Thursday, August 27, 2026

สาลิกาคาบข่าว Vol.352

มงลงไทย!!! โชว์ไอเดียชี้เป้าไฟป่าด้วยข้อมูลจากดาวเทียมเครือข่าย AIS คว้าแชมป์ที่ญี่ปุ่น

ดร.ดำรงค์ฤทธิ์ เนียมหมวด รองผู้อำนวยการ GISTDA ด้านกิจการอวกาศ เผยว่า ที่ผ่านมา GISTDA และ The National Space Policy Secretariat (NSPS) Cabinet Office, The government of Japan ได้ร่วมกันดำเนินกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับการส่งเสริมอุตสาหกรรมอวกาศ มากกว่า 5 ปี โดยมีเป้าหมายสำคัญในการขยายศักยภาพและขีดความสามารถของผู้ประกอบการทั้งไทยและต่างประเทศ ในด้านอุตสาหกรรมดั้งเดิมเพื่อเข้าสู่โอกาสทางธุรกิจด้วยนวัตกรรม Upstream และ Downstream จากอวกาศ เช่น การใช้ข้อมูลระบุตำแหน่งด้วยดาวเทียม (Location Positioning Service) หรือการใช้ข้อมูลจากดาวเทียมสำรวจโลก หรือดาวเทียมโทรคมนาคม เป็นต้น ประกอบกับ GISTDA เองก็มีแนวคิดในการสร้างระบบเศรษฐกิจอวกาศ (Space Economy)ในประเทศไทยให้แข็งแกร่ง เพื่อเข้าสู่ End User ได้มากยิ่งขึ้น ดังนั้น GISTDA และ NSPS รวมถึงหน่วยงานทั้งในและต่างประเทศ จึงร่วมกันจัดกิจกรรม S-Booster มาตั้งแต่ปี 2019 เพื่อให้เป็นอีกหนึ่งกิจกรรมที่จะช่วยผลักดัน ส่งเสริม และสนับสนุนให้กลุ่ม Startup และ SME ที่มีศักยภาพได้เข้าสู่ Space and Geoinformatics Value Chain เพื่อยกระดับขีดความสามารถสู่การเป็นผู้ผลิตและผู้พัฒนานวัตกรรมอวกาศและภูมิสารสนเทศร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง รองรับการเติบโตของเศรษฐกิจอวกาศในอนาคต โดย GISTDA ให้การสนับสนุนผู้ประกอบการไทย และผลักดันร่วมกับหน่วยงานพันธมิตร พร้อมสร้างโอกาสการต่อยอดการส่งเสริมการลงทุนในลักษณะ Global Value Chain มาโดยตลอด สำหรับปีนี้ S-Booster รอบตัดสินจัดขึ้นที่ประเทศญี่ปุ่น โดยก่อนหน้านี้ได้เปิดรับไอเดียที่ตอบโจทย์ธุรกิจนวัตกรรมอวกาศแบบไม่มีข้อจำกัด โดยเฉพาะการใช้ทรัพยากรอวกาศจากประเทศญี่ปุ่น รวมถึงข้อเสนอไอเดียที่ตอบโจทย์บริษัทชั้นนำจากประเทศญี่ปุ่น เช่น Honda, SONY, JSAT, SKY Perfect Group และ NTT Docomo เป็นต้น ผลปรากฏว่าทีม EcoSpace จากประเทศไทย คว้ารางวัลชนะเลิศ ด้วยผลงานการชี้เป้าตรวจจับไฟป่า โดยใช้ข้อมูลที่บูรณาการจากดาวเทียม ทั้งเครือข่าย Low Power Wide Area Network  ของ AIS เซนเซอร์ตรวจจับในพื้นที่ และการใช้ข้อมูลภาพจากดาวเทียมของ GISTDA เพื่อลดปัญหาการรับส่งสัญญาณและการสื่อสารในพื้นที่เป้าหมาย เพิ่มประสิทธิภาพการทำงานให้กับเจ้าหน้าที่และกลุ่มอาสาสมัครต่างๆ ในพื้นที่ที่สามารถตอบโจทย์ปัญหาไฟป่าในพื้นที่ได้อย่างยั่งยืน อีกทั้งได้เริ่มใช้งานจริงแล้วที่จังหวัดเชียงใหม่ ได้รับรางวัลมูลค่ากว่า 10 ล้านเยน หรือประมาณ 3 ล้านบาท

