Monday, August 31, 2026

สาลิกาคาบข่าว Vol.304

“บิ๊กตู่” ตั้งเป้าพัฒนาคนรุ่นใหม่ ยกระดับประเทศสู่ “ผู้ส่งออกนวัตกรรม”

พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีกระทรวงกลาโหม โพสต์เฟสบุ๊คเป้าหมายการขับเคลื่อนนวัตกรรมประเทศไทย ให้ก้าวสู่อันดับ 1 ใน 30 ของประเทศที่มีความสามารถด้านนวัตกรรมของโลก ภายในปี 2573 ให้ได้ โดยปัจจุบันเราอยู่ในอันดับที่ 43 จาก 132 ประเทศ ตามการจัดอันดับดัชนีนวัตกรรมโลกปีนี้ (Global Innovation Index 2021) ดีขึ้น 1 อันดับจากปีที่ผ่านมา และเป็นอันดับ 3 ในอาเซียน รองจากสิงคโปร์และมาเลเซีย ที่ผ่านมานั้น ผมและรัฐบาลได้ให้ความสำคัญกับการวิจัยการสร้างนวัตกรรม ที่จะทำให้ประเทศเจริญก้าวหน้าทัดเทียมประชาคมโลก จึงได้มีการดำเนินการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างหลายองค์กร นำมาสู่การจัดตั้ง “กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม (อว.)” และ “กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดศ.)” เพื่อให้สอดคล้องกับทิศทางการพัฒนาของโลกในศตวรรษที่ 21 และเพิ่มประสิทธิภาพการขับเคลื่อนงานวิจัยและนวัตกรรมของประเทศให้สามารถแข่งขันในเวทีโลกได้ดีกว่าในอดีต นอกจากนี้ รัฐบาลยังได้ผลักดันให้เกิด “เมืองแห่งนวัตกรรม” หรือเขตนวัตกรรมระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (EECi) เพื่อให้เป็น “ซิลิคอนวัลเลย์” ของเมืองไทย และสร้าง “เมืองใหม่อัจฉริยะด้วยนวัตกรรม” หรือเขตส่งเสริมอุตสาหกรรมและนวัตกรรมดิจิทัล (EECd) ให้เป็นศูนย์กลางของการค้า การลงทุน การสร้างสรรค์นวัตกรรมดิจิทัลของภูมิภาคอาเซียน อีกด้วย ยิ่งกว่านั้น ยังมีการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานต่างๆ อีกจำนวนมาก เพื่อมุ่งหวังให้เกิดการพัฒนาแบบก้าวกระโดดด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรมในเร็ววัน อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ผมให้ความสำคัญมากที่สุด นั่นคือการพัฒนาคนไทย โดยเฉพาะเยาวชน ให้เป็นนวัตกร นักวิจัย ผู้เชี่ยวชาญ เราต้องเปลี่ยนคนไทยจากที่เป็นผู้ใช้ (user) ให้เป็นผู้สร้าง (creator) นวัตกรรมและเทคโนโลยีต่างๆให้มากที่สุด ซึ่งจะสร้างมูลค่าได้มากกว่าการส่งออกวัตถุดิบนับร้อยนับพันเท่า ซึ่งผมมีความเชื่อมั่นในศักยภาพ ความสามารถ ความคิดสร้างสรรค์ รวมทั้งความมุมานะพยายามของคนไทย ที่ชาวโลกยอมรับและชื่นชมในหลากหลายด้าน ผมมีความตั้งใจอย่างยิ่งว่า จะต้องดำเนินนโยบายที่สร้างโอกาสและสนับสนุนคนไทยให้เกิดการคิดค้นสิ่งใหม่ๆให้ได้มากที่สุด ทั้งในเรื่องของเงินทุน และการอำนวยความสะดวกจากภาครัฐ ไม่ให้ระบบราชการเป็นการขัดขวาง ผู้ที่มีไอเดียนวัตกรรมดีๆ ที่สร้างสรรค์และมีคุณค่า ไม่ว่าจะเป็นใคร เป็นบริษัทเล็กแค่ไหน หรือเป็นเพียงคนๆเดียว หรือแม้แต่เยาวชน ควรจะต้องมีเงินทุนสนับสนุน ต่อยอดไอเดียนั้นให้กลายเป็นความจริง มีหน่วยงานให้คำปรึกษา มีพื้นที่ให้ทดลองนำไอเดียนั้นไปใช้จริง ตามโมเดล Sandbox ที่เราประสบความสำเร็จมาแล้ว รวมถึงการสนับสนุนอื่นๆ ซึ่งตราบใดที่ผมยังอยู่ในตำแหน่งผู้นำภารกิจนี้ ผมจะหาหนทางที่จะทำให้การดำเนินนโยบายนี้ให้เกิดขึ้นให้ได้มากที่สุด เพื่อยกระดับประเทศของเราให้กลายเป็น “ผู้ส่งออกนวัตกรรม” ให้ได้โดยเร็วที่สุด

