การศึกษาพื้นฐาน (ที่ควรจะเป็น) เพื่อลดความเหลื่อมล้ำ ทางรอดในโลกใหม่จากมุมมองของ ‘ดร.ประสาร ไตรรัตน์วรกุล’

ประเด็นสำคัญที่ ดร.ประสาร ไตรรัตน์วรกุล ประธานกรรมการบริหารกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) และอดีตผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) หยิบยกขึ้นมาสื่อสารใน งานสัมมนาสาธารณะทีดีอาร์ไอประจำปี 2564 เกี่ยวข้องกับการปฏิรูปการศึกษาของไทย ที่เจาะลึกไปในการดำเนินภารกิจเรื่องพื้นที่นวัตกรรมการศึกษา หรือ Education Sandbox และ ภารกิจเรื่องการสร้างความเสมอภาคทางการศึกษา โดยวิเคราะห์ไปในมิติของความเสมอภาค และความสำคัญของการสร้างสรรค์นวัตกรรมการศึกษาที่จะเป็นรากฐานของการอยู่รอดในโลกใหม่ที่สามารถนำไปปรับใช้ได้จริง

โดย ดร.ประสาร ไตรรัตน์วรกุล เน้นย้ำว่า “ความก้าวหน้าของภารกิจพื้นฐานที่สำคัญของประเทศทั้ง 2 เรื่องนี้ นอกจากจะเป็นรากฐานที่สำคัญในการอยู่รอดในโลกใหม่ของเด็กเยาวชนไทยแล้ว ยังจะนำไปสู่การพัฒนาประเทศที่มั่นคงและยั่งยืนในโลกยุคหลัง COVID-19”

ความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาไทย ปัญหาฝังลึก ที่รอการแก้ไข

การปาฐกถาของ ประธานกรรมการบริหาร กสศ. ได้เริ่มต้นด้วยการพาผู้ฟังย้อนเวลากลับไปเมื่อ 30 ปีที่แล้ว ในช่วงเวลาที่ไทยกำลังเร่งพัฒนาประเทศเพื่อเป็น “เสือเศรษฐกิจตัวที่ 5 แห่งเอเชีย”
“หากพูดถึง “จินตนาการแห่งโลกใหม่ กับการพัฒนาประเทศ” ผมอยากชวนพวกเรามองย้อนกลับไปเมื่อราว 30 ปีที่แล้ว ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่ประชาคมโลก และคนไทยจำนวนมาก โดยเฉพาะในภาคเอกชน และภาครัฐ มี “จินตนาการร่วมกันว่า” ด้วยการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจแบบก้าวกระโดดอย่างต่อเนื่องหลายทศวรรษจากนโยบายการเปิดเสรีทางการค้า และการเงิน ประเทศไทยกำลังจะก้าวสู่การเป็นเสือเศรษฐกิจตัวที่ 5 แห่งเอเชีย ตามประเทศเกาหลีใต้ สิงคโปร์ ไต้หวัน และฮ่องกง ก่อนที่วิกฤตเศรษฐกิจจะหยุดจินตนาการดังกล่าวเอาไว้เมื่อปี2540”

