Saturday, August 29, 2026

สาลิกาคาบข่าว Vol.276

มิตซูบิชิ ดึง e-F@ctory ช่วยพัฒนาอุตสาหกรรม 4.0 ในไทย

นายวิเชียร งามสุขเกษมศรี กรรมการผู้จัดการ บริษัท มิตซูบิชิ อีเล็คทริค แฟคทอรี่ ออโตเมชั่น (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวถึงการร่วมจัดทำ EEC Automation Park ตั้งอยู่ที่มหาวิทยาลัยบูรพา ซึ่งเป็นความร่วมมือระหว่างสำนักงานคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันอออก (สกพอ.) หรือ อีอีซี กับ บริษัท มิตซูบิชิ อิเลคทริก และเครือข่ายพันธมิตรภาคเอกชนไทย-ญี่ปุ่น ว่า บริษัทฯ ได้นำระบบสายการผลิตอัจฉริยะ หรือ e-F@ctory เข้ามาใช้ในการสนับสนุนและผลักดันการพัฒนาอุตสาหกรรมใช้นวัตกรรมขั้นสูงในประเทศไทย รวมทั้งพัฒนาระบบ SMKL (Smart Manufacturing Kaizen Level) ที่จะเป็นเครืองมือประเมินระดับการใช้ประโยชน์จากข้อมูลในโรงงาน เพื่อช่วยในการตัดสินใจลงทุนของผู้บริหาร โดยจะแสดงวัตถุประสงค์ ทิศทางการพัฒนา และผลที่จะได้รับจากการลงทุนในแต่ละขั้นตอน นำมาใช้ในการประเมินระดับความสามารถในการผลิตแบบดิจิทัล รวมทั้งทำให้เกิดมาตรการควบคุมลดการใช้พลังงานในไลน์การผลิต นอกจากนี้ ยังได้ใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยี 5G ทั้งด้าน IT (Information Technology) และด้าน OT (Operation Technology) มาใช้ระบบ Factory Automation เพิ่มความยืดหยุ่นในการนำไปใช้งานได้อย่างเสถียร และ Real Time ได้อย่างแท้จริง รองรับการขยายตัวของอุตสาหกรรมไทยในยุคดิจิทัล และขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ประเทศไทยตามนโยบายอุตสาหกรรม 4.0 อย่างยั่งยืน

อภ. ขาย ATK ราคาถูกชุดละ 40 บาท เริ่ม 18 ต.ค. นำร่อง กทม.

ภญ.ศิริกุล เมธีวีรังสรรค์ รองผู้อำนวยการองค์การเภสัชกรรม (อภ.) เปิดเผยว่า อภ.ได้จัดทำโครงการ “ATK คุณภาพ เพื่อสังคมไทย” เพื่อให้คนไทยเข้าถึง ATK คุณภาพตามมาตรฐานของสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ในราคาที่เหมาะสม ประชาชนเข้าถึงได้ อีกทั้งเป็นหนึ่งในกลไกตลาดที่ช่วยให้ราคา ATK ถูกลง และเป็นการดำเนินงานตามนโยบายรัฐบาลที่ต้องการให้มีการตรวจหาเชื้อโควิด-19 ให้ครอบคลุมที่สุด โดย อภ.จะจัดหาและจำหน่าย ATK ที่มีคุณภาพในราคาที่เหมาะสมให้แก่ประชาชน หน่วยงานภาครัฐและเอกชน หรือหน่วยงานต่างๆ โดยจำหน่ายผ่านร้านขายยาขององค์การเภสัชกรรมทั้ง 8 สาขาทั่วกรุงเทพฯ ในระยะแรกทำการจัดหามาจำนวน 2 ล้านชุด เป็นผลิตภัณฑ์ ATK ที่ได้รับการรับรองจาก อย.คาดว่าจะสามารถจำหน่ายได้ในวันที่ 18 ต.ค.นี้ ในราคาชุดละ 40 บาท ซึ่งเป็นราคาต่ำกว่าท้องตลาดในขณะนี้ค่อนข้างมาก และหากมีความต้องการเพิ่มขึ้น อภ.จะทำการจัดหาเพิ่มเพื่อนำมาจำหน่ายต่อไป อีกทั้งในอนาคตจะมีการจำหน่ายผ่านระบบออนไลน์ด้วย สำหรับร้านขายยาองค์การเภสัชกรรม 8 สาขา ได้แก่ (1) สาขาราชเทวี (สำนักงานใหญ่) ตรงข้ามโรงพยาบาลรามาธิบดี (2) สาขายศเส ด้านข้างโรงพยาบาลหัวเฉียว (3) สาขาจรัญสนิทวงศ์ (4) สาขาเทเวศร์ เยื้องธนาคารแห่งประเทศไทย (5) สาขารังสิต ใกล้ตลาดสี่มุมเมือง (6) สาขากระทรวงสาธารณสุข ตึกกรมการแพทย์ อาคาร 2 ชั้น 1 (7) สาขาเวชศาสตร์เขตร้อน ข้างธนาคารไทยพาณิชย์ และ (8) สาขาศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา

‘คลัง’ เปิดยอดหนี้ประเทศ ส.ค. พุ่ง 9 ล้านล้านทะลุ 57% ของจีดีพี

ชำระหนี้
กระทรวงการคลัง รายงานภาพรวมหนี้สาธารณะของประเทศ ณ สิ้นเดือน ส.ค. 2564 มียอดหนี้จำนวน 9,159,513 ล้านบาท หรือ 57.01% ของจีดีพี เทียบกับเดือนก่อนหน้า พบว่า หนี้สาธารณะเพิ่มขึ้น 250,450 ล้านบาท โดยหนี้สาธารณะของประเทศ ณ สิ้นเดือน ก.ค. 2564 มียอดหนี้จำนวน 8,909,063 ล้านบาท หรือ 55.59% ของจีดีพี โดยหนี้สาธารณะที่เพิ่มขึ้นนั้น แบ่งเป็นหนี้รัฐบาลอยู่ที่ 8,033,676.72 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากเดือนก่อนหน้าซึ่งอยู่ที่ 7,836,723.70 ล้านบาท ขณะที่ หนี้รัฐวิสาหกิจ ในเดือน ส.ค. 2564 อยู่ที่ 837,215.55 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากเดือนก่อนหน้าซึ่งอยู่ที่ 781,052.43 ล้านบาท แบ่งเป็นหนี้ที่รัฐบาลค้ำประกันอยู่ที่ 400,938.87 ล้านบาท เพิ่มขึ้นเล็กน้อยจากเดือนก่อนหน้า ซึ่งอยู่ที่ 399,141.13 ล้านบาท และหนี้ที่รัฐบาลไม่ค้ำประกันอยู่ที่ 436,276.68 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากเดือนก่อนหน้า ซึ่งอยู่ที่ 381,911.30 ล้านบาท ส่วนหนี้ของรัฐวิสาหกิจที่รัฐบาลค้ำประกันอยู่ที่ 282,039.62 ล้านบาท ลดลงจากเดือนก่อนหน้า ซึ่งอยู่ที่ 284,141.61 ล้านบาท ขณะที่หนี้หน่วยงานของรัฐ อยู่ที่ 6,581.30 ล้านบาท ลดลงจากเดือนก่อนหน้า ซึ่งอยู่ที่ 7,146.04 ล้านบาท โดยก่อนหน้านี้ กระทรวงการคลัง ได้เคยมีการประเมินว่า ณ สิ้นปีงบประมาณ 2564 สัดส่วนหนี้สาธารณะต่อจีดีพีจะอยู่ 58.88% ขณะที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงินการคลังของรัฐ ได้มีมติเห็นชอบให้มีการทบทวนกรอบสัดส่วนหนี้สาธารณะต่อผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) จากเดิมที่กำหนดไว้ไม่เกิน 60% เป็นไม่เกิน 70% 