“อู่ต่อเรือ” วอนรัฐเร่งแก้ปัญหาต้นน้ำ ก่อนพานิชย์นาวีถูกอาเซียนทิ้งห่างไม่เห็นฝุ่น

ภัทรวิน จงวิศาล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท มาร์ซัน จำกัด (มหาชน) และ เลขาธิการสมาคมต่อเรือและซ่อมเรือไทย
ภัทรวิน จงวิศาล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท มาร์ซัน จำกัด (มหาชน) และ เลขาธิการสมาคมต่อเรือและซ่อมเรือไทย กล่าวถึงภาพรวมอุตสาหกรรมพานิชย์นาวีในอาเซียนว่า ถ้าดูอินโดนีเซียเขาไปได้ไกล มาเลเซียก็ไปไกล สิงคโปร์ไม่ต้องพูดเพราะพัฒนาไปไกลมาก เมียนมาที่มีปัญหาภายในประเทศก็ยังมีอู่ต่อเรือดำน้ำในประเทศ แม้กระทั่งเวียดนามก็ติดอันดับโลก เป็นประเทศผู้ผลิตเรือสินค้าอันดับ 4-5 ของโลก เห็นได้ชัดว่าแม้เราจะเริ่มก่อนเขา แต่ด้วยนโยบายที่ไม่ชัดเจนก็ทำให้เราเสียโอกาสในการพัฒนา ในอดีตเรามองเกาหลีใต้ว่าเป็นคู่แข่งของเรา ปัจจุบันเขาเป็นอู่ต่อเรือท็อป3 ใกล้เคียงกับจีนและญี่ปุ่น การเสียโอกาสทำให้คู่แข่งทิ้งห่างไปมาก โอกาสที่เราจะไล่เขาในเวลาอันใกล้เป็นเรื่องยาก แต่ถ้าเราไม่ทำอะไรเลยก็จะถูกทิ้งห่างไปเรื่อยๆ เพราะฉะนั้นในแง่ของประเทศเพื่อนบ้านเขาพัฒนาไปไกลกว่าเรา ซึ่งประเทศอื่นไม่ได้ทำเหมือนเรา เขาอาจจะมีเรื่องการส่งเสริมเจ้าของเรือให้ทำธุรกิจได้ อันนี้ทุกคนเข้าใจ แต่เขาดีไซน์ถ้าคุณทำธุรกิจแล้วต่อเรือในประเทศด้วยได้รับสิทธิประโยชน์สองเท่า แต่บีโอไอบ้านเรากำหนดให้การนำเข้าเรือเก่าได้สิทธิประโยชน์แบบเต็มที่เลย มันก็ไม่มีปัจจัยให้มายึดโยงกับอุตสาหกรรมในประเทศ แต่ถ้าเป็นประเทศอื่น นำเข้าเรือเก่าได้นะ อาจได้รับสิทธิประโยชน์ด้านภาษี 2-3 ปี แต่ถ้าคุณต่อเรือในประเทศคุณได้รับสิทธิประโยชน์เพิ่มอีกสองเท่าเป็น 8 ปี เพื่อสนับสนุนให้เกิดการต่อเรือใหม่ภายในประเทศ ทำให้อุตสาหกรรมนี้สร้างงาน สร้างเงินให้กับประเทศอย่างแท้จริง สามารถที่จะสร้างเศรษฐกิจในประเทศได้ มีเม็ดเงินหมุนเวียน มีการพัฒนาบุคลากร เป็นการสร้างองค์ความรู้ เรื่องของความยั่งยืน ถ้าอุตสาหกรรมต้นน้ำอย่างอู่ต่อเรือเติบโต อุตสาหกรรมกลางน้ำคือผู้ผลิตชิ้นส่วนอุปกรณ์เรือ ผู้ผลิตเครื่องจักรในประเทศ สถาบันการศึกษา จะยึดโยงเติบโตไปด้วยกัน โดยภาครัฐเป็นผู้กำกับ อุตสาหกรรมเดินเรือก็จะยิ่งเจริญมากขึ้น เพราะมีบุคลากร มีผู้ผลิตชิ้นส่วนต่างๆออกมา สิ่งสำคัญคือถ้าเราทำสิ่งเหล่านี้ได้เม็ดเงินต่างๆก็จะหมุนเวียนอยู่ในประเทศ จีดีพีของเราก็ดีขึ้น ลดการนำเข้า ในอนาคตถ้าส่งเสริมการส่งออกได้ด้วยก็จะยิ่งดีขึ้น

