Thursday, August 27, 2026

สาลิกาคาบข่าว Vol.277

“อีอีซี” เดินหน้า 4 เมกะโปรเจ็กต์ 6.3 แสนล้าน “แหลมฉบัง” เฟส 3 ฉลุย

ดร.คณิศ แสงสุพรรณ เลขาธิการ สำนักงานคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันอออก (สกพอ.) หรือ อีอีซี
ดร.คณิศ แสงสุพรรณ เลขาธิการ สำนักงานคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันอออก (สกพอ.) หรือ อีอีซี กล่าวภายหลังการประชุมคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (กพอ.) ที่มี พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เป็นประธานว่า ที่ประชุม กพอ. พิจารณาผลการคัดเลือกเอกชน ผลการเจรจา และร่างสัญญาร่วมลงทุน โครงการพัฒนาท่าเรือแหลมฉบัง ระยะที่ 3 ในส่วนของท่าเทียบเรือ F ตามที่ คณะกรรมการคัดเลือกฯได้ดำเนินการตามมติ ครม. เมื่อวันที่ 7 เมษายน 2564 โดยผลประโยชน์ตอบแทนทางการเงินที่ภาครัฐจะได้รับจากโครงการฯ เป็นค่าสัมปทานคงที่ คิดเป็นมูลค่าปัจจุบัน 29,050 ล้านบาท และค่าสัมปทานผันแปรที่ 100 บาทต่อ TEU (หน่วยนับตู้คอนเทนเนอร์ที่มีขนาด 20 ฟุต) โดยคณะกรรมการคัดเลือกฯ ในการประชุมเมื่อวันที่ 20 เมษายน 2564 ได้มีมติให้กลุ่มกิจการร่วมค้า GPC เป็นผู้ผ่านการประเมินข้อเสนอซองที่ 4 ซึ่งได้เสนอผลประโยชน์ตอบแทนทางการเงินที่ภาครัฐได้รับ เป็นไปตามเอกสารการคัดเลือกเอกชน และมติ ครม. ที่ได้อนุมัติไว้ นอกจากนี้ ยังได้เจรจาผลตอบแทนเพิ่มเติม อาทิ เอกชนตกลงเพิ่มเงื่อนไขการสร้างท่าเรือ F2 ให้เร็วขึ้น หากแนวโน้มตู้สินค้าเพิ่มขึ้นกว่าที่คาดการณ์ไว้ เอกชนจะสมทบเงินเข้ากองทุนเยียวยาความเสียหายในอัตรา 5,000 บาท/ไร่/ปี นับตั้งแต่วันเริ่มประกอบการท่าเทียบเรือ เป็นต้น โดย กพอ.ได้เห็นชอบผลการคัดเลือกเอกชน ผลการเจรจา และร่างสัญญาร่วมลงทุนที่ผ่านการตรวจพิจารณาของสำนักงานอัยการสูงสุดแล้ว และจะนำเสนอ ครม. พิจารณาอนุมัติ พร้อมลงนามสัญญาต่อไป โดยโครงการท่าเรือแหลมฉบัง ฯ จะสามารถรองรับความจุตู้สินค้าจาก 11 ล้านตู้/ปี เป็น 18 ล้านตู้/ปี หรือเพิ่มตู้สินค้าไม่ต่ำกว่า 7 ล้านตู้/ปี รับการขยายตัวของปริมาณเรือขนส่งสินค้าทางทะเลเพิ่มขึ้น เชื่อมต่อการพัฒนาสู่ท่าเรือบก (Dry port) เป็นศูนย์กลางการค้าบริการขนส่ง ยกระดับไทยเป็นประตูการค้าเชื่อมภูมิภาคเอเชียไปสู่ระดับโลก ทั้งนี้ โครงการฯ นี้นับเป็นโครงการร่วมลงทุนรัฐ – เอกชน (PPP) ที่ประสบผลสำเร็จต่อจาก 3 โครงการหลัก ซึ่งได้เอกชนเดินหน้าก่อสร้างแล้ว โดยมูลค่าการลงทุนรวมทั้ง 4 โครงการสูงถึง 633,401 ล้านบาท เป็นการลงทุนภาคเอกชน 387,018 ล้านบาท (61%) และเป็นการลงทุนของภาครัฐ 196,940 ล้านบาท (39%)

