Thursday, August 27, 2026

สาลิกาคาบข่าว Vol.321

3 สถาบัน 1 องค์กร 2 บุคคล คว้ารางวัล EEC HDC AWARD 2021

วันนี้ (17 พฤศจิกายน 2564) คณะทำงานประสานงานด้านการพัฒนาบุคลากรในเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก หรือ EEC HDC ประกาศเกียรติคุณเชิดชู ‘องค์กร-สถาบันการศึกษา/ฝึกอบรม-บุคลากร’ มอบโล่ EEC HDC AWARD 2021 ปีนี้จัดแบบ new normal เชิญผู้ได้รับรางวัล ผู้บริหารองค์กร และเจ้าหน้าที่ผู้เกี่ยวข้องร่วมงานแบบจำกัดคนที่โรงแรมรอยัล คลิฟ พัทยา มี นายสนธยา คุณปลื้ม นายกเมืองพัทยา เป็นประธานเปิดงาน มอบโล่และเกียรติบัตรแก่ผู้เป็นกำลังสำคัญในการร่วมพัฒนาพื้นที่อีอีซี พร้อมถ่ายทอดแบบมีส่วนร่วมทางซูม ซึ่งปีนี้มีผู้ได้รับโล่ประกาศเกียรติคุณ 3 สถาบัน 1 องค์กร และ 2 บุคคลดีเด่น ทั้งหมดผ่านการคัดกรองกันมาอย่างดี ประกอบด้วย
รางวัลเชิดชูสถาบันการศึกษาดีเด่นแห่งปี คือ
  • 1. สำนักวิศวกรรมและนวัตกรรม มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลตะวันออก
  • 2. สถาบันไทย-เยอรมัน
  • 3. สถาบันพัฒนาบุคลากรสาขาเทคโนโลยีการผลิตอัตโนมัติและหุ่นยนต์ หรือ MARA

รางวัลเชิดชูองค์กรดีเด่นแห่งปี คือ
  • บริษัท เอส เอ็น ซี ฟอร์เมอร์ จำกัด (มหาชน) (SNC Former Public Company Limited)
รางวัลเชิดชูบุคคลดีเด่นแห่งปี คือ
  • 1. ดร.สมชัย ไทยสงวนวรกุล ประธานกรรมการบริหาร บริษัท เอส เอ็น ซี ฟอร์เมอร์ จำกัด (มหาชน) ซึ่งอุทิศตนพัฒนาอุตสาหกรรม พัฒนาบุคลากรการศึกษา ปรับสร้างยกระดับอุตสาหกรรมและพัฒนาบุคลากรในพื้นที่อีอีซีให้มีความก้าวหน้าอย่างต่อเนื่อง โดยร่วมมือกับ EEC HDC มาตั้งแต่เริ่มต้น มีผลงานปรากฏเป็นที่ประจักษ์ทั้งในระดับอุตสาหกรรมและการศึกษา

  • 2. นายปริพัตร บูรณสิน จากผลงานโดดเด่นในฐานะผู้นำการสร้างและพัฒนาอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าดัดแปลง หรือ EV Convention ขึ้นในประเทศไทย พัฒนาสู่อุตสาหกรรมโอกาสใหม่มูลค่าหลายแสนล้านบาท

“รางวัลนี้คัดเลือกและคัดสรรจากทีมงานคุณภาพ เพื่อยกย่องเชิดชูเกียรติคนที่ทุ่มเทจิตใจ สติปัญญาเพื่อยกระดับประเทศ สร้างคนคุณภาพ ปรับสร้างความก้าวหน้า เพื่อวันนี้และอนาคตที่ดีกว่า ประกาศให้สาธารณชนได้รับรู้เพื่อเป็นเกียรติประวัติ เป็นแรงบันดาลใจในการทำงานยกระดับการพัฒนาประเทศ ขอชื่นชมยินดีกับทุกคนทุกองค์กร” ดร.อภิชาต ทองอยู่ ประธาน EEC HDC กล่าว

วว. รับทุนสนับสนุนจาก UN ยกระดับอุตสาหกรรมทางรางไทย-อาเซียน

ศ.(วิจัย)ดร.ชุติมา เอี่ยมโชติชวลิต ผู้ว่าการ สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.)

