Saturday, August 29, 2026

สาลิกาคาบข่าว Vol.322

“สนธยา” ยก “อีอีซี” ต้นแบบการทำงานบูรณาการทุกภาคส่วนขับเคลื่อนประเทศ

นายสนธยา คุณปลื้ม นายกเมืองพัทยา
นายสนธยา คุณปลื้ม นายกเมืองพัทยา กล่าวระหว่างเป็นประธานเปิดงาน ประกาศเกียรติคุณเชิดชู ‘องค์กร-สถาบันการศึกษา-บุคลากร’ มอบโล่รางวัล EEC HDC AWARD 2021 จัดโดย คณะทำงานประสานงานด้านการพัฒนาบุคลากรในเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก หรือ EEC HDC ณ โรงแรม Royal Ciff Grand Hotel ว่า ในฐานะนายกเมืองพัทยาที่ได้ร่วมงานยกระดับประเทศกับ EEC มาตั้งแต่เริ่มต้น รวมถึงการพัฒนาบุคลากรร่วมกับ EEC HDC เมืองพัทยาได้เห็นความสำคัญของงานด้านการพัฒนาบุคลากรอย่างมาก เป็นเสมือนแรงขับเคลื่อนอันทรงพลังในการสร้างความก้าวหน้าของประเทศ การจะขับเคลื่อนโครงการเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก หรือ EEC ให้เป็นไปตามเป้าหมายได้ องคาพยพด้านบุคลากรเป็นส่วนสำคัญในความสำเร็จ ถ้าไม่มีบุคลากรและองค์กรภาคเอกชนเข้ามาช่วยขับเคลื่อน EEC ก็ไม่สามารถเดินหน้ามาจนถึงจุดนี้ได้ เพราะการทำงานแบบบูรณาการเป็นสิ่งสำคัญ เมื่อ EEC มีทั้งสถาบันการศึกษา องค์กรภาคเอกชน ภาคท้องถิ่นต่างๆ รวมถึงประชาชนทุกภาคส่วนเข้ามาร่วมมือจึงประสบความสำเร็จตามเป้าหมาย ถือเป็นโอกาสที่ดีในการมอบรางวัลเชิดชูเกียรติให้กับบุคคล องค์กร สถาบันต่างๆ ที่ได้ร่วมงานเคียงบ่าเคียงไหล่ นำสติปัญญา ทรัพยากร แรงกายแรงใจ พัฒนาประเทศชาติร่วมกับ EEC ถือเป็นรางวัลและเกียรติบัตรทรงคุณค่า แสดงถึงความขอบคุณในความร่วมมือของทุกท่านในการที่จะได้ขับเคลื่อนงานร่วมกันต่อไปในอนาคต เป็นความสำเร็จบนความภาคภูมิใจของพวกเราทุกๆคนที่ได้เข้ามามีส่วนร่วมกันในทุกระดับ ด้าน ดร.อภิชาต ทองอยู่ ประธาน EEC HDC กล่าวว่า รางวัล EEC HDC AWARD จะเป็นตัวอย่างและแรงบันดาลใจให้กับทั้งสถาบัน องค์กร และ บุคลากร เพื่อที่จะจดจำเป็นตัวอย่างว่าความร่วมมือเหล่านี้เป็นเรื่องของคนเล็กๆที่มารวมตัวกันสร้างคุณค่ายิ่งใหญ่ ผ่านการพัฒนาโครงการที่เรียกว่า EEC เพื่อยกระดับประเทศ เป็นพลังขับเคลื่อนที่สำคัญและยิ่งใหญ่ สำหรับคนภาคตะวันออกและคนไทยทั้งประเทศ

ผลทดลองวัคซีน ChulaCov19 ป้องกันโควิดได้ 70% กระตุ้น T cell สูงกว่าไฟเซอร์ 2 เท่า

