
มงลงไทย!!! โชว์ไอเดียชี้เป้าไฟป่าด้วยข้อมูลจากดาวเทียมเครือข่าย AIS คว้าแชมป์ที่ญี่ปุ่น


ดร.ดำรงค์ฤทธิ์ เนียมหมวด รองผู้อำนวยการ GISTDA ด้านกิจการอวกาศ เผยว่า ที่ผ่านมา GISTDA และ The National Space Policy Secretariat (NSPS) Cabinet Office, The government of Japan ได้ร่วมกันดำเนินกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับการส่งเสริมอุตสาหกรรมอวกาศ มากกว่า 5 ปี โดยมีเป้าหมายสำคัญในการขยายศักยภาพและขีดความสามารถของผู้ประกอบการทั้งไทยและต่างประเทศ ในด้านอุตสาหกรรมดั้งเดิมเพื่อเข้าสู่โอกาสทางธุรกิจด้วยนวัตกรรม Upstream และ Downstream จากอวกาศ เช่น การใช้ข้อมูลระบุตำแหน่งด้วยดาวเทียม (Location Positioning Service) หรือการใช้ข้อมูลจากดาวเทียมสำรวจโลก หรือดาวเทียมโทรคมนาคม เป็นต้น ประกอบกับ GISTDA เองก็มีแนวคิดในการสร้างระบบเศรษฐกิจอวกาศ (Space Economy)ในประเทศไทยให้แข็งแกร่ง เพื่อเข้าสู่ End User ได้มากยิ่งขึ้น ดังนั้น GISTDA และ NSPS รวมถึงหน่วยงานทั้งในและต่างประเทศ จึงร่วมกันจัดกิจกรรม S-Booster มาตั้งแต่ปี 2019 เพื่อให้เป็นอีกหนึ่งกิจกรรมที่จะช่วยผลักดัน ส่งเสริม และสนับสนุนให้กลุ่ม Startup และ SME ที่มีศักยภาพได้เข้าสู่ Space and Geoinformatics Value Chain เพื่อยกระดับขีดความสามารถสู่การเป็นผู้ผลิตและผู้พัฒนานวัตกรรมอวกาศและภูมิสารสนเทศร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง รองรับการเติบโตของเศรษฐกิจอวกาศในอนาคต โดย GISTDA ให้การสนับสนุนผู้ประกอบการไทย และผลักดันร่วมกับหน่วยงานพันธมิตร พร้อมสร้างโอกาสการต่อยอดการส่งเสริมการลงทุนในลักษณะ Global Value Chain มาโดยตลอด สำหรับปีนี้ S-Booster รอบตัดสินจัดขึ้นที่ประเทศญี่ปุ่น โดยก่อนหน้านี้ได้เปิดรับไอเดียที่ตอบโจทย์ธุรกิจนวัตกรรมอวกาศแบบไม่มีข้อจำกัด โดยเฉพาะการใช้ทรัพยากรอวกาศจากประเทศญี่ปุ่น รวมถึงข้อเสนอไอเดียที่ตอบโจทย์บริษัทชั้นนำจากประเทศญี่ปุ่น เช่น Honda, SONY, JSAT, SKY Perfect Group และ NTT Docomo เป็นต้น ผลปรากฏว่าทีม EcoSpace จากประเทศไทย คว้ารางวัลชนะเลิศ ด้วยผลงานการชี้เป้าตรวจจับไฟป่า โดยใช้ข้อมูลที่บูรณาการจากดาวเทียม ทั้งเครือข่าย Low Power Wide Area Network ของ AIS เซนเซอร์ตรวจจับในพื้นที่ และการใช้ข้อมูลภาพจากดาวเทียมของ GISTDA เพื่อลดปัญหาการรับส่งสัญญาณและการสื่อสารในพื้นที่เป้าหมาย เพิ่มประสิทธิภาพการทำงานให้กับเจ้าหน้าที่และกลุ่มอาสาสมัครต่างๆ ในพื้นที่ที่สามารถตอบโจทย์ปัญหาไฟป่าในพื้นที่ได้อย่างยั่งยืน อีกทั้งได้เริ่มใช้งานจริงแล้วที่จังหวัดเชียงใหม่ ได้รับรางวัลมูลค่ากว่า 10 ล้านเยน หรือประมาณ 3 ล้านบาท

