แน่นอนว่าอาหารเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับทุกคน เช่นเดียวกันกับการทำงานที่เราต้องทำเพื่อให้ดำรงชีวิตอยู่ได้ ซึ่งแต่ละอาชีพ ก็จะมีลักษณะงานและปัจจัยเสี่ยงที่ส่งผลต่อสุขภาพที่มีความจำเพาะแตกต่างกันไป ดังนั้น ถ้าเราเลือกรับประทานอาหาร ก็ย่อมได้ โภชนาการที่เหมาะสม ช่วยดูแลสุขภาพของแต่ละอาชีพได้
อ.ดร.วนะพร ทองโฉม นักวิชาการโภชนาการ กลุ่มสาขาวิชาโภชนศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี ม.มหิดล ได้เขียนบทความเพื่อแนะนำในประเด็นเรื่อง “โภชนาการที่เหมาะสม กับแต่ละอาชีพ” ไว้ใน Facebook : Mahidol Channel อย่างน่าสนใจ โดยแบ่งออกเป็นอาชีพต่างๆ ดังนี้

โภชนาการที่เหมาะสม สำหรับพนักงานออฟฟิศ
ปัญหาสุขภาพที่เจอ : ลักษณะการทำงานส่วนใหญ่จะต้องอยู่หน้าคอมพิวเตอร์นานๆ ไม่ค่อยได้เคลื่อนไหวร่างกาย จึงเกิดอาการดวงตาล้าหรือมีปัญหาสายตา และมีโอกาสที่น้ำหนักตัวจะเพิ่มขึ้นได้ง่าย
แนวทางการกินอาหารที่แนะนำ
อาหารที่ดูแลสุขภาพดวงตา
อาหารที่เป็นแหล่งวิตามินเอ : เป็นสารที่ช่วยในการทำงานของจอประสาทตาและการมองเห็น แหล่งอาหารที่มีวิตามินเอมาจาก 2 แหล่งคือ เนื้อสัตว์ เครื่องในต่างๆ ไข่ นม ส่วนอีกแหล่งคือมาจากพืช หรือกลุ่มเบต้าแคโรทีน โดยพบในผักผลไม้สีเขียวเข้ม สีส้ม เช่น ตำลึง ผักบุ้ง ฟ้กทอง มันเทศ มะละกอสุก
อาหารที่อุดมด้วยโอเมก้า 3 : ซึ่งช่วยบำรุงจอประสาทตาให้แข็งแรง เช่น ปลาทะเลน้ำลึก ปลาจาละเม็ดขาว ปลาสำลี ปลาดุก ปลาสวาย ปลากะพงขาว ถั่วเปลือกแข็ง เช่น เม็ดมะม่วงหิมพานต์ ถั่วพิตาชิโอ ถั่วปากอ้า
อาหารที่มีลูทีน (lutein) กับซีแซนทีน (zeaxanthin) : เป็นส่วนประกอบสำคัญที่พบในจุดรับภาพที่จอประสาทตาและเลนส์ตา มีคุณสมบัติต้านอนุมูลอิสระ จากการศึกษาพบว่ามีส่วนช่วยในการชะลอการเกิดต้อกระจกและโรคจอประสาทตาเสื่อม แหล่งที่พบ ลูทีน และ ซีแซนทีน เช่น โกจิเบอร์รี (เก๋ากี้) กะหล่ำ ผักโขม ถั่วลันเตา บร็อกโคลี ข้าวโพด ไข่ แครอท ผักคะน้า ผักบุ้ง ผักปวยเล้ง ผักกาดหอม ผักโขม แตงกวาทั้งเปลือก ถั่วแขก อะโวคาโด ฟักทอง
ผลไม้ตระกูลเบอร์รี่ : อุดมไปด้วยวิตามินและสารต้านอนุมูลอิสระที่ช่วยบำรุงดวงตา
ดื่มน้ำสะอาดให้เพียงพอ : เพราะจะช่วยให้ดวงตาชุ่มฉ่ำ
อาหารดูแลน้ำหนักตัวให้สมดุลอย่างยั่งยืน