ศ.นพ.เกียรติ รักษ์รุ่งธรรม ผู้อำนวยการบริหารโครงการพัฒนาวัคซีนโควิด-19 ศูนย์วิจัยวัคซีน คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ให้ข้อมูลความคืบหน้า วัคซีน ChulaCov19 ว่า ผลจากการทดลองในแล็บ ม.มหิดล โดยมีการเพาะเลี้ยงเชื้อ และใส่เลือดของไข้ที่ได้รับวัคซีนในหลอดทดลอง ตั้งแต่โดส 22 , 29 และ 50 พบว่า เมื่อเทียบกับวัคซีนที่ได้ขึ้นทะเบียนในไทยสามารถกระตุ้นภูมิได้มากกว่า 70% และเมื่อเทียบกับวัคซีนไฟเซอร์ก็ไม่ด้อยกว่า อีกทั้งเมื่อเทียบกับผลของผู้ติดเชื้อจริงก็ยังคงสูงมาก อีกทั้งยังสามารถป้องกันการข้ามสายพันธุ์ได้ดี ยืนยันได้จากการทดลอง Pseudovirus จากแล็บของ สวทช. สำหรับการทดลองระยะที่ 2 คณะกรรมการอิสระทางวิชาการ ได้มีการตัดสินใจใช้ChulaCov19 ในปริมาณ โดส 50 ไมโครกรัม ซึ่งผ่านการรับรอง อย. เนื่องจากในการระบาดหนักหากใช้โดสต่ำอาจจะต้องมีการมาบูสเตอร์หลายรอบ โดยเป็นการเปรียบเทียบระหว่างการฉีดวัคซีนChulaCov19 และน้ำเกลือในอาสาสมัคร พบในเข็มที่ 1 ผู้ที่ได้รับน้ำเกลือมีอาการปวดศีรษะ 2 เท่าของผู้ที่ฉีด ChulaCov19 และในเข็มที่ 2 พบว่ามีไข้ 1 ใน 5 ซึ่งหลังจากนั้น 1เดือน ยังพบผลแอนติบอดี้ขึ้นถึงหลักหมื่น ที่น่าสนใจคือ กระตุ้น T cell ได้สูงกว่าไฟเซอร์ ประมาณ 2 เท่า แม้ว่าภูมิจะตกลงในช่วง 4 สัปดาห์ก็ยังอยู่ในระดับที่ใกล้เคียงกับไฟเซอร์ ขณะนี้เตรียมเข้าสู่ระยะที่ 3 โดยวัคซีนที่ผลิตในไทย 100% เสร็จเรียบร้อยแล้ว รอการรับรองตรวจประกันคุณภาพ พร้อมทดลองในอาสาสมัครในต้นปี 2565 ซึ่งอย.เห็นด้วยในหลักการทดลองในอาสาสมัครหลักพันคน หลังจากอังกฤษได้มีการทดลองไปก่อนหน้านี้ ทั้งนี้ จะมีการรวบรวมข้อมูลเสร็จสิ้นในเดือนมี.ค.65 เพื่อขึ้นทะเบียนในภาวะฉุกเฉิน และคาดว่าคนไทยได้ฉีดจริงประมาณ มิ.ย.65 แต่เนื่องจากมีการฉีดวัคซีนกันไปจำนวนมาก คงต้องใช้เป็นเข็ม 3 เข็ม 4 ดังนั้น สิ่งที่ทำคู่ขนานคือการทำวิจัยในการฉีดเข็มกระตุ้นในโดสต่ำและกลาง ซึ่งจะต้องมีการติดตามผลข้างเคียงจำนวนผู้ฉีด 30,000 คนในระยะที่ 4 พร้อมการปรึกษากับทางอย.อย่างต่อเนื่อง