รัฐบาลเดินหน้าลดใช้กล่องโฟม แก้ว-หลอดพลาสติกภายในปี 2565

นางสาวรัชดา ธนาดิเรก รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีนางสาวรัชดา ธนาดิเรก รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า รัฐบาลภายใต้การนำของพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม เห็นความสำคัญและตระหนักถึงปัญหามลพิษสิ่งแวดล้อมที่เกิดจากขยะพลาสติก สั่งเดินหน้าแก้ปัญหาขยะพลาสติกที่มีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมในประเทศไทยอย่างจริงจัง ตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 15 ก.พ. 64 ซึ่งเห็นชอบแผนปฏิบัติการด้านการจัดการขยะพลาสติก ระยะที่ 1 (พ.ศ. 2563–2565) ภายใต้ Roadmap การจัดการขยะพลาสติก พ.ศ. 2561–2573 เพื่อขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหาขยะพลาสติกที่มีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมในประเทศไทย ทั้งนี้ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ร่วมขับเคลื่อนการดำเนินงานกับทุกภาคส่วน มุ่งจัดการขยะพลาสติกที่ยั่งยืนอย่างเป็นรูปธรรม ซึ่งที่ผ่านมาได้รับความร่วมมือจากทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการขับเคลื่อนการดำเนินการแบบสมัครใจ ดังนี้ 1) การเลิกใช้พลาสติกหุ้มฝาขวดน้ำดื่ม (Cap Seal) 2) การเลิกใช้ไมโครบีดส์จากพลาสติก 3) การเลิกใช้ถุงพลาสติกหูหิ้วขนาดบาง ร่วมกับภาคีเครือข่ายห้างสรรพสินค้า ซุปเปอร์มาร์เก็ต และร้านสะดวกซื้อ 4) การลด เลิกใช้กล่องโฟมบรรจุอาหาร แก้วพลาสติกแบบบาง และหลอดพลาสติก ภายในปี 2565 โดยความร่วมมือจากภาครัฐและเอกชน

กม.โรงงานเพิ่มโทษจำคุกพวกนอกแถว แอบลักลอบทิ้งกาก-ปล่อยน้ำเสียโดยไม่ผ่านการบำบัด

นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรมนายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยว่า ได้สั่งให้กรมโรงงานอุตสาหกรรม (กรอ.) ทบทวนกฎหมายโรงงาน โดยให้เพิ่มโทษจำคุกพวกลักลอบทิ้งกากของเสียและแอบลักลอบปล่อยน้ำเสียลงแม่น้ำลำคลองสาธารณะ ซึ่งเดิมมีเพียงแค่โทษปรับ ทำให้ผู้กระทำความผิดกล้าที่จะเสี่ยงทำโดยไม่ยำเกรงกฎหมาย ซึ่งก่อให้เกิดความเสียหายอย่างมากต่อทั้งคน สัตว์ และสิ่งแวดล้อมทั่วบริเวณที่มีการลักลอบทิ้ง นายวันชัย พนมชัย อธิบดีกรมโรงงานอุตสาหกรรม กล่าวเสริมว่า กรอ. ให้ความสำคัญเป็นอย่างยิ่งในการดูแลรักษาสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะเรื่องการลักลอบทิ้งกากของเสียและการปล่อยน้ำเสียโดยไม่ผ่านการบำบัดถือเป็นความผิดที่ร้ายแรง แต่กฎหมายกำหนดโทษปรับสถานเดียวไม่เกิน 200,000 บาท ส่งผลให้ผู้กระทำผิดไม่เกรงกลัวกฎหมาย ประกอบกับโทษปรับมีอายุความในการดำเนินคดีเพียง 1 ปี กว่าจะมีการพิสูจน์หรือหาตัวผู้กระทำผิดมาลงโทษบางครั้งก็ไม่สามารถดำเนินการได้เนื่องจากขาดอายุความ กรอ.จึงเร่งปรับปรุงกฎหมาย พ.ร.บ.โรงงาน โดยเพิ่มโทษผู้กระทำความผิด จากเดิมมีบทลงโทษเฉพาะโทษปรับไม่เกิน 200,000 บาท จะเพิ่มโทษเป็นจำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับไม่เกิน 200,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ การเพิ่มโทษจำคุก จะทำให้อายุความในการดำเนินคดียาวนานถึง 5 ปี เพียงพอที่จะหาตัวผู้กระทำผิดมาลงโทษ ซึ่งคาดว่าจะมีผลบังคับใช้ปีหน้า หลังจากผ่านขั้นตอนการรับฟังความคิดเห็นจากผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย และขั้นตอนทางกฎหมาย