ศ.(วิจัย)ดร.ชุติมา เอี่ยมโชติชวลิต ผู้ว่าการ สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.) กล่าวภายหลังศูนย์ทดสอบมาตรฐานระบบขนส่งทางราง (ศทร.) ได้รับคัดเลือกให้รับทุนสนับสนุนในโครงการความร่วมมือพหุภาคีเพื่อการวิจัยพัฒนาเทคโนโลยีการตรวจสอบและเฝ้าระวังระบบราง (Technical Cooperation for Research and Implementation of Railway Inspection and Monitoring Technology) จากกองทุน Perez-Guerrero Trust Fund for South-South Cooperation (PGTF) ขององค์การสหประชาชาติ (UN) ในวงเงิน 31,000 ดอลล่าร์สหรัฐ และได้รับทุนสนับสนุนจากกรมความร่วมมือระหว่างประเทศ กระทรวงการต่างประเทศ เพื่อยกระดับและสร้างมาตรฐานความปลอดภัยอุตสาหกรรมทางรางของประเทศไทยและอาเซียน ว่า ข้อเสนอโครงการ Technical Cooperation for Research and Implementation of Railway Inspection and Monitoring Technology เป็นความร่วมมือระดับพหุภาคี โดยมีหน่วยงานผู้ร่วมโครงการและผู้ได้รับประโยชน์จาก 3 ประเทศ ได้แก่ ประเทศไทย มาเลเซีย และอินโดนีเซีย ซึ่งมีวัตถุประสงค์เพื่อยกระดับความปลอดภัยของการดำเนินงานด้านระบบรางในประเทศอาเซียน โดยการพัฒนาเทคโนโลยีการตรวจสอบ (inspection) และเฝ้าระวัง (monitoring) ทางระบบราง ให้เป็นมาตรฐานด้านความปลอดภัยที่ประเทศในกลุ่มอาเซียนใช้ร่วมกันได้ ซึ่งเทคโนโลยีดังกล่าวจะลดปัญหาอุบัติเหตุด้านระบบรางที่เกิดขึ้นจากการเสื่อมสภาพและการทำงานผิดปกติของทั้งระบบรางและขบวนรถไฟ “ผลลัพธ์ที่คาดหวังร่วมกันของการดำเนินงานโครงการนี้คือ การสร้างเทคโนโลยีการตรวจสอบและเฝ้าระวังการใช้งานโครงสร้างพื้นฐานทางระบบรางและถ่ายทอดเทคโนโลยีไปยังประเทศที่ร่วมโครงการ ซึ่งจะเป็นตัวอย่างการพัฒนาเทคโนโลยีที่ประเทศอื่นๆในกลุ่มอาเซียนสามารถนำไปปรับใช้ได้ วว. ในฐานะที่เป็นหน่วยงานวิจัยและพัฒนาของประเทศไทย มีความภาคภูมิใจยิ่งที่ได้เป็นส่วนหนึ่งในการขับเคลื่อนโครงการสำคัญนี้ และเชื่อมั่นว่าด้วยศักยภาพของศูนย์ทดสอบมาตรฐานระบบขนส่งทางราง วว. ซึ่งมีความพร้อมในการให้บริการแก่หน่วยงานภาครัฐ เอกชน และผู้ประกอบการ ในด้านการทดสอบรับรองคุณภาพ และการวิจัยพัฒนาด้านระบบขนส่งที่ครอบคลุมทั้งด้านระบบรางและส่วนเชื่อมต่อกับการขนส่งทางถนน รวมทั้งหน่วยงานที่ร่วมโครงการจากมาเลเซียและอินโดนีเซีย จะดำเนินโครงการให้สำเร็จเป็นรูปธรรมในระยะเวลาอันใกล้” ผู้ว่าการ วว. กล่าวถึงความมั่นใจในการดำเนินโครงการฯ

เตือน! ปล่อยเด็กต่ำกว่า 2 ขวบเสพติดเทคโนโลยีสื่อสาร เสี่ยงภาวะ “ออทิสติกเทียม”