EA รับรางวัล CSR-DIW Continuous Award ปีที่ 4 สะท้อนมาตรฐาน 7 ด้าน

นายจีรพันธ์ ปัญญานันท์ ผู้อำนวยการฝ่ายโรงงาน บมจ. พลังงานบริสุทธิ์ (EA) เป็นตัวแทนบริษัทฯ เข้าร่วมพิธีรับมอบโล่และเกียรติบัตร CSR-DIW Continuous Award 2021 ในรูปแบบการจัดงานแบบ Virtual Ceremony โดยมีนายภานุวัฒน์ ตริยางกูรศรี รองปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม พร้อมนายวีระกิตติ์ รันทกิจธนวัชร์ รองอธิบดีกรมโรงงานอุตสาหกรรม ให้เกียรติร่วมมอบรางวัลฯ รางวัลนี้สะท้อนถึงมาตรฐานการทำงานภายใต้การปฏิบัติตามมาตรฐานความรับผิดชอบของผู้ประกอบการอุตสาหกรรม โดยคำนึงถึงความรับผิดชอบต่อสังคม สิ่งแวดล้อม และการมีส่วนร่วมพัฒนาชุมชนอย่างยั่งยืน ครอบคลุมแนวทางทั้ง 7 ด้าน คือ การกำกับดูแลองค์กร สิทธิมนุษยชน การปฏิบัติด้านแรงงาน การดูแลสิ่งแวดล้อม การดำเนินงานอย่างเป็นธรรม ความใส่ใจต่อผู้บริโภค และการมีส่วนร่วมพัฒนาชุมชน โดยบริษัทฯ ได้รับรางวัล CSR-DIW Continuous Award เป็นปีที่ 4 แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นตั้งใจจริง ในการรักษามาตรฐานการทำงานด้านการมีส่วนร่วมรับผิดชอบต่อสังคมขององค์กร (CSR) อย่างแท้จริง

“ออริจิ้น” เปิดคอนโดฯเจาะตลาดกลุ่มนักศึกษา-คนรักสัตว์ หนึ่งเดียวในพื้นที่อีอีซี

นายเกรียงไกร กรีบงการ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ออริจิ้น คอนโดมิเนียม จำกัด

นายเกรียงไกร กรีบงการ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ออริจิ้น คอนโดมิเนียม จำกัด ผู้พัฒนาธุรกิจกลุ่มสมาร์ทคอนโดมิเนียมในเครือออริจิ้น พร็อพเพอร์ตี้ หรือ ORI เปิดเผยว่า ในช่วงไตรมาส 4 นี้ บริษัทฯมีแผนเปิดตัวโครงการใหม่ Brixton Kaset Sriracha Campus (บริกซ์ตัน เกษตร ศรีราชา แคมปัส) ตั้งอยู่บนถนนสุขุมวิท ย่านศรีราชา ตรงข้ามกับมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตศรีราชา บนพื้นที่กว่า 4 ไร่ ออกแบบเป็นอาคารสูง 8 ชั้น จำนวน 3 อาคาร 588 ยูนิต พร้อมร้านค้า 1 ยูนิต  มูลค่าโครงการมากกว่า 1,000 ล้านบาท ราคาขายเริ่มต้น 1.59 ล้านบาท หรือเริ่มเพียง 65,000 บาทต่อตารางเมตร โดยเปิดชมห้องตัวอย่างครั้งแรกเมื่อ 6–7 พฤศจิกายน 2564 ที่ผ่านมา มีผู้สนใจลงทะเบียนเข้าชมห้องตัวอย่างเป็นจำนวนมาก พร้อมเปิดโอกาสการลงทุนด้วยการการันตีผลตอบแทน 6% ต่อปี ใน 2 ปีแรก ตั้งแต่ปีที่ 3-10 คาดการณ์ผลตอบแทน 5-7% ต่อปี (ขึ้นอยู่กับผลประกอบการ) พร้อมสิทธิพิเศษอื่นๆ เพิ่มเติมและเป็นคอนโดมิเนียมเพียงหนึ่งเดียวในพื้นที่ EEC ที่สามารถเลี้ยงสัตว์ได้ ทั้งนี้ส่วนงานก่อสร้างคาดว่าจะเริ่มได้ในช่วงไตรมาส 3 ปี 2565 และแล้วเสร็จในช่วงไตรมาส 4 ปี 2566 “เราตั้งใจพัฒนาโครงการ Brixton Kaset Sriracha Campus เพื่อเปิดมิติใหม่ของการอยู่อาศัยภายใต้กลยุทธ์ Blue Ocean Market  เน้นตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภคให้มากที่สุดในราคาที่จับต้องได้ รองรับทั้งกลุ่มนักศึกษา พนักงานในพื้นที่นิคมอุตสาหกรรมศรีราชา รวมถึงกลุ่มคนที่กำลังมองหาที่อยู่อาศัยในย่านนี้ และกลุ่มคนรักสัตว์ โดยทางโครงการได้เตรียมพื้นที่สำหรับสัตว์เลี้ยงไว้โดยเฉพาะ ถือเป็นโครงการแรกในศรีราชาที่สามารถเลี้ยงสัตว์ในคอนโดฯได้” นายเกรียงไกร กล่าว

