อัปเดตแนวทาง การฉีดวัคซีนทั่วโลก กับทางออกของปัญหา ‘ความเหลื่อมล้ำด้านวัคซีน’

ปฏิเสธไม่ได้เลยว่า การฉีดวัคซีนโควิด เป็นสถานการณ์ที่เผยให้ทุกคนได้เห็นว่า ความเหลื่อมล้ำด้านวัคซีน เกิดขึ้นทั่วโลกมี ขณะที่ “ประเทศร่ำรวย” ทั่วโลก มีตัวเลขของผู้ฉีดวัคซีนอย่างน้อย 2 เข็ม มากเกินกว่า 75-80% ของจำนวนประชากร แถมยังมีปริมาณวัคซีนเหลือจำนวนมหาศาลเกินกว่าจำนวนประชากรในประเทศ และกำลังวางแผนเรื่องการฉีดวัคซีนเข็มกระตุ้นให้กับประชาชนที่เพิ่มเติม

ทว่า ในอีกด้านหนึ่ง “ประเทศกำลังพัฒนา” และ “ประเทศยากจน” ก็กำลังดิ้นรนอย่างหนักเพื่อหาวัคซีนโควิดที่มีคุณภาพมาฉีดให้กับพลเมือง แต่ยิ่งดิ้นรนเท่าไร ก็เหมือนผลที่ได้มาไม่ควรค่ากับความพยายามที่ได้ลงทุนไป เพราะอัตราการฉีดวัคซีนของประชากรอยู่ในระดับที่ค่อนข้างต่ำ 
ด้วยสถานการณ์ ความเหลื่อมล้ำด้านวัคซีน ที่เกิดขึ้นนี้เอง ทำให้แนวคิดฉีดวัคซีนเข็มกระตุ้นให้กับคนที่ได้รับวัคซีนครบสูตรในกลุ่มประเทศร่ำรวย ถูกคนจำนวนไม่น้อยคัดค้าน ว่าประเทศร่ำรวยเหล่านั้นควรเผื่อแผ่ปริมาณวัคซีนที่อาจจะถูกนำไปใช้เป็นวัคซีนเข็มกระตุ้นให้กับผู้ที่ได้รับวัคซีนครบสูตรแล้ว ไปให้กับพลเมืองในประเทศกำลังพัฒนา และประเทศยากจน ด้วยเหตุผลที่ว่าอย่างน้อยพลเมืองของกลุ่มประเทศเหล่านั้น จะได้มีจำนวนของผู้ที่ได้รับวัคซีนเข็มแรกมากพอสำหรับการต่อสู้กับโควิด-19
โดยล่าสุด กลุ่มประเทศพัฒนาแล้ว มีอัตราการฉีดวัคซีนให้กับพลเมืองในสัดส่วนมากกว่า 100 โดส ต่อประชากร 100 คน ขณะที่กลุ่มประเทศกำลังพัฒนา และประเทศยากจน ยิ่งในทวีปแอฟริกาที่มีการแพร่ระบาดโควิดอย่างหนักหน่วง กลับมีค่าเฉลี่ยการฉีดวัคซีนต่ำกว่า 5 โดส ต่อประชากร 100 คนเท่านั้น

ความจำเป็นที่ทั่วโลกต้องมาโฟกัสกับ ‘ความเหลื่อมล้ำด้านวัคซีน’