ดร.ประสาร ไตรรัตน์วรกุล

“อย่างไรก็ดี เมื่อสถานการณ์ทางเศรษฐกิจสังคมไทยเริ่มกลับเข้าสู่ภาวะที่มีเสถียรภาพมากขึ้นในช่วง 5-10 ปีถัดมา ระบบเศรษฐกิจที่พึ่งพาแรงงานอย่างเข้มข้นของไทย ก็ต้องประสบกับความท้าทายที่สำคัญจากการย้ายฐานการผลิตของนักลงทุนสู่ประเทศเพื่อนบ้านที่มีค่าจ้างที่ต่ำกว่า”
“รวมถึงการที่ประชากรวัยแรงงานส่วนใหญ่ของประเทศไทยที่ยังคงเป็นแรงงานทักษะขั้นต่ำ ซึ่งมีจำนวนปีการศึกษาเฉลี่ยเพียง 7-8 ปีเท่านั้น กำลังถูกแทนที่ด้วยเทคโนโลยี และนวัตกรรมการผลิตสินค้าและบริการจากกระแสการปฏิวัติอุตสาหกรรมครั้งที่ 4 ส่งผลให้รายได้ที่แท้จริงของกำลังแรงงานไทยแทบทุกระดับการศึกษามีแนวโน้มลดลงจากระดับก่อนวิกฤตเศรษฐกิจปี 2540 อย่างต่อเนื่อง”
“นอกจากนั้น หลังวิกฤตเศรษฐกิจปี 2540 สถานการณ์ความเหลื่อมล้ำในประเทศไทยก็มีแนวโน้มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยในรายงานของธนาคารโลกเมื่อปีที่ผ่านมาแสดงให้เห็นว่าอัตราการเติบโตของรายได้ในกลุ่มประชากรที่ยากจนที่สุดร้อยละ 40 ของประเทศ หรือ Bottom 40 มีแนวโน้มถดถอยลงในช่วงปี 2558-2561 แม้รายได้เฉลี่ยของประชากรทั้งประเทศจะมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นก็ตาม”
“และแม้จะมีปัจจัยอื่นๆ อีกมากที่ก่อให้เกิดปัญหาการเจริญเติบโต และความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจของไทยในหลายทศวรรษที่ผ่านมา แต่เมื่อพิจารณาข้อมูลขององค์การ UNESCO เมื่อปี 2558 ซึ่งชี้ให้เห็นว่าประเทศไทยมีเด็กเยาวชนที่มาจากครอบครัวฐานะยากจนที่สุดร้อยละ 20 ของประเทศ และมีเพียงร้อยละ 8 เท่านั้น ที่สามารถฝ่าฟันอุปสรรคจนเข้าศึกษาต่อระดับมหาวิทยาลัยได้ ต่ำกว่าเด็กที่มาจากครัวเรือนร่ำรวยที่สุดร้อยละ 20 ของประเทศกว่า 6 เท่า”

“การแก้ไขปัญหาความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาและการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ของไทยจึงเป็นรากฐานสำคัญที่จะช่วยให้เราสามารถ “หยุด” ปัญหาความยากจนข้ามชั่วคน ซึ่งจะช่วยยกระดับคุณภาพกำลังคนให้สามารถอยู่รอดในการแข่งขันของโลกยุคใหม่ได้อย่างยั่งยืน”

“แม้ว่า COVID-19 จะส่งผลให้สถานการณ์การหลุดออกนอกระบบของนักเรียนรุนแรงขึ้นทั่วโลก รวมถึงประเทศไทย แต่หนึ่งในหมุดหมายการพัฒนาประเทศที่สำคัญสำหรับประเทศไทยในยุคหลัง COVID-19 คือ การรักษาเด็กเยาวชนทุกคนให้สำเร็จการศึกษาขั้นพื้นฐานเป็นอย่างน้อย และมีโอกาสที่เสมอภาคในการพัฒนาทุนมนุษย์ตามศักยภาพและความถนัดของเขาเป็นรายบุคคลเพื่อให้ทรัพยากรมนุษย์รุ่นใหม่เหล่านี้มีทักษะแรงงานที่จำเป็นต่อการขับเคลื่อนเศรษฐกิจและสังคมในยุคโลกใหม่”
“มาตรการฟื้นฟูและกระตุ้นเศรษฐกิจที่ภาครัฐและภาคเอกชนจะลงทุนในอนาคตอันใกล้นี้ควรคำนึงถึงกลุ่มเป้าหมายและโจทย์การลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาและการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์นี้ ซึ่งนอกจากจะช่วยพัฒนารากฐานที่สำคัญในการพัฒนาประเทศในระยะยาวแล้ว ยังถือเป็นมาตรการที่มีความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจมากกว่าที่หลายคนคิด”

