Thursday, August 27, 2026

สาลิกาคาบข่าว Vol.339

“ดร.ชิต” ชี้ ระบบ 5G สร้างเม็ดเงินโต 5 เท่า หนุน SMEs เชื่อมบริษัทยักษ์ใหญ่

ดร.ชิต เหล่าวัฒนา ที่ปรึกษาพิเศษสำนักงานคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก

ดร.ชิต เหล่าวัฒนา ที่ปรึกษาพิเศษสำนักงานคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก กล่าวในงานเสวนา “EEC HDC ยกระดับความรู้-ทักษะ ยกระดับประเทศ” ว่า อุตสาหกรรม 4.0 เป็นระบบออโตเมชั่นที่เราเรียกว่า ไอโอที มีดาต้ามหาศาล ถึงแม้เราจะมีการประมูลระบบ 5G ด้วยเม็ดเงินจำนวนมาก 2-3 แสนล้านบาท แต่มูลค่าจากการนำดาต้ามาช่วยในการผลิตและทำธุรกิจจะเพิ่มมูลค่าอย่างน้อย 5 เท่าตัว เราจะเห็นเม็ดเงิน 1 ล้านล้านบาทซึ่งเป็นผลิตผลที่เกิดจากระบบ 5G ภายใน 3-4 ปี นอกจากนี้ 5G ยังเป็นเครื่องมือเพิ่มประสิทธิภาพช่วยให้ธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม หรือ SMEs เชื่อมโยงกับธุรกิจขนาดใหญ่ได้ ช่วยลดต้นทุนการผลิตอย่างเห็นผลชัดเจน ยกตัวอย่างอุตสาหกรรมในจีนที่หันมาใช้ระบบออโตเมชั่น สามารถลดต้นทุนได้ถึง 38% ญี่ปุ่น 40% สมัยก่อนคนตัวใหญ่ บริษัทใหญ่ มูลค่าสูง เปรียบเสมือนช้าง เอสเอ็มอีเดินไม่ดีโดนช้างเหยียบ แต่ปัจจุบันระบบ 5G ช่วยให้มดตัวน้อยๆเกาะอยู่กับช้าง ช้างไปไหน เราไปด้วย ถ้าเราสามารถรู้วิธีปีนขึ้นตัวช้างได้ เรารอด สามารถก้าวจากบริษัทเล็กๆกลายเป็นยูนิคอร์น ซึ่งเราคาดหวังว่าปีหน้าจะเห็นยูนิคอร์นสัญชาติไทยเกิดขึ้นอีกเป็นสิบๆตัวจากระบบ 5G

เตือนคนรุ่นใหม่ลงทุนเงินดิจิทัลเสี่ยงสูง ควรเน้นวางแผนทางการเงินระยะยาว

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.บุญยิ่ง คงอาชาภัทร หัวหน้าสาขาวิชาการตลาด วิทยาลัยการจัดการ มหาวิทยาลัยมหิดล (CMMU)
ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.บุญยิ่ง คงอาชาภัทร หัวหน้าสาขาวิชาการตลาด วิทยาลัยการจัดการ มหาวิทยาลัยมหิดล (CMMU) กล่าวว่า รูปแบบการใช้ชีวิตของผู้คนทุกวันนี้มีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องรูปแบบการใช้จ่าย จากเดิมที่เคยใช้เงินสด บัตรเครดิต เมื่อเข้าสู่ช่วงวิกฤติ COVID-19 ทำให้ผู้คนส่วนใหญ่หันไปใช้ระบบออนไลน์ ทั้งการเลือกซื้อสินค้าและบริการ ใช้สแกน QR Code และการโอนเงิน เพื่อการใช้จ่ายแบบไร้สัมผัสกันมากขึ้น เช่นเดียวกับการลงทุน พบว่าคนรุ่นใหม่สนใจใช้เงินสกุลดิจิทัล “Cryptocurrency” กันมากขึ้นทั่วโลก และมีแนวโน้มว่าจะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ โดยในประเทศไทยพบว่าเริ่มมีใช้ตามห้างสรรพสินค้าชั้นนำ และธุรกิจอสังหาริมทรัพย์กันบ้างแล้ว ที่น่าเป็นห่วงคือคนไทยส่วนใหญ่ยังขาด “ทักษะทางการเงิน” หรือ “Financial Literacy” ที่เพียงพอรองรับเทคโนโลยีดังกล่าว แม้ว่าในคนรุ่นใหม่จะเข้าถึงเทคโนโลยีในโลกยุคดิจิทัลได้อย่างรวดเร็วและง่ายกว่าคนรุ่นอื่นๆ แต่ประสบการณ์และความรู้ความเข้าใจอาจยังคงมีจำกัด ซึ่ง “Cryptocurrency” เป็นการลงทุนที่มีการเก็งกำไรกันสูง แม้จะคล้ายกับการลงทุนในตลาดหลักทรัพย์ หรือ “การเล่นหุ้น” แต่ “การเล่นหุ้น” ยังมี “ความน่าจะเป็น” บนพื้นฐานของ “ธุรกิจจริง” มีผลประกอบการที่ใช้พิจารณาประกอบ อาจจะผันผวนบ้างตามสถานการณ์ทางเศรษฐกิจและความมั่นคง ในขณะที่ “Cryptocurrency” มีความเสี่ยงสูงกว่า ผันผวนได้อย่างรวดเร็วตลอดเวลา อาจกลายเป็นเหมือน “แมลงเม่าบินเข้ากองไฟ” ได้ หากผู้เล่นไม่รู้จักดีพอ บางสกุลมีการหลอกลวง บางสกุลมีการปล่อยข่าวสร้างภาพให้เกิดความหวังเกินจริง จึงอยากให้มีการศึกษาข้อมูลเพื่อเรียนรู้ทำความเข้าใจให้ดีก่อนการลงทุน โดยที่จะต้องไม่ลืมเก็บออม แม้จะยังไม่ถึงวัยเกษียณ แต่การคิดเผื่อไว้ในวันที่ไม่มีรายได้จากการทำงานและการเก็บออมจะสามารถดำรงชีวิตอยู่ได้อย่างไรให้ยั่งยืนก็เป็นเรื่องที่ไม่ควรละเลยอย่างยิ่ง