กินอาหารให้ครบ 3 มื้อ โดยเน้นโปรตีนและผักเป็นหลักและข้าวแป้งพอประมาณ เพื่อให้รู้สึกอิ่มนานอยู่ท้อง และลดการดื่มเครื่องดื่มที่มีน้ำตาล เพื่อลดอาการหิวบ่อย และถ้ารู้สึกหิวระหว่างมื้อ สามารถเลือกอาหารว่างที่มีพลังงานน้อยและรับประทานแล้วอยู่ท้องได้ เช่น สลัดโรล เมี่ยงปลาทู เฉาก๊วย เต้าฮวยน้ำขิง ผลไม้ที่มีใยอาหารสูงน้ำตาลน้อย เช่น สตรอเบอรี่ ผลไม้ตระกูลเบอรี่อื่นๆ แก้วมังกร ฝรั่ง
โภชนาการที่เหมาะสม สำหรับอาชีพที่ใช้สมองหนัก เกิดความเครียดสูง
ปัญหาสุขภาพ : ปัญหาที่อาจเกิดกับคนทำงานกลุ่มนี้ ได้แก่ ความเครียดและภาวะสมองล้า (Brain Fog Syndrome) เนื่องจากสมองทำงานหนักมากเกินไป ซึ่งอาจส่งผลทำให้เกิดความเสื่อมของสมองตามมาได้
ส่วนความเครียดยังส่งผลทำให้เสี่ยงต่อการเกิดโรคเรื้อรังต่างๆตามมา เช่น โรคเบาหวาน โรคหัวใจ โรคอ้วน โรคมะเร็ง เป็นต้น รวมถึงส่งผลต่อการทำงานของฮอร์โมนที่ควบคุมความหิว/อิ่ม ทำให้รู้สึกหิวและกินอาหารตามความอยากมากขึ้นเพื่อบรรเทาความเครียด ซึ่งก็จะเป็นอาหารหวาน ๆ มัน ๆ และกินในปริมาณมาก ทำให้ส่งผลเสียต่อสุขภาพตามมาได้
แนวทางการกินอาหารที่แนะนำ
หนึ่ง : อาหารผ่อนคลายความตึงเครียด
ในประเด็นของอาหารที่ช่วยผ่อนคลายความเครียด สำหรับการศึกษาวิจัยนั้นจะมีแค่ความสัมพันธ์หรือในสัตว์ทดลองเท่านั้นว่าอาหารชนิดนั้นๆอาจมีผลต่อสารสื่อประสาททที่ทำให้รู้สึกผ่อนคลาย ซึ่งจะมีผลจริงหรือไม่นั้น ยังไม่มีข้อมูลมากพอที่จะยืนยันได้ว่า รับประทานแบบนี้แล้วจะทำให้อารมณ์ดีขึ้น
แต่อย่างไรก็ตาม เมื่อพิจารณาองค์ประกอบของอาหารที่พบความสัมพันธ์ก็มีหลายอย่างที่เป็นอาหารที่ดีต่อสุขภาพ ถ้าจะเลือกรับประทานในปริมาณที่เหมาะสมก็ไม่ได้เสียหายอะไร

อาหารที่ควรกิน คือ อาหารที่ช่วยรักษาระดับสารเซอร์โรโทนิน (serotonin) ซึ่งเป็นสารสื่อประสาทที่ทำให้รู้สึกผ่อนคลาย
อาหารที่มีทริบโทเฟน เช่น นม กล้วย โยเกิร์ต ข้าวโอ๊ต ดาร์คช็อคโกแลต เนื่องจากกรดอะมิโนทริบโทเฟน (Tryptophan) เป็นสารเริ่มต้นในการสังเคราะห์สารสื่อประสาทเซอร์โรโทนิน
อาหารที่มีโฟเลท ได้แก่ ผักใบเขียวเข้ม ผลไม้ เช่น ส้ม สตรอเบอรี่ ถั่วเมล็ดแห้ง ข้าวโอ๊ต ตับ ธัญพืชไม่ขัดสี เนื่องจากโฟเลท มีส่วนเกี่ยวข้องกับการสังเคราะห์สารสื่อประสาทเซอร์โรโทนิน
เครื่องดื่มหรืออาหารอุ่นๆ เช่น ชาดอกไม้ น้ำสมุนไพร ซุปใส
อาหารที่ควรหลีกเลี่ยง คือ อาหารที่มีน้ำตาลและไขมันสูง เนื่องจากอาจจะกระตุ้นให้มีการหลั่งฮอร์โมนความเครียดออกมามากขึ้น เช่น คอร์ติซอล ได้แก่