การศึกษานอกโรงเรียน

การทำให้เด็กไทยอยู่ในระบบการศึกษาทั่วหน้า กับมูลค่าทางเศรษฐกิจที่ไทยจะได้รับกลับคืน

“จากผลการศึกษาของคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ พบว่า การดึงเด็กกลุ่มที่หลุดจากระบบการศึกษาก่อนสำเร็จการศึกษาขั้นพื้นฐานกลับมาได้ สามารถยกระดับคุณภาพชีวิตของพวกเขาได้ในระยะยาว และเป็นการลงทุนของภาครัฐที่คุ้มค่าในระดับเดียวกันกับโครงการลงทุนภาครัฐขนาดใหญ่” ดร.ประสาร ยืนยันถึงอานิสงส์ของการดึงเด็กไทยเข้าสู่ การศึกษาขั้นพื้นฐาน ว่าเป็นการลงทุนที่คู่ควรที่ภาครัฐควรให้ความสนใจ
“โดยจากการประเมินผลตอบแทนส่วนบุคคล หรือ Estimated Private Benefit ที่เพิ่มขึ้นจากการขจัดปัญหาเด็กนอกระบบการศึกษา หรือการรักษาให้เด็กเยาวชนให้สามารถคงอยู่ในระบบการศึกษาจนสำเร็จการศึกษาขั้นพื้นฐาน (มัธยมศึกษาปีที่ 6 หรือเทียบเท่า) ทุกคน มีมูลค่าทางเศรษฐกิจรวมแล้วประมาณ 20,000-110,000 ล้านบาทต่อปี ตลอดช่วงอายุการทำงานของพวกเขา”
“ทั้งนี้ วงเงินดังกล่าวเมื่อคิดเป็นอัตราผลตอบแทนของการลงทุนหรือ IRR แล้ว จะอยู่ที่ประมาณร้อยละ 9.3 ซึ่งสูงกว่าต้นทุนทางการเงินของรัฐที่อยู่ราวร้อยละ 2.7 และอยู่ในระดับสูงเทียบเคียงกับการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน เช่น รถไฟฟ้า หรือการลงทุนในสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐานต่างๆ ของรัฐบาล ที่สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ จะพิจารณาโครงการที่มีผลตอบแทนทางเศรษฐกิจในระดับร้อยละ 9-12”
“นอกจากนั้นผลตอบแทนดังกล่าวยังไม่นับรวมผลตอบแทนทางสังคม หรือ Social Return on Investment  ในเชิงมหภาคของการศึกษาที่เพิ่มขึ้น เช่น อัตราการหลุดออกจากระบบการศึกษาที่ลดลง จะส่งผลให้คุณภาพแรงงานและขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศเพิ่มสูงขึ้น”
“รวมทั้งสุขภาพประชากรจะแข็งแรงมากขึ้น ทำให้ความเสมอภาคทางสังคมและคุณภาพชีวิตดีขึ้นตามลำดับ ดังนั้นการลงทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษาขั้นพื้นฐาน จึงไม่เพียงแต่เป็นการลงทุนที่มีความคุ้มทุนทางการเงินแล้ว แต่การแก้ไขปัญหาด้านความเหลื่อมล้ำในการพัฒนาทุนมนุษย์ยังมีนัยสำคัญต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจที่ยั่งยืนในโลกยุคหลัง COVID-19”

ดร.ประสาร ไตรรัตน์วรกุล

ข้อเสนอแนะ 5 ประการ จาก ดร.ประสาร ไตรรัตน์วรกุล เพื่อสร้างความเสมอภาคทางการศึกษาขั้นพื้นฐานของไทย