มิชลิน ไกด์ ขยายความร่วมมือ ททท. ค้นหาอาหารพื้นถิ่นต่อยอดสู่ครัวโลก

มานูเอล มอนตานา (Manuel Montana) ประธานกลุ่มมิชลิน ประจำภาคพื้นเอเชียตะวันออกและออสเตรเลีย กล่าวถึงการขยายความร่วมมือกับการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ต่อเนื่องไปอีก 5 ปีจากปี 2565 ถึงปี 2569 ว่า  ภายใต้การขยายความร่วมมือครั้งนี้  มิชลิน ไกด์ จะรุกดำเนินการสำรวจพื้นที่ใหม่ๆ ในประเทศไทยอย่างต่อเนื่องเพื่อค้นหาร้านอาหารและที่พักที่ดีสุด ขณะที่ ททท. จะได้รับสิทธิ์มอบรางวัล MICHELIN Guide Service Award presented by TAT ให้แก่บุคลากรผู้ให้บริการยอดเยี่ยม ทั้งนี้ ด้วยกิจกรรมการตลาดและการสื่อสารที่แข็งแกร่งผ่านสื่อดั้งเดิมและสื่อดิจิตอลทั่วโลก ‘มิชลิน ไกด์’ จะช่วยเป็นกระบอกเสียงในการเผยแพร่และส่งเสริมภาพลักษณ์ของประเทศไทย ในฐานะจุดหมายปลายทางด้านการท่องเที่ยวเชิงอาหารระดับโลก ด้านนายยุทธศักดิ์ สุภสร ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย ได้กล่าวถึงผลสำเร็จจากความร่วมมือระยะแรกกับ ‘มิชลิน ไกด์’ ที่เริ่มต้นขึ้นเมื่อปี 2560 ว่ามีส่วนส่งเสริมภาพลักษณ์ของประเทศไทยบนเวทีโลกในฐานะแหล่งท่องเที่ยวยอดนิยมด้านวัฒนธรรมอาหาร, เพิ่มมูลค่าและศักยภาพของอาหารไทยให้เป็นที่ยอมรับในระดับสากล, ช่วยยกระดับคุณภาพและบริการของร้านอาหารในไทย, เสริมสร้างภาพลักษณ์ที่ดีของเชฟไทยสู่สากล และส่งเสริมให้เกิดการลงทุนในร้านอาหารระดับไฮเอนด์มากขึ้น