‘มัธยประเทศ’ รัฐแรกในอินเดีย ยกเลิกข้อจำกัดคุมโควิด-19 ทั้งหมด

(แฟ้มภาพซินหัว : ประชาชนจุดตะเกียงน้ำมันในนครโภปาล เมืองเอกของรัฐมัธยประเทศของอินเดีย เพื่อเทศกาลดิวาลี วันที่ 29 ต.ค. 2021) // www.xinhuathai.com
สำนักข่าวซินหัว รายงาน เมื่อวันพุธ (17 พ.ย.) รัฐมัธยประเทศทางตอนกลางของอินเดียกลายเป็นรัฐแรกของประเทศที่ยกเลิกข้อจำกัดควบคุมโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ (โควิด-19) ทั้งหมด ทว่าประชาชนยังต้องปฏิบัติตามหลักพฤติกรรมอันเหมาะสมเพื่อป้องกันโรคโควิด-19 (CAB) อาทิ สวมหน้ากากอนามัยและรักษาระยะห่างทางสังคม ชิฟรัจ สิงห์ ชูฮัน หัวหน้ามุขมนตรีรัฐมัธยประเทศ ระบุว่าสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ในรัฐอยู่ภายใต้การควบคุมแล้ว โดยมีรายงานผู้ป่วยใหม่เพียง 5 ราย ในช่วง 24 ชั่วโมง ขณะยอดผู้ป่วยที่รักษาตัวอยู่ลดลงเหลือ 78 ราย “เราเฝ้าระวังสถานการณ์อยู่เสมอ อย่างที่ผมบอกตอนนี้เราควบคุมสถานการณ์ได้แล้ว และตัดสินใจยกเลิกข้อจำกัดทั้งหมดตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป” สิงห์ ชูฮัน กล่าว การยกเลิกข้อจำกัดทั้งหมดทำให้สามารถจัดกิจกรรมทุกประเภทอย่างเต็มรูปแบบอีกครั้ง ทั้งกิจกรรมทางการเมืองและทางสังคม กีฬา ความบันเทิง วัฒนธรรม และศาสนา รวมถึงงานวิวาห์ที่ไม่ต้องจำกัดจำนวนแขกผู้เข้าร่วมงานอีกต่อไป ทั้งนี้ อินเดียเข้าสู่ฤดูกาลแต่งงานตั้งแต่วันที่ 14 พ.ย. เป็นต้นมา โดยมีการคาดการณ์ว่าคู่รักทั่วประเทศจะจัดงานวิวาห์ในเดือนธันวาคมสูงเกือบ 2.5 ล้านครั้ง นำไปสู่การใช้จ่ายเงินกว่า 4 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 1.3 ล้านล้านบาท) อย่างไรก็ดี เจ้าของร้านค้าทุกแห่ง รวมถึงเจ้าของร้านค้าทั่วไปในเมืองและชนบทของรัฐมัธยประเทศ จะต้องฉีดวัคซีนป้องกันโรคโควิด-19 ครบโดสแล้ว