รัฐบาลเดินหน้าลดใช้กล่องโฟม แก้ว-หลอดพลาสติกภายในปี 2565

นางสาวรัชดา ธนาดิเรก รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี
นางสาวรัชดา ธนาดิเรก รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า รัฐบาลภายใต้การนำของพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม เห็นความสำคัญและตระหนักถึงปัญหามลพิษสิ่งแวดล้อมที่เกิดจากขยะพลาสติก สั่งเดินหน้าแก้ปัญหาขยะพลาสติกที่มีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมในประเทศไทยอย่างจริงจัง ตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 15 ก.พ. 64 ซึ่งเห็นชอบแผนปฏิบัติการด้านการจัดการขยะพลาสติก ระยะที่ 1 (พ.ศ. 2563–2565) ภายใต้ Roadmap การจัดการขยะพลาสติก พ.ศ. 2561–2573 เพื่อขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหาขยะพลาสติกที่มีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมในประเทศไทย ทั้งนี้ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ร่วมขับเคลื่อนการดำเนินงานกับทุกภาคส่วน มุ่งจัดการขยะพลาสติกที่ยั่งยืนอย่างเป็นรูปธรรม ซึ่งที่ผ่านมาได้รับความร่วมมือจากทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการขับเคลื่อนการดำเนินการแบบสมัครใจ ดังนี้ 1) การเลิกใช้พลาสติกหุ้มฝาขวดน้ำดื่ม (Cap Seal) 2) การเลิกใช้ไมโครบีดส์จากพลาสติก 3) การเลิกใช้ถุงพลาสติกหูหิ้วขนาดบาง ร่วมกับภาคีเครือข่ายห้างสรรพสินค้า ซุปเปอร์มาร์เก็ต และร้านสะดวกซื้อ 4) การลด เลิกใช้กล่องโฟมบรรจุอาหาร แก้วพลาสติกแบบบาง และหลอดพลาสติก ภายในปี 2565 โดยความร่วมมือจากภาครัฐและเอกชน

กม.โรงงานเพิ่มโทษจำคุกพวกนอกแถว แอบลักลอบทิ้งกาก-ปล่อยน้ำเสียโดยไม่ผ่านการบำบัด

นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม
นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยว่า ได้สั่งให้กรมโรงงานอุตสาหกรรม (กรอ.) ทบทวนกฎหมายโรงงาน โดยให้เพิ่มโทษจำคุกพวกลักลอบทิ้งกากของเสียและแอบลักลอบปล่อยน้ำเสียลงแม่น้ำลำคลองสาธารณะ ซึ่งเดิมมีเพียงแค่โทษปรับ ทำให้ผู้กระทำความผิดกล้าที่จะเสี่ยงทำโดยไม่ยำเกรงกฎหมาย ซึ่งก่อให้เกิดความเสียหายอย่างมากต่อทั้งคน สัตว์ และสิ่งแวดล้อมทั่วบริเวณที่มีการลักลอบทิ้ง นายวันชัย พนมชัย อธิบดีกรมโรงงานอุตสาหกรรม กล่าวเสริมว่า กรอ. ให้ความสำคัญเป็นอย่างยิ่งในการดูแลรักษาสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะเรื่องการลักลอบทิ้งกากของเสียและการปล่อยน้ำเสียโดยไม่ผ่านการบำบัดถือเป็นความผิดที่ร้ายแรง แต่กฎหมายกำหนดโทษปรับสถานเดียวไม่เกิน 200,000 บาท ส่งผลให้ผู้กระทำผิดไม่เกรงกลัวกฎหมาย ประกอบกับโทษปรับมีอายุความในการดำเนินคดีเพียง 1 ปี กว่าจะมีการพิสูจน์หรือหาตัวผู้กระทำผิดมาลงโทษบางครั้งก็ไม่สามารถดำเนินการได้เนื่องจากขาดอายุความ กรอ.จึงเร่งปรับปรุงกฎหมาย พ.ร.บ.โรงงาน โดยเพิ่มโทษผู้กระทำความผิด จากเดิมมีบทลงโทษเฉพาะโทษปรับไม่เกิน 200,000 บาท จะเพิ่มโทษเป็นจำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับไม่เกิน 200,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ การเพิ่มโทษจำคุก จะทำให้อายุความในการดำเนินคดียาวนานถึง 5 ปี เพียงพอที่จะหาตัวผู้กระทำผิดมาลงโทษ ซึ่งคาดว่าจะมีผลบังคับใช้ปีหน้า หลังจากผ่านขั้นตอนการรับฟังความคิดเห็นจากผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย และขั้นตอนทางกฎหมาย

