ภูเก็ต เป็นจังหวัดแรกของไทยที่นำร่องการต้อนรับนักเดินทางจากต่างประเทศที่ฉีดวัคซีนป้องกันโควิด-19 ครบโดสแล้ว และแสดงผลตรวจไม่พบเชื้อโควิด-19 เข้ามาท่องเที่ยว ในรูปแบบไม่กักตัวในห้องพักอีกต่อไป หรือ “ภูเก็ตแซนด์บ็อกซ์” โครงการนี้เริ่มในวันที่ 1 กรกฎาคม พ.ศ. 2564 ก่อนที่จะนำมาสู่การเปิดประเทศในลักษณะ “แซนด์บ็อกซ์” อย่างเต็มรูปแบบ เมื่อวันที่ 1 พฤศจิกายน 2564 ที่ผ่านมา
ท่ามกลางความปลาบปลื้มของรัฐบาลกับความสำเร็จของ ภูเก็ตแซนด์บ็อกซ์ และบรรยากาศการท่องเที่ยวที่ขยับตัวดีขึ้นในจังหวัดอื่นๆ ที่เปิดตามมา มีนักท่องเที่ยวเดินทางเข้าประเทศไทย ทั้งแบบการยกเว้นการกักตัว (Test and Go) พื้นที่นำร่องท่องเที่ยว (Sandbox Programme) และ การกักตัว ณ สถานกักกัน (Alternative Quarantine) เฉลี่ยวันละ 2,000 – 3,000 คน แต่สำหรับคนภูเก็ตยังมีบางอย่างที่รอการบริหารจัดการจากภาครัฐนั่นก็คือโครงการ “รถไฟฟ้ารางเบา” หรือ Tram ที่เรียกร้องมานานกว่า 20 ปี
ล่าสุดเมื่อเช้าวันจันทร์ ที่ 15 พฤศจิกายน 2564 ที่ผ่านมา ณ ห้องประชุมคอซิมบี้ ศาลากลาง (เก่า) จังหวัดภูเก็ต คณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชน (กรอ.) จังหวัดภูเก็ต นำโดยนายปิยะพงษ์ ชูวงค์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ต นายเรวัติ อารีรอบ นายกองค์การบริหารจังหวัดภูเก็ต นายธนูศักดิ์ พึ่งเดช ประธานหอการค้าจังหวัดภูเก็ต นางสาวเชิญพร กาญจนสายะ ประธานสภาอุตสาหกรรมจังหวัดภูเก็ต และผู้นำภาคเอกชนภูเก็ตรวม 16 องค์กร ได้ร่วมกันแถลงข่าว “การแสดงจุดยืนของภาคเอกชน ภาคประชาชน ภาคองค์การปกครองส่วนท้องถิ่นและมติ กรอ. จังหวัดภูเก็ตในเรื่องข้อสรุปเรื่องรถไฟฟ้ารางเบาหลังการประชุมรับฟังความคิดเห็นโครงการระบบขนส่งมวลชน จังหวัดภูเก็ตในวันที่ 12 พฤศจิกายน 2564”
การประชุมรับฟังความคิดเห็นโครงการลงทุนระบบขนส่งมวลชนจังหวัดภูเก็ต ที่กระทรวงคมนาคมมอบ หมายให้การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) วันที่ 12 พฤศจิกายนที่ผ่านมาซึ่งมีข้อสรุปว่าจะเปลี่ยนแปลงรถไฟฟ้ารางเบาจากล้อเหล็กเป็นล้อยาง เนื่องจากต้นทุนการก่อสร้างถูกกว่าประมาณ 1 หมื่นล้านบาทนั้น ได้เกิดปัญหาขึ้นมาว่าภาคเอกชนในจังหวัดภูเก็ตยังไม่ยอมรับว่าเป็นความเห็นร่วมที่จะใช้เดินหน้าโครงการต่อไป เนื่องจากขัดกับความต้องการของคนในพื้นที่ ขัดกับมติกรอ.ภูเก็ต และรฟม.ยังให้ข้อมูลแก่ผู้เข้าร่วมรับฟังความคิดเห็นน้อยมาก
