การประชุมภาคเอกชนที่ใหญ่ที่สุดของเมืองไทยคือการประชุมหอการค้าทั่วประเทศ เนื่องจากสมาชิกของหอการค้าไทยคือเจ้าของธุรกิจที่กระจายอยู่ทุกพื้นที่ ตั้งแต่ขนาดใหญ่ ขนาดกลาง จนถึงขนาดเล็ก จัดขึ้นปีละหนึ่งครั้ง เวียนไปตามภูมิภาคต่างๆ โดยคัดเลือกจังหวัดที่เสนอตัวเป็นเจ้าภาพ ปีนี้จัดเป็นครั้งที่ 39 ในกรุงเทพมหานคร ระหว่างวันที่ 20-21 พฤศจิกายน 2564
การสะท้อนความเห็นของสมาชิกหอการค้า เปรียบเสมือนตัวแทนนักธุรกิจคนการค้าทั้งประเทศ จึงไม่แปลกที่รัฐบาลจะให้ความสำคัญกับการประชุมหอการค้าทั่วประเทศ โดย นายกรัฐมนตรีจะเดินทางมารับมอบ “สมุดปกขาว” ซึ่งรวบรวมความต้องการของสมาชิกหอการค้าไว้ว่าอยากให้รัฐบาลทำเรื่องอะไรบ้าง ทั้งการแก้ปัญหาเศรษฐกิจเร่งด่วน การอำนวยความสะดวกด้านการค้าการลงทุน การแก้ไขกฎหมายที่เป็นอุปสรรคต่อการดำเนินธุรกิจ เป็นต้น
สำหรับปีนี้ รายละเอียดและข้อเสนอจัดทำเป็นสมุดปกขาวยื่นไปยัง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ออกแบบอนาคตเศรษฐกิจประเทศไทย ภายใต้แนวคิด “Connect The Dots” เพื่อให้ประเทศไทยกลับมาฟื้นตัว เปิดประเทศได้อย่างรวดเร็ว และสร้างอนาคตประเทศอย่างยั่งยืน

ภาพรวมการนำเสนอแนวทางร่วมจัดทำยุทธศาสตร์และนโยบายการพัฒนาประเทศของหอการค้าในปีนี้มีหลายด้าน ได้แก่
1. การส่งเสริมการค้าและการลงทุน โดยมุ่งสร้างความแข็งแกร่งจากเศรษฐกิจภายในประเทศ และกระจายโอกาสทางเศรษฐกิจลงไปในระดับพื้นที่
2. การส่งเสริมการท่องเที่ยวและบริการในยุค Next Normal ด้วยการขับเคลื่อนการท่องเที่ยวตามกระบวนการเข้าเมืองวิถีใหม่
3. การพัฒนาโครงข่ายคมนาคมและโลจิสติกส์ การขยายเส้นทางคมนาคมและระบบขนส่งโลจิสติกส์ ที่จะเชื่อมทั่วทุกภูมิภาคให้ถึงกันอย่างไร้รอยต่อ
4. การบริหารจัดการน้ำ ด้วยการเพิ่มประสิทธิภาพการเก็บกักน้ำของแหล่งน้ำต้นทุนและพัฒนาระบบกระจายน้ำเพื่อการเกษตร การลงทุน และอุปโภคบริโภค
5. การบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม จากการมุ่งสู่เศรษฐกิจแบบใหม่ (BCG Model) และสังคมคาร์บอนต่ำ ประกอบด้วย การส่งเสริมเศรษฐกิจชีวภาพ (Bio Economy) การส่งเสริมเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) การส่งเสริมเศรษฐกิจสีเขียว (Green Economy) การส่งเสริมการใช้พลังงานสะอาด
6. การพัฒนากำลังคนและคุณภาพชีวิตให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาดแรงงาน รวมทั้งพัฒนาด้านการแพทย์และสาธารณสุขเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของคนไทย
อีกหนึ่งหัวใจหลักในการขับเคลื่อนธุรกิจของชาวหอการค้าปีนี้ พุ่งเป้าไปในการยกระดับกลุ่มผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม หรือ SMEs ที่ปัจจุบันมีจำนวน 3,134,442 ราย สร้างการจ้างงาน 12 ล้านคน และสร้าง GDP คิดเป็น 5.38 ล้านล้านบาท หรือคิดเป็น 34.2% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศทั้งหมด ซึ่งจุดอ่อนของ SMEs ไทยคือยังขาดศักยภาพและความสามารถในการแข่งขันหลายด้าน อาทิ ขาดเทคโนโลยี มีหนี้สินมาก ผลิตภาพต่ำ การส่งออกน้อย ไม่สามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนได้ และในยุคนี้ต้องบวกเรื่อง Digital Transformation เข้าไปด้วย
ข้อเสนอหลักๆ จากเวทีหอการค้าในการพัฒนาธุรกิจ SMEs คือ
1) การขับเคลื่อน Thailand Trade Platform ในการช่วยเหลือ SMEs โดยเน้นการเชื่อมโยงข้อมูลและใช้เทคโนโลยีให้สามารถเข้าถึงบริการภาครัฐได้อย่างทั่วถึง เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ สร้างรายได้อย่างยั่งยืน
2) ปรับกฎหมายและระเบียบการส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม เพื่อให้สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) สามารถดูแลงบบูรณาการของ SMEs เพื่อช่วยขับเคลื่อนแผนส่งเสริม SMEs ให้มีประสิทธิภาพ