อว. จัดงาน “ฎ ชฎา POP COOLTURE” ดันเศรษฐกิจสร้างสรรค์ระดับเลิศของโลก

ศ. (พิเศษ) ดร.เอนก เหล่าธรรมทัศน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (รมว.อว.)
ศ. (พิเศษ) ดร.เอนก เหล่าธรรมทัศน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (รมว.อว.) เป็นประธานกล่าวเปิดงาน Mini Talk mini Trend เรื่อง “ฎ ชฎา POP COOLTURE” ว่า กระทรวง อว. นอกจากสอนและวิจัยของจากนวัตกรรมแล้ว ปัจจุบันก็เป็นกระทรวงแห่งการพัฒนา กระทรวงแห่งการปฏิบัติมากขึ้นเรื่อยๆ ที่ต้องเป็นกระทรวงแห่งการพัฒนาก็เพราะว่าจากนี้ไปจนถึงปี 2580 เราต้องช่วยประเทศให้ขยับขึ้นไปเป็นประเทศที่พัฒนาแล้ว เราจำเป็นจะต้องมีจุดหมายที่ชัดเจน จากนี้อีก 10 ปีเป็นต้นไปกระทรวง อว. จะต้องเป็นกลไกสำคัญในการพาประเทศไทยไปเป็นประเทศที่พัฒนาแล้วให้ได้ ซึ่งจะเป็นอย่างนั้นได้ต้องเดินด้วยสองขา ขาหนึ่งคือเศรษฐกิจที่เอาวิทยาศาสตร์วิจัยเป็นพื้นฐาน ซึ่งเป็นเศรษฐกิจ BCG ต้องทำตรงนี้ให้ได้ อีกขานึงที่สำคัญของเราก็เป็นขาดั้งเดิมคือเศรษฐกิจเชิงสร้างสรรค์ อาจจะเป็นการท่องเที่ยว ธุรกิจอยู่สบาย ความงาม การจัดสัมมนาเรื่อง “ฎ ชฎา POP COOLTURE” ซึ่งเป็นความร่วมมือระหว่าง ทัชชา ของกระทรวง อว. กับสวนสุนันทาเป็นเพียงตัวอย่างที่จะทำให้เราเห็นว่าอนาคตของประเทศ นอกจากจะมีเรื่องวิทยาศาสตร์ เรื่องของดาราศาสตร์ BCG แล้ว ยังมีการทำเศรษฐกิจเชิงสร้างสรรค์ด้วย ตอนนี้ประเทศไทยถูกจัดอันดับให้เป็นประเทศที่มีมรดกทางวัฒนธรรม มีมรดกวัฒนธรรมแห่งชาติที่ดีเป็นอันดับ 6 อันดับ 7 ของโลก เศรษฐกิจเชิงสร้างสรรค์จึงสำคัญกับประเทศไม่น้อยไปกว่าเรื่องมี 4G ไม่น้อยไปกว่าเรื่องวิทยาศาสตร์ บัดนี้ถึงเวลาแล้วที่เราจะต้องเก็บของที่ดีของเราแล้วก็สร้างไปเป็นทฤษฎีแล้วก็นำความรู้นี้ออกไปให้โลก อนาคตถ้าเราเปิดวิชา cultural heritage แล้วเขามาเรียนก็มี options ให้เขามาเรียนได้มากกว่าที่มีอยู่เวลานี้แล้วต้องทำให้เป็นระดับเลิศของโลกให้ได้

ผู้ประกอบการ 45 กลุ่มอุตสาหกรรมเห็นด้วยกับแผนเปิดประเทศ

นายวิรัตน์ เอื้อนฤมิต รองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยผลสำรวจ FTI Poll ครั้งที่ 10 ในเดือนกันยายน 2564 ของ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) ภายใต้หัวข้อ “ภาคอุตสาหกรรมพร้อมเปิดประเทศแล้วหรือยัง?” สอบถามผู้บริหาร ส.อ.ท. (CEO Survey) จำนวน 150 ท่าน ครอบคลุมผู้บริหารจาก 45 กลุ่มอุตสาหกรรม และ 76 สภาอุตสาหกรรมจังหวัด พบว่าผู้บริหาร ส.อ.ท. ส่วนใหญ่เห็นด้วยกับแผนการเปิดประเทศและการผ่อนคลายมาตรการ Lockdown ในช่วงเดือนตุลาคม-พฤศจิกายนนี้ คือเห็นด้วย 78.0% อีก 22.0% ไม่เห็นด้วย อย่างไรก็ตาม ผู้ประกอบการต้องการให้มีอัตราการฉีดวัคซีน 2 เข็มแก่ประชาชนไม่ต่ำกว่า 70% และขอให้ภาครัฐดำเนินนโยบายที่มีการผ่อนคลายกิจกรรมทางธุรกิจมากขึ้น และบังคับใช้มาตรการควบคุมโรคเท่าที่จำเป็น เพื่อให้เศรษฐกิจเดินต่อไปได้ นอกจากนี้ ยังเสนอให้ภาครัฐช่วยเหลือผู้ประกอบการพักชำระหนี้ และหยุดคิดดอกเบี้ยสำหรับธุรกิจท่องเที่ยวและอุตสาหกรรมที่เกี่ยวเนื่องเป็นระยะเวลา 6 เดือน เพื่อเสริมสภาพคล่องให้แก่ภาคเอกชน รวมทั้งการขยายระยะเวลาเคอร์ฟิวเพื่อให้ธุรกิจร้านอาหารและธุรกิจบันเทิงเปิดให้บริการได้ พร้อมแนะภาคเอกชนเร่งปรับ Business Model ให้เข้ากับพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงหลังโควิด-19