ไม่ใช่แค่เหตุผลในด้านความขาดแคลนวัคซีนโควิดในประเทศกำลังพัฒนาและยากจนที่กำลังเกิดขึ้นอยู่ในตอนนี้เท่านั้น แต่อีกหนึ่งเหตุผลสำคัญ ที่ทำให้ทุกฝ่ายต้องไม่มองข้ามปัญหานี้ ซึ่ง ดร.แคร์รี ไทเชอร์ (Dr.Carrie Teicher) ผู้อำนวยการโครงการหมอไร้พรมแดนในสหรัฐอเมริกา (MSF-USA) ซึ่งเป็นองค์กรด้านมนุษยธรรมทางการแพทย์ระหว่างประเทศ ได้กล่าวไว้ คือ
Carrie Teicher
(Dr.Carrie Teicher) ผู้อำนวยการโครงการหมอไร้พรมแดนในสหรัฐอเมริกา (MSF-USA)
“ผู้นำรัฐบาลต่างๆ โดยเฉพาะสหรัฐอเมริกา ซึ่งฉีดวัคซีนได้ครอบคลุมกลุ่มประชากรเปราะบางมากที่สุด จำเป็นต้องหยุดและพิจารณาถึงปัญหาความไม่สมดุลในการเข้าถึงวัคซีนของชาวโลก ก่อนที่จะมีการพิจารณาเรื่องการฉีดวัคซีนเข็มกระตุ้นให้กับพลเมืองของตัวเอง”
“นอกจากนี้ ยังไม่ควรให้บริษัทยาต่างๆ สามารถกำหนดความต้องการในการฉีดวัคซีนเข็มกระตุ้น ก่อนถึงเวลาอันสมควร โดยเฉพาะหากยังไม่มีข้อมูลและหลักฐานที่แน่ชัดมากพอ”

“และประเด็นสำคัญที่สุดในเวลานี้ คือ ควรมุ่งไปที่การทำให้แน่ใจว่า ปริมาณวัคซีนจะมีมากพอสำหรับการนำไปใช้ปกป้องบุคลากรด้านสาธารณสุขด่านหน้าและกลุ่มผู้เปราะบางในประเทศรายได้ต่ำและปานกลาง ที่ยังคงมีความเสี่ยงสูงจากการติดเชื้อและเสียชีวิตจากโควิด-19″

เพราะเราจะสูญเสียบุคลากรทางการแพทย์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่บุคลากรที่มีอยู่เพียงน้อยนิดในประเทศกำลังพัฒนาและยากจนไปไม่ได้อีกแล้ว

MSF-USA

ด้าน ทีโดรส อัดฮานอม กีบรีเยซุส ผู้อำนวยการองค์การอนามัยโลก หรือ WHO ยังสื่อสารเพื่อตอกย้ำความสำคัญในประเด็น ความเหลื่อมล้ำด้านวัคซีน เช่นกันว่า

“บริษัทยาต่างๆ ควรให้ความสำคัญกับการจัดสรรปริมาณวัคซีนให้กับโครงการโคแวกซ์ มากกว่าที่จะเร่งการส่งมอบวัคซีน สำหรับนำไปใช้เป็นวัคซีนกระตุ้น (ในประเทศร่ำรวย) เพราะปัจจุบันมีผู้เสียชีวิตจากโควิด-19 ในทวีปแอฟริกาเพิ่มขึ้นถึง 43% ต่อสัปดาห์”

ทีโดรส อัดฮานอม กีบรีเยซุส ผู้อำนวยการองค์การอนามัยโลก หรือ WHO
“นอกจากนี้ จนถึงปัจจุบันมีประชากรในทวีปแอฟริกาคิดเป็นสัดส่วนเพียง 1.5% เท่านั้น ที่ได้รับการฉีดวัคซีนโควิด-19 ครบสูตร ในขณะที่ผู้คนในประเทศร่ำรวยบางประเทศ ได้รับการฉีดวัคซีนครบสูตรสูงถึง 50% ของจำนวนประชากร ทั้งๆ ที่การกระจายวัคซีนเป็นสิ่งสำคัญในการเริ่มต้นสู่การขจัดการแพร่ระบาดโรคโควิด-19 ในแต่ละประเทศทั่วโลก”
“และ”โครงการปูพรมฉีดวัคซีนเข็มบูสเตอร์มีแนวโน้มจะทำให้การระบาดของโควิด-19 ยืดเยื้อออกไปแทนที่จะยุติได้ เพราะการดึงวัคซีนไปยังประเทศที่มีอัตราการฉีดสูงอยู่แล้ว ทำให้ไวรัสมีโอกาสแพร่ระบาดและกลายพันธุ์ได้มากขึ้นในประเทศอัตราการฉีดต่ำ”

ความพยายามของวงการแพทย์โลก ในการหาทางให้ ผู้มีปัญหาสุขภาพ เข้าถึงการฉีดวัคซีนโควิด

