 22 กันยายน ที่ผ่านมา และเตรียมจะส่งทูตกลับไปประจำยังกรุงวอชิงตัน สหรัฐอเมริกาอีกครั้ง

กระนั้น ก็เป็นที่ทราบกันดีว่าศักยภาพทางการทหารของสหรัฐอเมริกานั้นไม่อาจปฏิเสธได้ โดยกองทัพบกมีบุคลากรประจำมากที่สุด รองลงมาคือกองทัพเรือและกองทัพอากาศ และแม้จะมีจำนวนมากกว่า 1.4 ล้านคนในปี 2564 แต่กองทัพจีนกลับมีจำนวนมากกว่ากองทัพสหรัฐอเมริกาอย่างมาก
อย่างไรก็ตาม สหรัฐอเมริกาก็ยังมีค่าใช้จ่ายทางทหารสูงที่สุดในโลกอยู่ดี โดยในปี 2563 การใช้จ่ายทางทหารทั่วโลกอยู่ที่ 1.98 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐฯ เทียบกับ 1.14 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ในปี 2544 โดยสหรัฐอเมริกาใช้จ่ายงบประมาณด้านนี้คิดเป็นสัดส่วน 39% ของการใช้จ่ายทางทหารทั้งหมดทั่วโลก ซึ่งคิดเป็นมูลค่า 2,166 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อหัว และดูเหมือนว่าจะไม่มีการลดการใช้จ่ายด้านนี้ในอนาคตแต่อย่างใด โดยคาดว่ารายจ่ายทางทหารจะสูงถึง 915 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ในปี 2574
กลับมาที่ข้อตกลงป้องกัน Aukus ทั้ง 3 ประเทศ จะมีเวลา 18 เดือนในการทำงานร่วมกันในหลายๆ ด้าน หนึ่งในั้นคือเพื่อสร้างเรือดำน้ำพลังงานนิวเคลียร์ให้กับออสเตรเลีย ผ่านการแบ่งปันข้อมูลและองค์ความรู้ในด้านต่างๆ เช่น เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) ไซเบอร์เทคโนโลยี ควอนตัม ระบบใต้น้ำ และการโจมตีระยะไกล
ที่แน่ๆ ความร่วมมือที่ก่อเกิดความขัดแย้งนี้ จะเป็นจุดเริ่มต้นของแรงสั่นสะเทือนที่รุนแรงจะนำไปสู่สงครามเย็นดังที่โฆษกกระทรวงต่างประเทศของจีนเปรียบเปรยไว้หรือไม่ อย่างไร ยังเป็นเรื่องที่ต้องจับตาอย่างใกล้ชิดต่อไป
ที่มา : The Underwater War