ก่อนที่ความเจริญทางเทคโนโลยีจะทำให้เกิด Smart Devices ที่มากด้วยอุปกรณ์ และช่องทางการติดต่อสื่อสารที่ไร้ขีดจำกัดเช่นในปัจจุบัน เวลาเห็นเด็กเล็กๆ ส่งเสียงร้องไม่ยอมหยุด ส่วนใหญ่จะนึกว่าเด็กกำลังหิวนม เจ็บป่วย หรือหวาดกลัว แต่ปัจจุบันกลับกลายเป็นเพราะโดนพ่อแม่ห้ามไม่ให้เล่นโทรศัพท์มือถือ หรือแท็บเล็ต รองศาสตราจารย์ นายแพทย์อดิศักดิ์ ผลิตผลการพิมพ์ ผู้อำนวยการสถาบันแห่งชาติเพื่อการพัฒนาเด็กและครอบครัว มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวว่า เป็นเรื่องเข้าใจผิดที่ว่า การให้เด็กเล็กได้เรียนรู้การใช้ Smart Devices กันในอายุยิ่งน้อยยิ่งดี ซึ่งเด็กเล็กที่ใช้ Smart Devices ได้อย่างคล่องแคล่ว ตั้งแต่ยังไม่สามารถพูด-เดินได้  ไม่ได้หมายความว่าเป็น “เด็กอัจฉริยะ” แต่ในทางกลับกันหากปล่อยลูกอยู่กับ Smart Devices โดยลำพัง อาจเสี่ยงต่อภาวะ “ออทิสติกเทียม” หรือลูกอาจมีปัญหาทางพัฒนาการได้ ซึ่งเด็กที่มีภาวะ “ออทิสติกเทียม” จะมีปัญหาเรื่องการมีปฏิสัมพันธ์ และการสื่อสารกับมนุษย์ด้วยกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในวัยที่ต้องหัดพูด เด็กจะไม่สามารถสื่อสารได้อย่างเป็นธรรมชาติ พูดโดยไม่สบตาและอาจมีปัญหาสายตาจากการใช้ Smart Devices ที่มากจนเกินไป โดยปัจจุบันกลายเป็นอุบัติการณ์ที่มากขึ้นจนน่าเป็นห่วง ทางออกที่ดีที่สุดต้องเริ่มจากการเปลี่ยนทัศนคติของพ่อแม่ รวมทั้งควรเรียกร้องให้ผู้ผลิต และผู้ประกอบการระบบสื่อสาร แสดงความรับผิดชอบด้วยการติดประกาศคำเตือนบนอุปกรณ์ และตั้งเรทอายุผู้ใช้ด้วย

กพร. เปิดตัวแบตเตอรี่โพแทสเซียมไอออนต้นแบบครั้งแรกของไทย หนุนยานยนต์ไฟฟ้า

นายอดิทัต วะสีนนท์ รองอธิบดีกรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่ เปิดเผยภายหลังเป็นประธานในพิธีส่งมอบแบตเตอรี่โพแทสเซียมไอออนต้นแบบว่า กพร. ได้ดำเนินโครงการพัฒนาเทคโนโลยีการผลิตวัตถุดิบเพื่อรองรับการพัฒนาอุตสาหกรรมศักยภาพร่วมกับมหาวิทยาลัยขอนแก่น โดยเล็งเห็นความสำคัญของการเตรียมความพร้อมด้านวัตถุดิบเพื่อรองรับการพัฒนาอุตสาหกรรมศักยภาพ เนื่องจากเป็นปัจจัยการผลิตสำคัญที่ช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ ซึ่งหนึ่งในกลุ่มเป้าหมายหลักคือ อุตสาหกรรมการผลิตแบตเตอรี่แห่งอนาคต ด้วยปัจจุบันทั่วโลกหันมาให้ความสนใจในการปรับเปลี่ยนมาเป็นยานยนต์ไฟฟ้ากันมากขึ้น และประเทศไทยก็ได้กำหนดนโยบาย 30@30 เพื่อก้าวสู่การเป็นฐานการผลิตยานยนต์ไฟฟ้าและชิ้นส่วนที่สำคัญของโลก มีเป้าหมายในการเพิ่มกำลังการผลิตรถยนต์ไฟฟ้าพลังงานสะอาด (Zero Emission Vehicle: ZEV) อย่างน้อย 30% ของการผลิตรถยนต์ทั้งหมดในปี ค.ศ. 2030 โดยอุปกรณ์ที่สำคัญที่สุดของยานยนต์ไฟฟ้า ได้แก่ แบตเตอรี่ คิดเป็นต้นทุนหลักประมาณ 40% ของรถยนต์ไฟฟ้า และมีผลต่อการพัฒนาสมรรถนะของยานยนต์ไฟฟ้ามากที่สุด อย่างไรก็ตาม ด้วยข้อจำกัดด้านเทคโนโลยีการผลิตแบตเตอรี่ลิเทียมไอออน และปัญหาด้านวัตถุดิบที่ต้องพึ่งพาการนำเข้าจากต่างประเทศเกือบทั้งหมด เป็นจุดเริ่มต้นให้เกิดการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีการผลิตแบตเตอรี่ทางเลือกโดยใช้วัตถุดิบชนิดอื่น จากการศึกษาเบื้องต้นพบว่า มีวัตถุดิบที่มีคุณสมบัติใกล้เคียงกับโลหะลิเทียมและมีศักยภาพนำมาผลิตเป็นแบตเตอรี่สำหรับยานยนต์ไฟฟ้า ได้แก่ โพแทสเซียมคลอไรด์ (KCl) และโซเดียมคลอไรด์ (NaCl) โดยสามารถนำมาใช้เป็นวัสดุในการทำขั้วไฟฟ้าและอิเล็กโทรไลต์ได้ อีกทั้งในปัจจุบันบริษัทต่าง ๆ ในต่างประเทศเริ่มมีการผลิตเซลล์ต้นแบบ ทำให้แบตเตอรี่ชนิดนี้มีศักยภาพที่จะถูกพัฒนามาเป็นแบตเตอรี่สำหรับยานยนต์ไฟฟ้าได้ ทั้งนี้ แบตเตอรี่ชนิดโพแทสเซียมไอออนและโซเดียมไอออนนับเป็นแบตเตอรี่ทางเลือกที่มีราคาถูก เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ที่สำคัญประเทศไทยมีแหล่งแร่โพแทชและเกลือหินอยู่เป็นจำนวนมาก โดยเฉพาะในพื้นที่ภาคอีสาน จากการประเมินปริมาณสำรองแร่เบื้องต้นพบว่า ประเทศไทยมีแร่โพแทชมากกว่า 407,000 ล้านตัน ซึ่งถือว่าเป็นแหล่งโพแทชที่มีศักยภาพสูงที่สุดในภูมิภาคเอเชีย