ขนมหวานและเบเกอรี่ อาหารเหล่านี้มีปริมาณคาร์โบไฮเดรตมากจากทั้งแป้งและน้ำตาลในปริมาณสูงทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดแปรปรวนซึ่งเป็นสาเหตุที่จะทำให้ฮอร์โมนคอร์ติซอลหรือฮอร์โมนความเครียดเพิ่มขึ้น
เครื่องดื่มที่มีน้ำตาล เพราะน้ำตาลที่อยู่เครื่องดื่มนอกจากจะเพิ่มปริมาณแคลอรี่อย่างรวดเร็วให้ร่างกายแล้ว ก็ยังไปทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดเกิดความแปรปรวน และส่งผลให้ระดับคอร์ติซอลเพิ่มขึ้นอีกด้วย
อาหารประเภททอดน้ำมันท่วมเช่น เฟรนช์ฟรายส์ กล้วยทอด หมูทอด ไก่ทอด
สอง : อาหารบำรุงสมอง
ได้แก่ MIND Diet ซึ่งเป็นอาหารที่ช่วยต้านอนุมูลอิสระ ต้านการอักเสบและดูแลหลอดเลือดที่นำเลือดและออกซิเจนไปเลี้ยงสมอง คืออาหารที่ผสมผสานระหว่างการกินแบบ Mediterranean Diet และ DASH Diet

การกินแบบ Mediterranean Diet
เน้นกินพืชเป็นหลัก เป็นพืชไม่ขัดสี ข้าว ธัญพืชต่างๆ กินผัก ผลไม้
กลุ่มไขมัน แนะนำให้กินไขมันที่ดี เป็นกลุ่มโอเมกา 9 ได้แก่ น้ำมันมะกอก น้ำมันรำข้าว น้ำมันเมล็ดชา น้ำมันคาโนลา รวมถึงพวกถั่วเปลือกแข็งต่าง ๆ
กลุ่มโอเมกา 3 ได้แก่พวกปลาทะเลน้ำลึก หรืออาจจะเป็นปลาไทยอย่างที่กล่าวไปข้างต้น โดยใน 1 สัปดาห์ ควรกินปลาอย่างน้อย 2-3 ครั้ง ครั้งละ 100 กรัม เพื่อให้ได้กรดไขมันโอเมกา 3 ที่เพียงพอ เพราะกรดไขมันโอเมกา 3 จะช่วยลดระดับไตรกลีเซอร์ไรด์ และช่วยป้องกันการอักเสบของหลอดเลือด
กลุ่มที่เน้นให้กินน้อย ได้แก่ กลุ่มของหวาน น้ำตาลขัด ไขมันอิ่มตัว และกลุ่มเนื้อสัตว์แปรรูป
นอกจากนี้ควรดื่มน้ำให้เพียงพอในแต่ละวัน และออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ
การกินแบบ DASH Diet ร่วมกับควบคุมปริมาณโซเดียมจากอาหาร
เน้นกินพืช ธัญพืช ถั่วต่างๆ เน้นแร่ธาตุโพแทสเซียมที่ได้มาจากผัก ผลไม้ พืชประเภทหัว และแมกนีเซียม ซึ่งได้มาจากผัก ผลไม้ ถั่วเมล็ดแห้ง ถั่วเปลือกแข็ง เมล็ดพืชและดาร์กช็อกโกแลต รวมทั้งแร่ธาตุแคลเซียม ได้แก่ นมและผลิตภัณฑ์จากนมพร่องมันเนยหรือขาดมันเนย นมถั่วเหลืองเสริมแคลเซียม ปลาตัวเล็กตัวน้อย กุ้งฝอย งา เต้าหู้แข็ง
กินโซเดียมไม่เกิน 2,000 มิลลิกรัมต่อวัน เน้นกินอาหารที่ไม่ผ่านการแปรรูป หลีกเลี่ยงการกินอาหารที่มีการปรุงแต่งมากหรืออาหารกึ่งสำเร็จรูปและอาหารสำเร็จรูป
โภชนาการที่เหมาะสม สำหรับอาชีพที่ทำงานเป็นกะ
คนที่ทำงานเป็นกะ มักมีเวลาทำงานไม่แน่นอน อาจมีการสลับเวลาทำงานแตกต่างกันไป ยกตัวอย่างเช่น บุคลากรทางการแพทย์ในโรงพยาบาล พนักงานรักษาความปลอดภัย ตำรวจ พนักงานร้านสะดวกซื้อ พนักงานเคลมประกันอุบัติเหตุรถยนต์ พนักงานโรงงาน ฯลฯ