อีกหนึ่งปัญหาของ การปูพรมฉีดวัคซีนให้ครอบคลุมประชากรทุกเพศ ทุกวัย ทั่วโลก คือ การหาทางเลือกให้กับ ผู้มีปัญหาสุขภาพ หรือผู้ที่ต้องได้รับการดูแลเป็นพิเศษ เช่น หญิงตั้งครรภ์ ผู้สูงอายุ หรือผู้ที่มีโรคประจำตัว เข้าถึงการฉีดวัคซีนโควิดที่เหมาะสม ไม่ก่อให้เกิดผลข้างเคียง
ยกตัวอย่าง ล่าสุด WHO ได้ประกาศให้ วัคซีนของ บริษัทโนวาแวกซ์ อิงค์ จากสหรัฐอเมริกา ผู้ผลิต วัคซีน “โควาแวกซ์” (Covavax) หรือที่รู้จักในอีกชื่อว่า NVX-CoV2373 ที่เพิ่งได้รับการอนุมัติใช้ทั้งจากองค์การอนามัยโลก (WHO) และ องค์การยาแห่งยุโรป (EMA) เมื่อเร็ว ๆนี้ เป็นวัคซีนเข็มกระตุ้น หรือ “วัคซีนเข็ม3” สำหรับบุคคลที่มีภูมิคุ้มกันบกพร่องเพื่อป้องกันการติดเชื้อโควิด-19

โดยคณะที่ปรึกษาเชิงกลยุทธ์ด้านการสร้างภูมิคุ้มกันโรค (SAGE) ของ WHO ได้ออกคำแนะนำต่าง ๆ รวมถึง การใช้วัคซีนกับบุคคลที่มีโรคประจำตัว สตรีให้นมบุตร และบุคคลที่ติดเชื้อเอชไอวี โดยหลังการพิจารณาข้อมูลของโนวาแวกซ์แล้วนั้น SAGE ระบุว่า วัคซีนดังกล่าวสามารถใช้กับสตรีตั้งครรภ์ หากประโยชน์ที่ได้จากการฉีดวัคซีนสูงกว่าความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้น
ขณะที่ องค์การยาแห่งยุโรป (EMA) แถลงว่า วัคซีนของโนวาแวกซ์มีความปลอดภัยและมีประสิทธิภาพในการป้องกันการติดเชื้อไวรัสโควิด-19 ขณะที่ข้อมูลของโนวาแวกซ์ระบุ ผลการทดลองในสหรัฐและเม็กซิโกชี้ว่า วัคซีนของบริษัทมีประสิทธิภาพ 90.4% ในการลดจำนวนผู้ติดเชื้อโควิด-19 ส่วนการทดลองในอังกฤษพบว่าวัคซีนของบริษัทมีประสิทธิภาพ 89.7%
นอกจากนั้น EMA ยังได้ตามรอย WHO ประกาศอนุมัติการใช้วัคซีนต้านโควิด-19 ของโนวาแวกซ์ด้วย โดยอนุมัติให้ฉีดแก่ประชาชนที่มีอายุตั้งแต่ 18 ปีขึ้นไป (การดำเนินการดังกล่าว ถือเป็นการอนุมัติวัคซีนต้านโควิดตัวที่ 5 ของ EMA เป็นกรณีฉุกเฉิน) เป้าหมายเพื่อสกัดการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ที่กำลังพุ่งทะยานจนน่าวิตกในสหภาพยุโรป (อียู) อย่างไรก็ดี EMA ระบุว่า ยังคงมีข้อมูลจำกัดในการบ่งชี้ว่าวัคซีนของโนวาแวกซ์มีประสิทธิภาพในการป้องกันไวรัสสายพันธุ์โอมิครอน