ธนูศักดิ์ พึ่งเดช ประธานหอการค้าจังหวัดภูเก็ต กล่าวว่า เหตุผลสำคัญที่ภาคเอกชนภูเก็ตต้องการแจ้งต่อรฟม.คือ
1. คนภูเก็ตต้องการสร้างรถไฟฟ้าให้เร็วที่สุด หากเกรงว่าจะมีปัญหาการจราจร ทางจังหวัดก็พร้อมจะร่วมมือกันแก้ปัญหาดังเช่นที่เคยมีประสบการณ์ช่วงสร้างอุโมงลอดทางแยก
2. ประเภทของรถไฟฟ้าจะเป็นล้อเหล็กหรือล้อยางนั้น รฟม. ควรเลือกสิ่งที่เหมาะสมที่สุดให้แก่จังหวัดภูเก็ต ซึ่งคนภูเก็ตต้องการให้รฟม.นำเสนอข้อมูลอย่างละเอียดและชัดเจนอีกครั้ง
3. แผนการก่อสร้างนั้นทางภูเก็ตต้องการให้ดำเนินการทั้งเฟส 1 และเฟส 2 ต่อเนื่องให้ทันงาน World Specialised Expo ในปี 2571

ประธานหอการค้าจังหวัดภูเก็ตกล่าวว่า ต้องยอมรับว่าอำนาจการตัดสินใจขั้นสุดท้ายขึ้นอยู่กับดุลพินิจของรฟม. ซึ่งคนภูเก็ตไม่ได้ติดขัดว่าจะเป็นล้อยางหรือล้อเหล็ก เพียงแต่ต้องการรายละเอียดงานวิจัยและเอกสารที่ชัดเจนหากจะเปลี่ยนจากล้อเหล็กเป็นล้อยางดีกว่ากันอย่างไร และก็ไม่อยากให้มองเพียงต้นทุนการก่อสร้างว่าล้อยางถูกกว่าล้อเหล็ก เพราะถึงแม้ว่าล้อยางอาจจะถูกกว่าในด้านต้นทุนการก่อสร้าง แต่เมื่อเทียบค่าใช้จ่ายด้านการบำรุงรักษาระยะยาวอาจจะแพงกว่า ประกอบกับบริษัทก่อสร้างรถไฟฟ้าแบบล้อยางปัจจุบันก็มีไม่กี่บริษัท ซึ่งเราก็ไม่คุ้นเคยหรือรู้จักรายละเอียดของแต่ละบริษัทมากนัก ผิดกับระบบล้อเหล็กซึ่งเป็นที่นิยมของทั่วโลก มีบริษัทก่อสร้างให้เลือกใช้บริการจำนวนมาก ขณะที่พิมพ์เขียวโครงการนี้ สำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร (สนข.) ก็ออกแบบไว้หมดแล้ว เป็นการออกแบบก่อสร้างด้วยล้อเหล็ก ถ้าจะปรับเป็นล้อยางก็ต้องเริ่มต้นเขียนแบบกันใหม่ เกรงว่าเวลาโครงการจะยืดยาวออกไปอีกหลายปี ซึ่งไม่เป็นผลดีต่อจังหวัดภูเก็ตและประเทศชาติ
“ตามกำหนดการเราต้องการให้โครงการรถไฟรางเบาภูเก็ตเปิดใช้ได้ภายในปี 2568 เพื่อรองรับนักท่องเที่ยวที่จะกลับมาเที่ยวภูเก็ตหลังผ่านพ้นวิกฤตไวรัสโควิด-19 รวมถึงจะมีการจัดงานใหญ่ระดับโลกคือ World Specialised Expo 2028 ที่รัฐบาลเลือกจังหวัดภูเก็ตเป็นสถานที่จัดงานในปี 2571 ซึ่งคาดว่าจะมีคนมาชมงานนี้ไม่ต่ำกว่า 10 ล้านคน สร้างรายได้ในช่วงงานประมาณ 4 หมื่นล้านบาท เงื่อนไขเวลาตรงนี้ถือว่าสำคัญมาก” นายธนูศักดิ์กล่าว