ขณะที่มุมมองของคนรุ่นใหม่ได้เสนอผ่านเวทีนี้ว่า ถ้าภาครัฐและเอกชนรายใหญ่จะขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยให้ผู้ประกอบการ SMEs อยู่รอดและเติบโตอย่างเข้มแข็ง ต้องสนับสนุน 5 ด้านสำคัญคือ
1) ด้าน Product & Service for the Future สนับสนุนการพัฒนาสินค้าและบริการที่มีมูลค่าเพิ่ม และการออกแบบพัฒนา Digital Platform เพื่ออำนวยความสะดวกในอนาคต
2) ด้าน People for the Future ส่งเสริมการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ เพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงในอนาคต โดยต้องมีการเตรียมวางแผนการพัฒนาทั้งในเรื่องการศึกษา การพัฒนาความสามารถ Reskill, Upskill รวมถึง Learn Unlearn Relearn การพัฒนาบุคลากรในองค์กร การส่งเสริมให้มีการเรียนรู้ตลอดชีวีต (Life-Long Learning)
3) ด้าน Connect to the World เชื่อมผู้ประกอบการไทยสู่โลก ผ่านสิ่งที่มี เช่น การท่องเที่ยว ผลิตภัณฑ์ บริการ วัฒนธรรม รวมทั้งการส่งเสริมให้ผู้ประกอบการมีโอกาสเติบโตและก้าวเข้าสู่ตลาดต่างประเทศ
4) ด้าน Social Issues in the Future ต้องเร่งแก้ไขปัญหาความเหลื่อมล้ำ มีการกระจายรายได้อย่างทั่วถึง และได้รับความคุ้มครองทางสังคม
5) ด้าน Our Planet in the Future ส่งเสริมการพัฒนาเศรษฐกิจควบคู่กับการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม
เมื่อเจาะลึกลงไปในความต้องการของนักธุรกิจระดับภูมิภาค ผ่านการระดมความคิดเห็นสมาชิกหอการค้าจังหวัดทั้ง 5 ภูมิภาค ในการแสดงมุมมองต่อการพัฒนาประเทศ เพื่อนำมาบูรณาการขับเคลื่อนอย่างเป็นรูปธรรม มีบริบทสอดคล้องกับร่างแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 13 และแผนยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี (พ.ศ.2561-2580) พบว่าแต่ละภูมิภาคได้เสนอโครงการเร่งด่วนที่อยากให้รัฐบาลดำเนินการภายในปี 2565 ประกอบด้วย
ภาคใต้ ต้องการให้ขับเคลื่อนโครงการ ANDAMAN ECONOMIC TOURLISIM (เขตเศรษฐกิจเพื่อการท่องเที่ยวอันดามัน), โครงการ ANDAMAN GO GREEN, สนับสนุนการเป็นเจ้าภาพการแข่งขันกีฬาซีเกมส์ ครั้งที่ 33 (พ.ศ. 2568) และสนับสนุนการเป็นเจ้าภาพจัดงาน Specialized Expo 2028 ณ จังหวัดภูเก็ต
ภาคตะวันออก ต้องการให้รัฐบาลเร่งขับเคลื่อนโครงการพัฒนา SMEs ให้สามารถขายสินค้าไปยังต่างประเทศผ่านช่องทาง Cross Border e-Commerce (CBEC), โครงการระเบียงผลไม้ภาคตะวันออก (Eastern Fruit Corridor :EFC) และพัฒนาโครงการต่อเนื่องกับโครงการมหานครผลไม้, เพิ่มประสิทธิภาพระบบการผลิตสินค้าเกษตรด้วยการทำเกษตรแม่นยำ (Precision Farming), สร้างแต้มต่อให้ธุรกิจ SMEs ในการเข้าถึงการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ และโครงการสร้างสรรค์ศิลปะร่วมสมัยเพื่อต่อยอดทุนทางวัฒนธรรม จ.ระยอง
ภาคกลาง อยากให้รัฐบาลเร่งยกระดับเกษตรแนวใหม่มูลค่าสูงทั้งห่วงโซ่อุปทาน (Value Chain) โดยการสร้างผู้ประกอบการเกษตรรุ่นใหม่ (ปวช-ปริญญาตรี, Short Course) / จัดตั้ง Value Creation Trader และ ขยายช่องทางการตลาดออนไลน์และออฟไลน์
ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ต้องการความพร้อมในการขับเคลื่อนโครงสร้างรองรับการเปิดให้บริการรถไฟความเร็วสูงจีน-สปป.ลาว
ภาคเหนือ เสริมสร้างความแข็งแกร่งของชุมชน และ SMEs (ยกระดับมาตรฐาน), โครงการนำร่องเปิดด่านการค้าชายแดนและพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน อาทิ ไทย-สปป.ลาว-เวียดนาม-จีน / ไทย-จีน และ ไทย-อินเดีย

สำหรับ “คีย์ซัคเซส” ที่ชาวหอการค้ามองว่ามีความสำคัญต่อการพัฒนาประเทศมากที่สุด 3 อันดับแรก ได้แก่
1) การพัฒนาและเสริมสร้างศักยภาพคน
2) การปรับสมดุลและการพัฒนาระบบบริหารจัดการภาครัฐ และ
3) การสร้างขีดความสามารถการแข่งขันของธุรกิจไทยในเวทีโลก
นั่นคือข้อเสนอของสมาชิกหอการค้าทั่วประเทศ ที่ถูกบันทึกลงใน “สมุดปกขาว” ส่งมอบนายกรัฐมนตรีเพื่อสั่งการขับเคลื่อนให้บรรลุผลสำเร็จเป็นรูปธรรม