แต่อย่างไรก็ดี ในประเทศไทยเอง ยังไม่มีแผนการนำวัคซีนของโนวาแวกซ์ “โควาแวกซ์” มาใช้ แต่ในผู้ที่ต้องดูแลสุขภาพเป็นพิเศษ อย่าง สตรีมีครรภ์ ก็จำเป็นต้องได้รับวัคซีนโควิดที่มีประสิทธิภาพ แล้วภาคสาธารรสุขไทยมีการวางมาตรการในเรื่องนี้อย่างไร
เพราะที่ผ่านมา ต้องยอมรับว่า มีความวิตกกังวลในกลุ่ม “ว่าที่คุณแม่” หรือ หญิงตั้งครรภ์ไม่น้อยว่า การฉีดวัคซีนโควิดจะทำให้เกิดความเสี่ยงที่สูงกว่าผู้หญิงในวัยเดียวกันที่ไม่ท้อง ในการเกิดการเจ็บป่วยรุนแรงและอาจมีอาการหนักจนต้องใส่ท่อช่วยหายใจ
ด้วยเหตุนี้ กระทรวงสาธารณสุข ราชวิทยาลัยสูตินรีแพทย์แห่งประเทศไทย และองค์การอนามัยโลก จึงมีความตั้งใจในการร่วมรณรงค์ให้หญิงท้องเข้ารับวัคซีนเพื่อลดการเจ็บป่วยรุนแรงจากการติดโควิด-19 จึงได้จัดการแถลงข่าวเพื่อให้ข้อเท็จจริงที่ถูกต้องกับกลุ่มหญิงตั้งครรภ์ว่า การฉีดวัคซีนโควิดจะไม่ก่อให้เกิดผลกระทบใดๆต่อตัวคุณแม่ และคุณลูกในท้องแต่อย่างใด

รับรู้ข้อมูลที่ถูกต้อง เรื่องหญิงตั้งครรภ์กับการฉีดวัคซีนโควิด-19

จากการสำรวจล่าสุด พบว่าหญิงตั้งครรภ์ที่รับวัคซีนเข็มที่ 2 มีเพียง 16.41 เปอร์เซ็นต์ เท่านั้น
ทั้งที่มีผลการศึกษาล่าสุดจากการทดลองทางคลินิกระดับโลกของ ChAdOx1 nCoV-19 วัคซีน Astra Zeneca 1 แสดงให้เห็นว่าวัคซีนโควิด-19 ไม่มีผลต่อภาวะเจริญพันธุ์ ไม่เพิ่มความเสี่ยงต่อการแท้งบุตร หรือการตายของทารกในครรภ์ในสตรีที่ได้รับวัคซีนก่อนตั้งครรภ์2
โดย ข้อมูลการติดเชื้อโควิด 19 ในหญิงตั้งครรภ์ชาวไทย ระหว่างวันที่ 1 เมษายน – 11 ธันวาคม พ.ศ. 2564 รายงานว่าหญิงตั้งครรภ์ที่ติดเชื้อทั้งหมด 6,102 ราย (850 ต่อเดือน หรือ 28 คนต่อวัน) เป็นคนไทย 4,280 ราย และชาวต่างชาติ 1,822 ราย ทำให้มีหญิงตั้งครรภ์เสียชีวิต 103 ราย (1.7%) และทารกเสียชีวิต 55 ราย  โดยราชวิทยาลัยสูตินรีแพทย์แห่งประเทศไทย เตือนว่าหญิงตั้งครรภ์ที่ติดเชื้อโควิด 19 มีอัตราการเสียชีวิตสูงกว่าประชากรทั่วไปเกือบสองเท่า
ด้าน ดร.จอส ฟอนเดลาร์ ผู้แทนองค์การอนามัยโลกประเทศไทย กล่าวว่า

“การฉีดวัคซีนครบสองเข็มจะช่วยเพิ่มการป้องกันจากความร้ายแรงของไวรัส SARS-CoV-2 ในประชาชนทุกกลุ่ม โดยเฉพาะอย่างยิ่งหญิงตั้งครรภ์ ผู้สูงอายุ และผู้ที่มีโรคประจำตัว”
“เราเข้าใจว่าหญิงตั้งครรภ์จะมีความระมัดระวังเป็นพิเศษต่อการตัดสินใจที่ส่งผลต่อสุขภาพของตนเองและลูกในครรภ์ อย่างไรก็ดี การไม่ฉีดวัคซีนเป็นการเพิ่มความเสี่ยง หญิงตั้งครรภ์ที่ไม่ได้รับวัคซีนถ้าติดเชื้อโควิด 19 มีโอกาสจะเจ็บป่วยรุนแรงหรือเสียชีวิต”