เปิดเวที COP26 กับแนวทางแก้ไขปัญหาสภาพภูมิอากาศระดับโลกของไทย

หนึ่งในภารกิจสำคัญของพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีกระทรวงกลาโหม ในการเข้าร่วมการประชุมระดับผู้นำ (World Leaders Summit) ในการประชุมรัฐภาคีกรอบอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (United Nations Framework Convention on Climate Change Conference of the Parties: UNFCCC COP) (COP 26) ณ เมืองกลาสโกว์ สหราชอาณาจักร คือการนำเสนอเป้าหมายและการดำเนินงานที่แข็งขันต่างๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การนำเสนอการจัดทำ “ยุทธศาสตร์ระยะยาวเพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของไทย (LT-LEDS)” ซึ่งเป็นการดำเนินการตามความตกลงปารีส  (Paris Agreement) ที่เป็นกติการะหว่างประเทศในการร่วมกันแก้ไขปัญหาการเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิเฉลี่ยของโลก และมุ่งลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสูงสุดในปี ค.ศ. 2030 และปล่อยก๊าซเรือนกระจกเป็นศูนย์เร็วที่สุดภายในครึ่งปีหลังของศตวรรษนี้ ทั้งนี้ ไทยถือเป็น 1 ใน 3 ของประเทศในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ที่นำส่งยุทธศาสตร์ระยะยาวเพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ร่วมกับสิงคโปร์และอินโดนีเซีย โดยไทยมีการดำเนินตามนโยบายเพื่อแก้ไขปัญหาสภาพภูมิอากาศในหลายๆ ส่วน อาทิ การกำหนดเป้าหมายให้มีการใช้ยานยนต์ไฟฟ้าในประเทศ จำนวน 15 ล้านคัน หรือประมาณ 1 ใน 3 ของยานยนต์ทั้งหมดภายในปี 2578 การปลูกต้นไม้ยืนต้นทั่วประเทศจำนวนหนึ่งร้อยล้านต้นภายในปี 2565 เป็นต้น

ทั่วโลกจับตามอง 3 มาตรการไทยสกัดไวรัสรองรับการเปิดประเทศ

นายธนกร วังบุญคงชนะ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงมาตรการรองรับการเปิดประเทศตั้งแต่วันที่ 1 พ.ย.2564 ว่า นายกรัฐมนตรีได้มอบหมายทุกภาคส่วนราชการจัดเตรียมมาตรการเฝ้าระวังและติดตามสถานการณ์  ซึ่งกระทรวงสาธารณสุข โดยกรมอนามัย  จัดทำข้อกำหนดการดำเนินงาน เพื่อเป็นเครื่องมือในการกำกับดูแลกิจการประเมิน ติดตาม และเฝ้าระวัง สถานประกอบการต่าง ๆ ประกอบด้วย  3 ส่วนหลัก คือ ส่วนที่ 1 Self Certification : ให้สถานประกอบการทุก Setting ลงทะเบียน ประเมินตนเองบนระบบ Thai Stop COVID Plus เพื่อยกระดับตามมาตรการ COVID Free Setting และให้ทุกสถานประกอบการติด E-Certificated ในจุดที่ผู้ใช้บริการเห็นเด่นชัด ส่วนที่ 2 People Voice : ประชาชนสามารถประเมิน แนะนำ ติชม ร้องเรียน สถานประกอบการในพื้นที่ COVID Free Area/Zone ผ่านช่องทาง QR Code ใน E-Certificate , Website Thai Stop COVID Plus และ เฟซบุ๊ก “ผู้พิทักษ์อนามัย (COVID Watch)” และ ส่วนที่ 3 Active Inspection : จัดตั้งคณะกรรมการ ร่วมตรวจ กำกับ COVID Free Area/Zone ภาครัฐและภาคประชาชน ตรวจประเมินทุก 2 สัปดาห์ กำกับมาตรการตาม พรบ.การสาธารณสุข และกฎหมายที่เกี่ยวข้อง จัดทำ Checklist และเป้าหมาย โดยตรวจสอบข้อมูลบน Thai Stop COVID Plus ให้คำแนะนำ ตักเตือน กิจการที่ปฏิบัติไม่ถูกต้องให้ปฏิบัติตามมาตรการอย่างเคร่งครัด (พรบ.การสาธารณสุข พรบ.โรคติดต่อ พรบ.สถานบริการ และ พรก.ฉุกเฉิน) ทั้งนี้ เมื่อมีการเปิดประเทศแล้ว คณะกรรมการบูรณาจากทุกภาคส่วนก็จะดำเนินการตรวจสอบและประเมินทุก 2 สัปดาห์   รวมทั้งแต่ละหน่วยจะมีการจัดทำแผนเผชิญเหตุและความพร้อมทรัพยากร เช่น โรงพยาบาลสนาม พื้นที่สำหรับการกักตัว/แยกกัก เวชภัณฑ์/ยา ขอให้มั่นใจว่ารัฐบาลมีมาตรการรองรับและระบบสาธารณสุขไทยมีความเข้มแข็ง   ซึ่งขณะนี้หลายประเทศจับตาดูไทยและจะจัดทำพื้นที่ท่องเที่ยวแซนด์บ็อกซ์ตามรูปแบบของประเทศไทยด้วย