จากนั้น ดร.ประสาร ได้นำสู่บทสรุปของการปาฐกถา ด้วยการนำเสนอ ความจริง 5 ประการ ที่ต้องขับเคลื่อน เพื่อสร้างความเสมอภาคทางการศึกษาขั้นพื้นฐานของไทย
  • ประการที่ 1 การสร้างเครือข่ายหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาสังคม เพื่อสนับสนุนการสร้างหลักประกันโอกาสทางการศึกษา
โดยทำผ่านการบูรณาการด้านระบบข้อมูลสารสนเทศรายบุคคล เครือข่ายการทำงานเชิงพื้นที่ รวมทั้งการกำหนดเป้าหมายตัวชี้วัดการพัฒนารายช่วงวัยตั้งแต่ระดับปฐมวัย จนถึงวัยแรงงาน เพื่อให้เด็กเยาวชนทุกคน โดยเฉพาะกลุ่มที่อาศัยอยู่กับครัวเรือนที่มีรายได้น้อย ทั้ง Bottom 40 และ Bottom 20 ได้รับโอกาสที่เสมอภาคในการศึกษาและการพัฒนาจนสามารถออกจากกับดักความยากจนได้ใน Generation นี้
  • ประการที่ 2 การยกระดับขีดความสามารถ และทรัพยากรของโรงเรียนที่มีประชากรนักเรียนจากครัวเรือนที่มีรายได้น้อย และด้อยโอกาส
เพื่อให้โรงเรียนเหล่านี้สามารถวางระบบการเฝ้าระวัง และส่งต่อกลุ่มเป้าหมายที่มีความด้อยโอกาสทางเศรษฐกิจสังคม และสุขภาพ ให้แก่หน่วยงานที่มีภารกิจโดยตรงได้อย่างมีประสิทธิภาพ รวมทั้งการปรับปรุงระบบการจัดสรรงบประมาณด้านการศึกษา และอัตรากำลังครูตามหลักอุปสงค์และหลักความเสมอภาค เปิดโอกาสให้โรงเรียนมีทรัพยากรและกำลังคนที่เพียงพอทั้งในเชิงปริมาณและเชิงคุณภาพในการจัดการศึกษาที่มีคุณภาพได้อย่างเสมอภาคแก่นักเรียนทุกคน
  • ประการที่ 3 ส่งเสริมวัฒนธรรมการทำงานด้วยข้อมูลเชิงประจักษ์ (Culture of Evidence)
โดยติดตามการดำเนินการตามมาตรการทั้ง 2 ประการข้างต้นด้วยการวิจัยทดสอบนวัตกรรมในพื้นที่จริง และประเมินผลเพื่อใช้ประกอบการจัดทำข้อเสนอเชิงนโยบายและการขยายผลการดำเนินงานสู่ระดับชาติ ถือเป็นกลยุทธ์การทำงานที่สำคัญเป็นอย่างยิ่ง
เพราะการปฏิรูปที่มุ่งเน้นเฉพาะอยู่ที่เป้าหมายหรือเจตนาที่ดีของผู้นำการปฏิรูปเท่านั้น ยากที่จะได้รับการสนับสนุนในวงกว้างอย่างยั่งยืนจากประชาชนและผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในพื้นที่เราจำเป็นที่จะต้องสามารถสื่อสารให้ครู ผู้บริหารสถานศึกษา ผู้ปกครอง ผู้นำชุมชน ไปจนถึงเด็กเยาวชนที่เกี่ยวข้องให้สามารถเข้าใจ และต้องยอมรับด้วยหลักฐานเชิงประจักษ์อย่างแท้จริงว่า การปฏิรูปดังกล่าวสอดคล้องต่อความต้องการ ตลอดจนบริบทในพื้นที่ของพวกเขาอย่างแท้จริง