“ขอยืนยันว่า วัคซีนโควิด-19 ทุกชนิดที่องค์การอนามัยโลกและประเทศไทยอนุญาตให้ใช้ในปัจจุบัน มีความปลอดภัยต่อผู้หญิงท้องและทารกในครรภ์และทารกแรกเกิด ซึ่งวัคซีนนี้มีพร้อมสำหรับหญิงตั้งครรภ์และสามารถฉีดได้โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย ผมอยากเชิญชวนให้ทุกคน โดยเฉพาะหญิงตั้งครรภ์ ผู้สูงอายุ และผู้ที่มีโรคประจำตัวเข้ารับวัคซีนให้ครบโดส เพื่อลดการเจ็บป่วยรุนแรงจากการติดโควิด-19”

นายแพทย์สุวรรณชัย วัฒนายิ่งเจริญชัย อธิบดีกรมอนามัย
นายแพทย์สุวรรณชัย วัฒนายิ่งเจริญชัย อธิบดีกรมอนามัย ให้ข้อมูลเพิ่มเติมเพื่อสร้างความมั่นใจให้กับว่าที่คุณแม่ ที่มาจากการเก็บข้อมูลจริงอีกว่า
“กรมอนามัยได้ทำการเก็บข้อมูลของแม่ที่ได้รับวัคซีนขณะตั้งครรภ์และคลอดแล้วจำนวน 1,215 คน ยังไม่พบอาการไม่พึงประสงค์ที่รุนแรงใดๆ อุบัติการณ์ของการแท้ง ทารกตายในครรภ์ ทารกแรกเกิดน้ำหนักน้อย หรือการเกิดความพิการแต่กำเนิด ไม่แตกต่างจากหญิงตั้งครรภ์ทั่วไป”
“กรมอนามัย จึงจะขอสื่อสารกับสื่อมวลชนให้ช่วยกันรณรงค์และประชาสัมพันธ์ให้กับหญิงตั้งครรภ์ ว่า “หญิงตั้งครรภ์ ถือเป็นกลุ่มเสี่ยง ถ้าติดโควิด 19 แล้วจะเกิดอาการรุนแรงได้มากกว่าคนทั่วไป  ดังนั้น  หญิงตั้งครรภ์ อย่าลังเลที่จะมารับวัคซีน และขอให้ครอบครัวของหญิงตั้งครรภ์ ตลอดจน บุคลากรทางการแพทย์ มีความมั่นใจในวัคซีนโควิด 19 และได้ช่วยกันสนับสนุนหญิงตั้งครรภ์ให้ได้รับการฉีดวัคซีนในสถานพยาบาลใกล้บ้าน”