เตือน! รับจ้างเปิดบัญชีธนาคารให้คนอื่นเจอโทษทั้งจำ-ปรับ

เพจไทยคู่ฟ้า ระบุ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ขอเตือนผู้ที่คิดจะรับจ้างเปิดบัญชีธนาคาร หรือมอบบัญชีธนาคารของตนให้บุคคลอื่นนำไปใช้ในการกระทำความผิด เจ้าของบัญชีธนาคารอาจถูกดำเนินคดีอาญาได้ ดังนี้ 1. ฐานะตัวการร่วมในการกระทำความผิด ต้องระวางโทษตามที่กฎหมายกำหนดไว้ สำหรับความผิดนั้น ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 2. ผู้สนับสนุนในการกระทำความผิด ต้องระวางโทษสองในสามส่วน ของโทษที่กฎหมายกำหนดไว้สำหรับความผิดนั้น ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 86 สำหรับความผิดฐานฟอกเงิน ต้องระวางโทษจำคุก 1 – 10 ปี หรือปรับตั้งแต่ 20,000 – 200,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ตาม พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ. 2542 พร้อมขอความร่วมมือประชาชน หากพบเห็นการกระทำที่เกี่ยวกับการซื้อขาย หรือแลกเปลี่ยนบัญชีธนาคาร เพื่อนำไปใช้ในการกระทำความผิด กรุณาแจ้งสายด่วน 191  หรือ สายด่วนสำนักงานตำรวจแห่งชาติ 1599

IEA ชี้ทั่วโลกต้องเพิ่มการลงทุนไฮโดรเจนเพื่อบรรลุเป้าหมายปล่อยมลพิษเป็นศูนย์

สำนักงานพลังงานสากล (IEA) เปิดเผยว่า รัฐบาลทั่วโลกจำเป็นต้องเพิ่มการลงทุนในการผลิตไฮโดรเจน และเพิ่มห่วงโซ่การกักเก็บไฮโดรเจน เพื่อบรรลุเป้าหมายการปลดปล่อยมลพิษลงเหลือศูนย์ IEA ระบุว่า จนถึงตอนนี้ประเทศและนักลงทุนเอกชนต่างๆ สามารถระดมทุนได้เพียงประมาณ 1 ใน 4 จากเป้าหมาย 1.2 ล้านล้านดอลลาร์ที่จำเป็นภายในปี 2573 เพื่อพัฒนาและใช้งานไฮโดรเจนและผลักดันให้เป็นส่วนหนึ่งของกลยุทธ์การปลดปล่อยมลพิษเป็นศูนย์ทั่วโลก สำนักข่าวอินโฟเควสท์ ระบุ รายงานของ IEA ขอความร่วมมือรัฐบาลทั่วโลกควรเพิ่มการใช้ไฮโดรเจนในภาคส่วนต่างๆ มากขึ้นและพัฒนาเทคโนโลยีเพื่อทำให้ต้นทุนการผลิตถูกลงด้วยการใช้พลังงานหมุนเวียน ไฮโดรเจนนั้นมีน้ำหนักเบา สามารถกักเก็บได้ และมีพลังงานสูง ผลิตได้โดยไม่ปลดปล่อยมลพิษหรือก๊าซเรือนกระจกโดยตรงเมื่อใช้เป็นเชื้อเพลิง แต่ราคาในการผลิตและความกังวลเรื่องวิธีการผลิตยังคงเป็นอุปสรรคของการใช้งานอย่างกว้างขวาง รายงานระบุว่า การผลิตไฮโดรเจนด้วยวัสดุหมุนเวียนอาจมีราคามากถึง 2-7 เท่าของการผลิตไฮโดรเจนจากก๊าซธรรมชาติโดยไม่มีการดักจับคาร์บอน ซึ่งการใช้เทคโนโลยีใหม่และการผลิตในปริมาณมากจะช่วยลดช่องว่างดังกล่าวลงได้ IEA ระบุว่า การผลิตไฮโดรเจนเกือบทั้งหมดในปัจจุบันมาจากเชื้อเพลิงฟอสซิลโดยไม่มีการดักจับคาร์บอน ส่งผลให้มีการปลดปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์เกือบ 900 ล้านตัน ซึ่งเทียบเท่ากับการปลดปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ของสหราชอาณาจักรและอินโดนีเซียรวมกัน