“ไฟเซอร์” มอบลิขสิทธิ์ยารักษาโควิด “แพ็กซ์โลวิด” ให้ 95 ประเทศผลิตฟรี

สำนักข่าวต่างประเทศ รายงานว่า บริษัทไฟเซอร์ ผู้ผลิตยาจากสหรัฐอเมริกา เจ้าของยาเม็ดรักษาโควิด-19 “แพ็กซ์โลวิด” (Paxlovid) บรรลุข้อตกลงกับ Medicines Patent Pool (MPP) หน่วยงานด้านสาธารณสุขระหว่างประเทศซึ่งได้รับการสนับสนุนจากองค์การสหประชาชาติ (UN) อนุญาตให้ผู้ผลิตยาในประเทศที่มีรายได้ต่ำ และรายได้ปานกลางค่อนไปทางต่ำ 95 ประเทศสามารถผลิตยาดังกล่าวเองได้ในราคาถูก รายงานระบุว่า 95 ประเทศในข้อตกลงนี้ครอบคลุมประชากรประมาณ 53% ของโลก ซึ่งจะช่วยให้ประเทศที่มีรายได้น้อยและปานกลางเข้าถึงยาดังกล่าวได้ดียิ่งขึ้น โดยมีประเทศในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้รวมอยู่ 6 ประเทศด้วยกัน ได้แก่ ลาว เมียนมา กัมพูชา อินโดนีเซีย เวียดนาม และฟิลิปปินส์ ส่งผลให้ผู้ผลิตยาสามัญใน 95 ประเทศสามารถผลิตยา PF-07321332 ภายใต้ชื่อทางการค้า Paxlovid ได้อย่างถูกต้องโดยไม่ต้องจ่ายค่าลิขสิทธิ์ ทั้งนี้ บริษัทไฟเซอร์เปิดเผยก่อนหน้านี้ว่ายา”แพ็กซ์โลวิด” สามารถลดการเข้ารักษาในโรงพยาบาลและการเสียชีวิตได้สูงถึง 89% โดยเฉพาะในกลุ่มผู้ป่วยวัยผู้ใหญ่ที่มีความเสี่ยงสูงที่จะมีอาการหนัก ก่อนหน้านี้บริษัท Merck ผู้ผลิตยาเม็ดรักษาโควิด-19 โมลนูพิราเวียร์ (molnupiravir) ก็ได้มอบใบอนุญาตให้ประเทศรายได้น้อย 105 ประเทศ ผลิตยาโมลนูพิราเวียร์โดยไม่ต้องจ่ายเงินค่าลิขสิทธิ์ เพื่อลดปัญหาการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19