นายแพทย์ชนินันท์ สนธิไชย นายแพทย์ชำนาญการ กองโรคติดต่อทั่วไป กรมควบคุมโรค กล่าวว่า “กรมควบคุมโรคขอย้ำหลักการสำคัญในการให้บริการวัคซีนโควิด-19 ของประเทศไทย ในปี 2565 ประกอบด้วย
  1. เพื่อให้ประชากรทุกคนในแผ่นดินไทยได้รับวัคซีนด้วยความสมัครใจและครอบคลุม
  2. เพื่อเตรียมการรองรับการระบาดรวมถึงเชื้อกลายพันธุ์
  3. เพื่อลดความรุนแรงและการเสียชีวิตในประชากรทุกกลุ่มอายุ
  4. เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ภาคธุรกิจ ภาคการศึกษา การท่องเที่ยว และการเปิดประเทศ ตามแผนที่กำหนด
นายแพทย์ชนินันท์ สนธิไชย นายแพทย์ชำนาญการ กองโรคติดต่อทั่วไป กรมควบคุมโรค
“ทั้งนี้ สำหรับนโยบายการให้วัคซีนโควิด 19 ในหญิงตั้งครรภ์ มีมติเห็นชอบให้กลุ่มหญิงตั้งครรภ์เป็นกลุ่มเสี่ยงเพิ่มเติมที่ควรได้รับวัคซีนโควิด-19 และคณะกรรมการโรคติดต่อแห่งชาติ ตามพระราชบัญญัติโรคติดต่อ พ.ศ.2558 ได้แจ้งแนวทางการฉีดวัคซีนโควิด 19 ที่เป็นกลุ่มเสี่ยงเพิ่มเติม เพื่อเร่งรัดให้วัคซีนในกลุ่มเป้าหมายทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ ที่มีความเสี่ยงป่วยรุนแรงและเสียชีวิต ซึ่งรวมถึงหญิงตั้งครรภ์ที่มีอายุครรภ์ 12 สัปดาห์ขึ้นไป เพื่อสร้างเสริมภูมิคุ้มกันในหญิงตั้งครรภ์อย่างทั่วถึง”
และสุดท้าย พลอากาศโทนายแพทย์การุณ เก่งสกุล ประธานราชวิทยาลัยสูตินรีแพทย์แห่งประเทศไทย ย้ำว่าเหตุผลที่หญิงตั้งครรภ์มีความกังวลในการฉีดวัคซีนโควิด-19 คือ เรื่องความปลอดภัย อย่างไรก็ตาม องค์การอนามัยโลกและสำนักง่านเลขาธิการอาหารและยาของประเทศไทยได้ทำการตรวจสอบข้อมูลด้านประสิทธิภาพและความปลอดภัยและอนุมัติวัคซีนโควิด 19 ที่มีความปลอดภัยและสามารถใช้ได้กับหญิงตั้งครรภ์ จึงอยากเชิญชวนให้หญิงตั้งครรภ์ติดต่อสถานพยาบาลใกล้บ้านเพื่อรับวัคซีนโดยเร็วที่สุด

วัคซีนโควิด กับความจำเป็นในการรับมือกับการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19

‘สยามไบโอไซเอนซ์’ สืบสานพระราชปณิธานล้นเกล้าฯ ร.9 ‘ให้คนไทยเข้าถึงยาดี’ สู่บริษัทผู้ผลิต วัคซีนโควิด-19 สัญชาติไทย

ไทยทำได้! พัฒนาวัคซีนป้องกัน COVID-19 แบบพ่นจมูก

ท่ามกลางวิกฤตเดลต้าที่กำลังระบาดหนัก ทำไมไฟเซอร์และโมเดอร์นา ถึงขึ้นราคาวัคซีนโควิด-19

Previous articleเจาะกลยุทธ์ ‘กล่องสุ่ม’ เทรนด์การตลาดยอดฮิต จะรุ่งหรือร่วง ขึ้นอยู่กับอะไร?
Next articleสาลิกาคาบข่าว Vol.359
mm
เริ่มต้นขีดเขียนในฐานะ สื่อมวลชน กับงานผู้สื่อข่าวประจำกองประชาสัมพันธ์ สถาบันเทคโนโลยีราชมงคล ในปี 2546 ก่อนไปหาประสบการณ์ชีวิตที่เมลเบิร์น ออสเตรเลียมา 1 ปี และกลับมายึดอาชีพ “นักเขียน” จริงจัง กับการเป็น กองบรรณาธิการนิตยสารชีวจิต 3 ปี หลังจากนั้นคิดว่าน่าจะเปลี่ยนสายไปทำงานในบริษัท PR agancy ได้ 6 เดือน เมื่อรู้ว่าไม่ถูกจริต เลยออกมาเป็นนักเขียนฟรีแลนซ์ประจำกองบรรณาธิการนิตยสารฟีลกู้ดอย่าง Happy+ อยู่ 1 ปี สัมภาษณ์ทั้งดาราและคนบันดาลใจ ก่อนเข้าสู่ระบบงานประจำอีกครั้งกับนิตยสาร MBA กับการเป็นนักเขียนที่รับผิดชอบในเซคชั่นหลักสูตร MBA ของสถาบันการศึกษาทั่วประเทศ สั่งสมประสบการณ์อยู่ 3 ปี ก็ได้เวลา Upskill สู่งาน Online content writer ที่ใช้ความชอบและความหลงใหลในการถ่ายทอดเรื่องราวดีๆ ความรู้ใหม่ๆ ในยุค Education 4.0 อุตสาหกรรมทางการแพทย์ ไลฟ์สไตล์ของคนรุ่นใหม่ และการท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์