ปัญหาสุขภาพ : ความแปรปรวนของนาฬิกาชีวิต อาจทำให้การทำงานของร่างกายทั้งในเรื่องเมตาบอลิซึม ระบบการย่อยอาหาร ระบบหลอดเลือดและหัวใจ การทำงานของฮอร์โมนและระบบภูมิคุ้มกัน ทำงานได้ไม่เต็มประสิทธิภาพ อาจทำให้เกิดปัญหาสุขภาพต่าง ๆ เช่น กรดไหลย้อน โรคมะเร็ง น้ำหนักเกิน โรคหัวใจและหลอดเลือด โรคเบาหวาน
นอกจากนี้ การทำงานเป็นกะที่ต้องเปลี่ยนไปมา ทำให้ตารางการกินการนอนเปลี่ยนไป จึงส่งผลต่อแบบแผนการกินอาหารไปด้วย หากมีความเข้าใจและวางแผนการกินอาหารให้เหมาะสม แม้จะยังคงต้องทำงานเป็นกะก็จะยังสามารถดูแลสุขภาพให้ดีได้อย่างแน่นอน

แนวทางการกินอาหารที่แนะนำ
หนึ่ง : วางแผนการกินอาหารมื้อหลักและมื้อว่าง โดยมื้อหลักยังคงเป็นช่วงเวลาเช่นเดียวกับการทำงานในเวลาปกติและเลือกเป็นมื้อว่างเล็ก ๆ ห่างจากมื้อหลัก 3-5 ชั่วโมง เพื่อไม่ให้สะสมความหิวจนทำให้เลือกกินอาหารที่ไม่เหมาะสมและกินในปริมาณที่มากเกินความพอดี
โดยเน้นว่าทุกมื้อควรมีโปรตีนเป็นองค์ประกอบเพื่อให้อิ่มนาน ไม่หิวบ่อย และเลือกคาร์โบไฮเดรตที่มีกากใยเป็นองค์ประกอบในทุกๆมื้อ เช่น ข้าวกล้อง ธัญพืช ถั่วเมล็ดแห้ง ผัก ผลไม้ หลีกเลี่ยงอาหารและเครื่องดื่มที่มีน้ำตาลมาก รวมทั้งอาหารที่มีไขมันอิ่มตัวสูง เช่น อาหารทอด เบเกอรี่ เนื้อสัตว์ติดหนังติดมัน
สอง : ในช่วงการทำงาน ดื่มน้ำให้เพียงพอเพื่อลดอาการอ่อนเพลียจากการทำงานและทำให้ร่างกายตื่นตัว
สาม : หลีกเลี่ยงการกินอาหารมื้อใหญ่ อาหารไขมันสูงและอาหารเผ็ดก่อนเข้านอน แต่ควรกินอาหารมื้อเล็กๆ เป็นอาหารที่ย่อยง่ายก่อนนอน เพราะการกินอาหารมื้อใหญ่ก่อนนอนอาจส่งผลให้ระบบทางเดินอาหารทำงานหนัก อาหารไม่ย่อย กรดไหลย้อน และอาจจะรบกวนการนอนได้
สี่ : หลีกเลี่ยงการดื่มเครื่องดื่มที่มีคาเฟอีน เช่น กาแฟ ชา เครื่องดื่มชูกำลัง ในช่วงกลางกะของระยะเวลาทำงาน เพราะคาเฟอีนจะยังคงอยู่ในกระแสเลือดได้ยาวนานถึง 6 ชั่วโมง ซึ่งอาจส่งผลต่อคุณภาพในการนอนหลับเมื่อเลิกงานได้เพราะฤทธิ์ของคาเฟอีนยังคงส่งผลให้ระบบประสาทของเราตื่นตัวอยู่
อัปเดตเคล็ดลับเรื่องการกินอาหารเพื่อดูแลสุขภาพ
เผยเคล็ดลับจากผู้เชี่ยวชาญสายผลิตอาหาร ต้นน้ำ ถึง ปลายน้ำ พร้อมแนะเมนู “อาหารไทยสู้โรค”
‘ชีวิตยืนยาว’ และการมีสุขภาพดี ยังคงเกิดขึ้นได้ท่ามกลางวิกฤตโรคระบาดหรือไม่?
เปิดตำรับ ‘อาหารสู้โควิด’ 3 ชาติ ไทย-จีน-ญี่ปุ่น สร้างภูมิคุ้มกัน ต้านไวรัส