ดีอีเอส เผย 4 แบงก์ถูกอ้างชื่อในเฟคนิวส์ปล่อยกู้-แจกเงินปีใหม่

นางสาวนพวรรณ หัวใจมั่น โฆษกกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอีเอส) ฝ่ายการเมือง
นางสาวนพวรรณ หัวใจมั่น โฆษกกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอีเอส) ฝ่ายการเมือง เปิดเผยผลสรุปการมอนิเตอร์และรับแจ้งข่าวปลอมประจำสัปดาห์ ระหว่างวันที่ 10-16 ธ.ค.64 โดยศูนย์ต่อต้านข่าวปลอม พบมีการแอบอ้างชื่อธนาคาร ได้แก่ ธนาคารกรุงไทย ธนาคารออมสิน ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) และธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธกส.) เพื่อหลอกลวงและบิดเบือนสร้างความเข้าใจผิดกับประชาชน โดยมีทั้งเรื่องการเปิดลงทะเบียนกู้ยืม ปล่อยสินเชื่อโดยผ่อนชำระรายเดือนและอัตราดอกเบี้ยต่ำ แจกเงินสดเป็นของขวัญปีใหม่ เป็นต้น โดยจากการประสานงานของศูนย์ฯ ได้รับผลการตรวจสอบแล้ว 3 เรื่องว่าเป็นข่าวปลอม ได้แก่ ข่าวกรุงไทย ให้ยืมปิดหนี้ตามนโยบายรัฐ ดอกเบี้ยต่ำ ทุกอาชีพ 50,000 – 200,000 บาท  ข่าวกรุงไทย เปิดเงินกู้ 5,000-300,000 บาท ใช้แค่บัตรประชาชน สามารถยืมได้ทุกสาขาอาชีพ ผ่านไลน์ @935kfjpa และข่าวออมสิน เปิดสินเชื่อ QR รายวันวงเงินกู้ 30,000-500,000 บาท ขณะที่อยู่ระหว่างรอผลตรวจสอบ 2 เรื่อง ได้แก่ เรื่อง ธ.ออมสิน เปิดลงทะเบียนให้กู้ยืมวงเงิน 30,000 บาทผ่อน 1,000 บาท และธ.กรุงไทย ปล่อยสินเชื่อ “กรุงไทยใจดี” ให้ยืม 1 แสนบาท ผ่อนเดือนละ 1,653 บาท นอกจากนี้มีอีก 2 เรื่องที่อยู่ระหว่างการประสาน ได้แก่ เรื่อง ธ.ออมสิน ธ.ก.ส. และธอส. เตรียมของขวัญปีใหม่ให้ลูกค้าประวัติชำระดี รับเงินสดรายละ 500-1,000 บาท และเรื่องดีแทค เปิดให้ลงทะเบียนกู้ยืม วงเงินสูงสุด 8 แสนบาท จึงต้องการความร่วมมือจากประชาชน เพื่อเข้ามามีส่วนช่วยในการแก้ปัญหาข่าวปลอมอย่างต่อเนื่อง เมื่อได้รับข่าวสารข้อมูลผ่านโซเชียล ควรตรวจสอบให้รอบด้าน เลือกเชื่อ และ เลือกแชร์ 

สิ้นแล้ว! บุคคลอายุมากสุดในจีน แม่เฒ่าซินเจียง วัย 135 ปี

(แฟ้มภาพซินหัว : อาลี่หมี่หั่น เซ่ออีถี (ซ้าย) พูดคุยกับหลานชายในงานฉลองวันคล้ายวันเกิดปีที่ 134 ในอำเภอซูเล่อ เขตปกครองตนเองซินเจียงอุยกูร์ทางตะวันตกเฉียงเหนือของจีน วันที่ 25 มิ.ย. 2020) // www.xinhuathai.com
สำนักข่าวซินหัว รายงาน อาลี่หมี่หั่น เซ่ออีถี (Alimihan Seyiti) บุคคลผู้มีอายุมากที่สุดในจีน เสียชีวิตด้วยวัย 135 ปี ในเขตปกครองตนเองซินเจียงอุยกูร์ ทางตะวันตกเฉียงเหนือของจีน เมื่อวันพฤหัสบดี (16 ธ.ค.) ที่ผ่านมา สำนักประชาสัมพันธ์ อำเภอซูเล่อของเมืองคัชการ์ ระบุว่าแม่เฒ่าอาลี่หมี่หั่น เซ่ออีถี มีภูมิลำเนาอยู่ที่ตำบลคู่มู่ซีลี่เค่อ ของอำเภอซูเล่อ และถือกำเนิดเมื่อวันที่ 25 มิ.ย. 1886 อาลี่หมี่หั่น เซ่ออีถี กลายเป็นบุคคลผู้มีอายุมากที่สุดในจีน จากการจัดอันดับโดยสมาคมพฤฒาวิทยาและเวชศาสตร์ผู้สูงอายุแห่งประเทศจีน หรือสมาคมเวชศาสตร์ผู้สูงอายุแห่งประเทศจีน เมื่อปี 2013 แม่เฒ่าใช้ชีวิตประจำวันแสนเรียบง่ายและธรรมดา รับประทานอาหารตรงเวลา ชื่นชอบการนั่งรับแสงแดดกลางลานบ้าน บางครั้งยังช่วยดูแลเหลนอีกด้วย ทั้งนี้ คู่มู่ซีลี่เค่อได้รับสมญานามว่า “ตำบลคนอายุยืน” ด้วยมีพ่อเฒ่าแม่เฒ่าอายุเกิน 90 ปี อาศัยอยู่จำนวนมาก บริการทางสุขภาพที่ได้รับการพัฒนามีส่วนส่งเสริมการมีอายุยืนยาวของชาวตำบลคู่มู่ซีลี่เค่อ โดยรัฐบาลท้องถิ่นได้จัดสรรบริการแพทย์ ตรวจสุขภาพประจำปีฟรี และเบี้ยเลี้ยงผู้สูงอายุรายเดือนแก่ผู้มีอายุ 60 ขึ้นไป