G20 ไฟเขียวเก็บภาษีกำไรธุรกิจขนาดใหญ่ครั้งประวัติศาสตร์อย่างน้อย 15% บังคับใช้ปี 2566

ที่ประชุมกลุ่มผู้นำประเทศมหาอำนาจ G20 ประกอบด้วย 19 ประเทศและสหภาพยุโรป ได้อนุมัติข้อตกลงประวัติศาสตร์ครั้งสำคัญของโลก ด้วยการเห็นชอบข้อตกลงจัดเก็บภาษีกำไรของบริษัทที่มีขอบเขตในการทำธุรกิจขนาดใหญ่ด้วยการจัดเก็บภาษีในสัดส่วนอย่างน้อย 15% ข้อตกลงภาษีดังกล่าว เสนอโดยสหรัฐ ก่อนจะได้รับความเห็นชอบจากผู้นำชาติ G20 ทุกคน ซึ่งข้อตกลงดังกล่าว จะมีผลบังคับใช้ในปี พ.ศ.2566 “ข้อตกลงประวัติศาสตร์นี้คือช่วงเวลาสำคัญสำหรับเศรษฐกิจโลก ซึ่งจะหยุดความเสียหายถึงรากฐานของการเก็บภาษีนิติบุคคล” นางเจเน็ต เยลเลน รัฐมนตรีกระทรวงคลังสหรัฐ กล่าวและว่า “ธุรกิจและแรงงานวนสหรัฐจะได้รับประโยชน์จากข้อตกลงนี้ แม้ว่าบริษัทยักษ์ใหญ่ของสหรัฐหลายแห่งจะต้องจ่ายภาษีเพิ่มขึ้นก็ตาม” ข้อตกลงครั้งนี้เกิดขึ้นในช่วงเวลาที่สำคัญอย่างยิ่งสำหรับเศรษฐกิจโลก และจะช่วยยุติการแข่งขันที่ก่อให้เกิดความเสียหายในเรื่องการจัดเก็บภาษี การประชุมกลุ่มผู้นำ G20 จัดขึ้นที่กรุงโรม ประเทศอิตาลี เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา โดยมีผู้นำประเทศมาเข้าร่วมประชุมที่กรุงงโรมเกือบครบทุกคน ยกเว้นประธานาธิบดี สี จิ้นผิง ของจีน และประธานาธิบดี วลาดิเมียร์ ปูติน แห่งรัสเซีย ที่ร่วมประชุมผ่านวิดีโอคอล ทั้งนี้ การเห็นชอบข้อตกลงดังกล่าวมีเป้าหมายที่จะแก้ปัญหาการยักย้ายถ่ายเทกำไร หรือการจ่ายภาษีของบริษัทข้ามชาติด้วยการใช้ประโยชน์จากประเทศที่มีอัตราการจัดเก็บภาษีในระดับต่ำ ซึ่งจะมีผลต่อบริษัทที่มียอดขายทั่วโลกมากกว่า 2 หมื่นล้านยูโร และมีอัตรากำไร (profit margins) มากกว่า 10%