ดีอีเอส เผย 4 แบงก์ถูกอ้างชื่อในเฟคนิวส์ปล่อยกู้-แจกเงินปีใหม่
นางสาวนพวรรณ หัวใจมั่น โฆษกกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอีเอส) ฝ่ายการเมืองนางสาวนพวรรณ หัวใจมั่น โฆษกกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอีเอส) ฝ่ายการเมือง เปิดเผยผลสรุปการมอนิเตอร์และรับแจ้งข่าวปลอมประจำสัปดาห์ ระหว่างวันที่ 10-16 ธ.ค.64 โดยศูนย์ต่อต้านข่าวปลอม พบมีการแอบอ้างชื่อธนาคาร ได้แก่ ธนาคารกรุงไทย ธนาคารออมสิน ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) และธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธกส.) เพื่อหลอกลวงและบิดเบือนสร้างความเข้าใจผิดกับประชาชน โดยมีทั้งเรื่องการเปิดลงทะเบียนกู้ยืม ปล่อยสินเชื่อโดยผ่อนชำระรายเดือนและอัตราดอกเบี้ยต่ำ แจกเงินสดเป็นของขวัญปีใหม่ เป็นต้น โดยจากการประสานงานของศูนย์ฯ ได้รับผลการตรวจสอบแล้ว 3 เรื่องว่าเป็นข่าวปลอม ได้แก่ ข่าวกรุงไทย ให้ยืมปิดหนี้ตามนโยบายรัฐ ดอกเบี้ยต่ำ ทุกอาชีพ 50,000 – 200,000 บาท ข่าวกรุงไทย เปิดเงินกู้ 5,000-300,000 บาท ใช้แค่บัตรประชาชน สามารถยืมได้ทุกสาขาอาชีพ ผ่านไลน์ @935kfjpa และข่าวออมสิน เปิดสินเชื่อ QR รายวันวงเงินกู้ 30,000-500,000 บาท ขณะที่อยู่ระหว่างรอผลตรวจสอบ 2 เรื่อง ได้แก่ เรื่อง ธ.ออมสิน เปิดลงทะเบียนให้กู้ยืมวงเงิน 30,000 บาทผ่อน 1,000 บาท และธ.กรุงไทย ปล่อยสินเชื่อ “กรุงไทยใจดี” ให้ยืม 1 แสนบาท ผ่อนเดือนละ 1,653 บาท นอกจากนี้มีอีก 2 เรื่องที่อยู่ระหว่างการประสาน ได้แก่ เรื่อง ธ.ออมสิน ธ.ก.ส. และธอส. เตรียมของขวัญปีใหม่ให้ลูกค้าประวัติชำระดี รับเงินสดรายละ 500-1,000 บาท และเรื่องดีแทค เปิดให้ลงทะเบียนกู้ยืม วงเงินสูงสุด 8 แสนบาท จึงต้องการความร่วมมือจากประชาชน เพื่อเข้ามามีส่วนช่วยในการแก้ปัญหาข่าวปลอมอย่างต่อเนื่อง เมื่อได้รับข่าวสารข้อมูลผ่านโซเชียล ควรตรวจสอบให้รอบด้าน เลือกเชื่อ และ เลือกแชร์

สิ้นแล้ว! บุคคลอายุมากสุดในจีน แม่เฒ่าซินเจียง วัย 135 ปี
(แฟ้มภาพซินหัว : อาลี่หมี่หั่น เซ่ออีถี (ซ้าย) พูดคุยกับหลานชายในงานฉลองวันคล้ายวันเกิดปีที่ 134 ในอำเภอซูเล่อ เขตปกครองตนเองซินเจียงอุยกูร์ทางตะวันตกเฉียงเหนือของจีน วันที่ 25 มิ.ย. 2020) // www.xinhuathai.comสำนักข่าวซินหัว รายงาน อาลี่หมี่หั่น เซ่ออีถี (Alimihan Seyiti) บุคคลผู้มีอายุมากที่สุดในจีน เสียชีวิตด้วยวัย 135 ปี ในเขตปกครองตนเองซินเจียงอุยกูร์ ทางตะวันตกเฉียงเหนือของจีน เมื่อวันพฤหัสบดี (16 ธ.ค.) ที่ผ่านมา สำนักประชาสัมพันธ์ อำเภอซูเล่อของเมืองคัชการ์ ระบุว่าแม่เฒ่าอาลี่หมี่หั่น เซ่ออีถี มีภูมิลำเนาอยู่ที่ตำบลคู่มู่ซีลี่เค่อ ของอำเภอซูเล่อ และถือกำเนิดเมื่อวันที่ 25 มิ.ย. 1886 อาลี่หมี่หั่น เซ่ออีถี กลายเป็นบุคคลผู้มีอายุมากที่สุดในจีน จากการจัดอันดับโดยสมาคมพฤฒาวิทยาและเวชศาสตร์ผู้สูงอายุแห่งประเทศจีน หรือสมาคมเวชศาสตร์ผู้สูงอายุแห่งประเทศจีน เมื่อปี 2013 แม่เฒ่าใช้ชีวิตประจำวันแสนเรียบง่ายและธรรมดา รับประทานอาหารตรงเวลา ชื่นชอบการนั่งรับแสงแดดกลางลานบ้าน บางครั้งยังช่วยดูแลเหลนอีกด้วย ทั้งนี้ คู่มู่ซีลี่เค่อได้รับสมญานามว่า “ตำบลคนอายุยืน” ด้วยมีพ่อเฒ่าแม่เฒ่าอายุเกิน 90 ปี อาศัยอยู่จำนวนมาก บริการทางสุขภาพที่ได้รับการพัฒนามีส่วนส่งเสริมการมีอายุยืนยาวของชาวตำบลคู่มู่ซีลี่เค่อ โดยรัฐบาลท้องถิ่นได้จัดสรรบริการแพทย์ ตรวจสุขภาพประจำปีฟรี และเบี้ยเลี้ยงผู้สูงอายุรายเดือนแก่ผู้มีอายุ 60 ขึ้นไป
Post Views: 709