“ทูตพาณิชย์” แนะ! ผู้ส่งออกเกาะรถไฟความเร็วสูงคุนหมิง-เวียงจันทน์เจาะยูนนาน

นายณัฐ วิมลจันทร์ ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ นครคุนหมิง มณฑลยูนนาน กล่าวว่า เส้นทางรถไฟระหว่างนครคุนหมิง-เวียงจันทน์ (สปป.ลาว) เป็นอีกหนึ่งโอกาสของผู้ประกอบการไทยที่ต้องการขยายช่องทางการส่งออกสินค้ามายังจีน เนื่องจากสามารถลดระยะเวลาการขนส่ง และลดต้นทุนในการขนส่งสินค้าเข้ามายังจีน ซึ่งเอื้อต่อการค้ากับประเทศไทยเป็นอย่างมาก โดยคาดว่าในอนาคต หากสถานการณ์โควิด-19 คลี่คลายลง จะทำให้เส้นทางการค้าผ่านด่านชายแดนต่าง ๆ ของมณฑลยูนนานจะมีความคล่องตัวเป็นอย่างมาก “ผู้ประกอบการไทยควรเตรียมความพร้อม และติดตามสถานการณ์ กฎระเบียบต่าง ๆ เพื่อรองรับการส่งออกสินค้าไทยผ่านช่องทางดังกล่าว และจะทำให้สินค้าไทยเป็นที่ยอมรับในตลาดจีนอย่างกว้างขวางมากขึ้น รวมทั้งเพิ่มความเชื่อมั่นของสินค้าไทยและแบรนด์ไทยให้กับชาวยูนนานอีกด้วย” นายณัฐกล่าว การค้าระหว่างไทย-มณฑลยูนนาน มีการหยุดชะงักตั้งแต่ช่วงเดือนต.ค.2564 ที่ผ่านมา แต่หลังจากที่ได้ดำเนินการประสานงานติดต่อกับเจ้าที่ด่านโม่ฮาน เพื่อสอบถามข้อมูลสถานการณ์การเปิดด่านอย่างใกล้ชิด รวมทั้งได้เข้าร่วมประชุมหารือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อเร่งรัดให้มีการเปิดใช้ด่านชายแดนของมณฑลยูนนาน ซึ่งฝ่ายจีนแจ้งว่าหากมีการควบคุมสถานการณ์การแพร่ระบาดได้ดี จะมีการเปิดให้ใช้บริการด่านโม่ฮานในเร็ววันนี้ และคาดว่าด่านท่าเรือกวนเหล่ยจะสามารถกลับมาเปิดให้บริการได้เป็นปกติในปีนี้ด้วย เพราะฉะนั้นการค้าไทย-ยูนนานจึงมีทางทางบก ทางเรือ และทางรถไฟ

“หัวเว่ย” ชี้ อุตสาหกรรมพลังงานจะเปลี่ยนจากการพึ่งพิงทรัพยากรไปสู่การขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยี

ในงานประชุม TrustInTech Summit 2021 ซึ่งจัดขึ้นทางออนไลน์โดยหัวเว่ย เมื่อวันที่ 2 ธันวาคม 2564 โหว จินหลง รองประธานอาวุโสของหัวเว่ยและประธาน Huawei Digital Power ได้กล่าวบรรยายในหัวข้อ “สร้างสังคมอัจฉริยะคาร์บอนต่ำด้วยนวัตกรรมเทคโนโลยี” (Building a Low-carbon, Smart Society with Technological Innovation) ในการบรรยายดังกล่าว คุณโหวกล่าวว่า “ในอีก 30-40 ปีข้างหน้า เทคโนโลยีอัจฉริยะและการมุ่งบรรลุเป้าหมายคาร์บอนต่ำจะได้รับการยอมรับอย่างแพร่หลายยิ่งขึ้น การพัฒนาระบบอัจฉริยะจำเป็นต้องใช้เทคโนโลยีดิจิทัล ขณะที่การลดรอยเท้าคาร์บอนก็ต้องใช้เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์ ขณะที่แนวโน้มเหล่านี้ดำเนินต่อไป อุตสาหกรรมพลังงานระดับโลกก็จะเปลี่ยนจากการพึ่งพิงทรัพยากรไปสู่การขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยี” เทคโนโลยีอัจฉริยะและการมุ่งบรรลุเป้าหมายคาร์บอนต่ำจะได้รับการยอมรับอย่างแพร่หลายยิ่งขึ้น อุตสาหกรรมพลังงานคาร์บอนต่ำครอบคลุมถึงการผลิตพลังงานสะอาด การเปลี่ยนการบริโภคพลังงานให้เป็นระบบไฟฟ้า และการจัดตารางเวลาการใช้แบบพลังงานอัจฉริยะ การพัฒนาพลังงานสะอาดและส่งเสริมการเปลี่ยนระบบพลังงานกำลังเข้าสู่การเป็นดิจิทัล และเทคโนโลยีดิจิทัลได้ทำให้ระบบพลังงานมีความอัจฉริยะมากขึ้น ด้วยการบูรณาการเทคโนโลยีดิจิทัลและอิเล็กทรอนิกส์ เทคโนโลยีดิจิทัลจะเอื้อให้เกิดการผลิต การส่งจ่าย การถ่ายโอน และการบริโภคพลังงานที่เป็นไปอย่างอัจฉริยะมากขึ้น โครงสร้างพื้นฐานไอซีทีจะกลายเป็นตัวขับเคลื่อนเศรษฐกิจดิจิทัลสีเขียว