ดร.ประสาร ไตรรัตน์วรกุล

  • ประการที่ 4 การส่งเสริมทางเลือกในการศึกษาทางเลือก หรือ Alternative Education และการพัฒนาทักษะแรงงานที่สอดคล้องกับเทคโนโลยี
รวมถึงอุตสาหกรรมยุคใหม่ให้กับเยาวชนวัยหลังการศึกษาภาคบังคับเพื่อให้เขามีทางเลือกที่เสมอภาคในการเรียนรู้และการพัฒนาศักยภาพ และพรสวรรค์ของเขาควบคู่ไปกับการหารายได้เลี้ยงตนเองและครอบครัวอย่างยืดหยุ่น
  • ประการที่ 5 สานต่อสู่ความร่วมมือของทุกฝ่าย ด้วยเป้าประสงค์เดียวกัน
ข้อเสนอมาตรการทั้ง 4 ประการข้างต้นนี้ หาใช่ภารกิจของหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่ง หรือ ภาคส่วนใด ภาคส่วนหนึ่งเท่านั้น หากประสบการณ์ และข้อมูลวิชาการที่พวกเราได้สั่งสมมาหลายทศวรรษบนเส้นทางสู่การพัฒนาประเทศจะให้จินตนาการหรือโมเดลใหม่ในการพัฒนาประเทศหลัง COVID-19 ที่สำคัญได้บ้างนั้น ก็อยากชวนให้ทุกคนมาร่วมกันจินตนาการถึงโมเดลการพัฒนาที่เด็กเยาวชน และคนไทยทุกคนมีโอกาสที่เสมอภาคกันในการได้รับโอกาสในการศึกษา และการพัฒนาพรสวรรค์ของพวกเขาให้สามารถเติบโตขึ้นเป็นกำลังสำคัญในการพัฒนาประเทศท่ามกลางความท้าทายในวันข้างหน้า จากพลังความร่วมมือของพวกเราคนไทยทุกคน

รับรู้มุมมองที่เป็นประโยชน์ต่อการปฏิรูปการศึกษาไทย

Short course ปฏิรูปการศึกษาไทย ปูทางสู่โลกยุคใหม่ ในมุมมอง ศาสตราจารย์พิเศษ ดร.สุรเกียรติ์ เสถียรไทย

‘กิตติรัตน์ ปิติพานิช’ กับภารกิจนำ ทีเคพาร์ค Upskill คนไทยก้าวทันสังคมโลก

‘สมชัย ไทยสงวนวรคุณ’ ปรับฐานศักยภาพอุตสาหกรรมไทย บุกเบิกสร้างการศึกษายุค 4.0

Previous articleDVD ที่สูญพันธุ์
Next articleเมื่อไทย-อินโดนีเซีย เดินหน้าสู่การเป็นศูนย์กลางระบบนิเวศ EV ในอาเซียน
mm
เริ่มต้นขีดเขียนในฐานะ สื่อมวลชน กับงานผู้สื่อข่าวประจำกองประชาสัมพันธ์ สถาบันเทคโนโลยีราชมงคล ในปี 2546 ก่อนไปหาประสบการณ์ชีวิตที่เมลเบิร์น ออสเตรเลียมา 1 ปี และกลับมายึดอาชีพ “นักเขียน” จริงจัง กับการเป็น กองบรรณาธิการนิตยสารชีวจิต 3 ปี หลังจากนั้นคิดว่าน่าจะเปลี่ยนสายไปทำงานในบริษัท PR agancy ได้ 6 เดือน เมื่อรู้ว่าไม่ถูกจริต เลยออกมาเป็นนักเขียนฟรีแลนซ์ประจำกองบรรณาธิการนิตยสารฟีลกู้ดอย่าง Happy+ อยู่ 1 ปี สัมภาษณ์ทั้งดาราและคนบันดาลใจ ก่อนเข้าสู่ระบบงานประจำอีกครั้งกับนิตยสาร MBA กับการเป็นนักเขียนที่รับผิดชอบในเซคชั่นหลักสูตร MBA ของสถาบันการศึกษาทั่วประเทศ สั่งสมประสบการณ์อยู่ 3 ปี ก็ได้เวลา Upskill สู่งาน Online content writer ที่ใช้ความชอบและความหลงใหลในการถ่ายทอดเรื่องราวดีๆ ความรู้ใหม่ๆ ในยุค Education 4.0 อุตสาหกรรมทางการแพทย์ ไลฟ์สไตล์ของคนรุ่นใหม่ และการท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์