“ดุสิตโพล” เผย ประชาชน 61% พร้อมให้บุตรหลานฉีดวัคซีนแม้กังวลผลข้างเคียง

สวนดุสิตโพล มหาวิทยาลัยสวนดุสิต สำรวจความคิดเห็นของประชาชนที่มีบุตรหลานในวัยเรียนต่อกรณี “การฉีดวัคซีนให้กับเยาวชนอายุ 12-17 ปี” จำนวนทั้งสิ้น 1,089 คน ระหว่างวันที่ 27-30 กันยายน 2564 พบว่า ประชาชนที่มีบุตรหลานพร้อมให้บุตรหลานไปฉีดวัคซีน ร้อยละ 61.43 ขอรอดูก่อน ร้อยละ 26.17 และไม่พร้อม ร้อยละ 12.40 โดยเชื่อมั่นต่อประสิทธิภาพของวัคซีน ร้อยละ 64.72 คิดว่าการฉีดวัคซีนมีผลดีมากกว่าผลเสีย ร้อยละ 46.74 มีทั้งผลดีและผลเสียพอๆ กัน ร้อยละ 40.96 เรื่องที่เป็นห่วงคืออาการข้างเคียงหลังฉีด ร้อยละ 77.59 ทั้งนี้อยากให้จัดการฉีดวัคซีนให้ที่โรงเรียน ร้อยละ 64.13 และเห็นด้วยกับการฉีดวัคซีนเพื่อให้เปิดเรียนได้ตามปกติ ร้อยละ 75.44 โดยผู้ปกครองพร้อมให้บุตรหลานเข้ารับการฉีดวัคซีนถึงแม้ยังกังวลเรื่องผลข้างเคียง โดยคาดว่าจะช่วยให้บุตรหลานสามารถไปโรงเรียนได้อย่างปลอดภัย อีกทั้งยังช่วยลดระดับความเครียดของผู้ปกครองในการดูแลบุตรหลานที่บ้านอีกด้วย วัคซีนสำหรับเด็กอาจเป็นตัวเปลี่ยนสถานการณ์โควิด-19 ได้ และเด็กทุกคนรวมถึงเด็กที่หลุดจากระบบการศึกษาไปแล้วก็ควรได้รับสิทธิในการฉีดวัคซีน ซึ่งการฉีดวัคซีนที่ป้องกันสายพันธุ์เดลต้าได้จะเป็นกุญแจสำคัญสำหรับการฟื้นฟูด้านการศึกษาและเศรษฐกิจของประเทศ 

“แคลิฟอร์เนีย” คลอดกฎบังคับนักเรียนทุกคนฉีดวัคซีนป้องกันโควิด

สำนักข่าวต่างประเทศรายงาน นายแกวิน นิวซัม ผู้ว่าการรัฐแคลิฟอร์เนีย ประเทศสหรัฐฯ ประกาศใช้นโยบายบังคับฉีดวัคซีนป้องกันไวรัสโควิด-19 ให้แก่เด็กนักเรียนทุกคนในรัฐ ตั้งแต่ชั้นระดับอนุบาลไปจนถึงมัธยมศึกษาตอนปลาย ส่งผลให้รัฐแคลิฟอร์เนียกลายเป็นรัฐแรกในสหรัฐฯ ที่ออกกฎบังคับดังกล่าว โดยให้เหตุผลว่า ก่อนหน้านี้รัฐได้กำหนดให้นักเรียนต้องฉีดวัคซีนป้องกันไวรัสต่างๆที่ทำให้เกิดโรคหัด โรคคางทูม และหัดเยอรมัน ดังนั้น จึงไม่มีเหตุผลใดที่ทางรัฐจะไม่ทำเช่นเดียวกันสำหรับการป้องกันโควิด-19 โดยข้อบังคับให้นักเรียนต้องฉีดวัคซีนทั่วทั้งรัฐนั้น จะสามารถบังคับใช้ได้เร็วที่สุดในเดือนมกราคม เมื่อสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยาแห่งสหรัฐอนุมัติการฉีดวัคซีนสำหรับกลุ่มอายุดังกล่าวอย่างเต็มที่ รายงานข่าวแจ้งว่าการบังคับใช้ครั้งนี้ มีขึ้นภายหลังจากทางการสหรัฐฯได้อนุมัติแบบฉุกเฉินในการฉีดวัคซีนป้องกันไวรัสโควิด-19 ให้แก่เด็กที่มีอายุระหว่าง 5 – 11 ปี โดยก่อนหน้านี้ ทางการสหรัฐฯอนุมัติให้ฉีดวัคซีนแก่เด็กที่มีอายุ 16 ปีขึ้นไป และอนุมัติแบบฉุกเฉินสำหรับการฉีดวัคซีนให้แก่เด็กอายุ 12 – 15 ปี