จาก “ส.ค.ส.” ถึง “ปฏิทินปีใหม่” ส่วนเกินในยุค 5G

ส่ง ส.ค.ส.มาให้
สดชื่นแจ่มใส
สบายสบาย
ด้วยรักผูกพันมากมาย
แทนความหมาย
ทุกถ้อยคำในหัวใจ
ส่ง ส.ค.ส.มาถึง
เป็นเพลงบทหนึ่ง
ซึ้งซึ้งง่ายง่าย
เราจะยิ้มให้กัน
ฝากใจไว้ให้เธอ
เราจะยิ้มให้กัน
ฝากใจไว้ให้เธอ
เราจะยิ้มให้กัน
ฝากใจไว้ให้เธอ

บทเพลง “ส.ค.ส.” เสียงร้องของ “ธงไชย แมคอินไตย์” ที่เราเคยได้ฟังทุกๆ ครั้งในช่วง “ส่งท้ายปีเก่า ต้อนรับปีใหม่” แม้ยังไม่อาจแทนที่ “เพลงปีใหม่” ของ “สุนทราภรณ์”
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เพลงพระราชนิพนธ์ “พรปีใหม่” ของในหลวงรัชกาลที่ 9
ทว่า ในช่วงหนึ่ง ต้องยอมรับว่า เพลง “ส.ค.ส.” ของ “เบิร์ด ธงไชย” เป็นเพลงที่เราได้ฟังกันอยู่เสมอ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เด็กๆ ร้องกันในโรงเรียน
แต่ในช่วงหลังๆ ดูเหมือนว่า บทเพลง “ส.ค.ส.” เสียงร้องของ “ธงไชย แมคอินไตย์” จะจืดจางห่างหายไปพร้อมๆ กับการรับรู้ผลงานใหม่ของศิลปิน
คล้ายๆ กัน การส่ง Card “ส.ค.ส.” ที่ย่อมาจาก “ส่งความสุข” ซึ่งเป็นที่นิยมมาอย่างยาวนาน ก็ค่อยๆ เสื่อมมนต์ขลังลง
จนในที่สุด เรียกได้ว่า แทบจะไม่มีใครส่ง Card “ส.ค.ส.” กันอีกแล้วใน พ.ศ. นี้!

ส.ค.ส.

ตำนาน “ส.ค.ส.” เริ่มต้นขึ้นในเยอรมนี ช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 15 มีการแกะไม้เพื่อทำภาพพิมพ์สีดำ รูปพระเยซูในวัยเยาว์ พร้อมคำอวยพรว่า Ein gut selig jar หมายถึง “ปีที่ดีและมีสุข” ส่งให้กับคนใกล้ชิดในเทศกาลคริสต์มาส
นับเป็น “ส.ค.ส.” แผ่นแรกที่เกิดขึ้น
ต่อมา รูปแบบ “ส.ค.ส.” ของเยอรมนี ได้แพร่หลายในไปยุโรป โดยเฉพาะอย่างยิ่ง อังกฤษ ที่ได้พัฒนารูปแบบ “ส.ค.ส.” ให้มีสีสันสวยงามมากขึ้น
และอังกฤษ ได้ส่งผ่านวัฒนธรรม “ส.ค.ส.” ไปทั่วโลกผ่านประเทศอาณานิคม โดยเฉพาะอย่างยิ่ง สหรัฐอเมริกา
ส่วน “ส.ค.ส.” แผ่นแรกของไทยเกิดขึ้นในปี พ.ศ. 2409 รัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระองค์โปรดให้ทำขึ้นเพื่อพระราชทานคณะทูตานุทูต ข้าราชบริพาร และมิตรสหายชาวต่างประเทศ เนื่องในวาระวันขึ้นปีใหม่สากล
เมื่อวันจันทร์ที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2409 ตามข้อมูลที่ปรากฏอยู่ในหนังสือพิมพ์ The Bangkok Recorder ของ “หมอบรัดเลย์” ฉบับวันที่ 13 มกราคม พ.ศ. 2409
ส่วนในยุค 5G การส่งข้อความหากัน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง “คำอวยพรปีใหม่” คงไม่มีใครอีกแล้ว ที่จะเดินไปซื้อ Card “ส.ค.ส.” จากร้าน Gift Shop หรือห้างสรรพสินค้า
เอามานั่งเขียนคำอวยพรทีละใบทีละใบ จากนั้นใส่ซองทีละซองทีละซอง และติดแสตมป์ทีละดวงทีละดวง แล้วไปหย่อนใส่ตู้ไปรษณีย์ทีละใบทีละใบ

เพราะในยุค 5G เราสามารถ “ส่งคำอวยพร” ในรูปแบบต่างๆ เป็น “ส.ค.ส. Online” ผ่าน Facebook LINE Instagram Twitter กระทั่ง e-Mail
เช่นเดียวกับ “ส.ค.ส.” การทยอยหายไปของ “ปฏิทินปีใหม่” ในรูปแบบกระดาษ เริ่มค่อยๆ จืดจางลงเช่นกัน
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ยุคทศวรรษ 2520-2540 ปฏิทินเหล้าของไทย ที่มีภาพนางแบบโป๊ ได้รับความนิยมมาก และนิยมกันอย่างแพร่หลายยาวนานกว่า 20 ปี

มีการสั่งจองล่วงหน้าจากเอเย่นต์ขายเหล้า และมีการซื้อขายกันอย่างเป็นล่ำเป็นสัน ทั้งมือหนึ่งและมือสอง
ยังไม่นับปฏิทินที่ห้างร้านต่างๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งธนาคารทำแจกลูกค้าช่วงก่อนปีใหม่ ทั้งปฏิทินแขวน และปฏิทินตั้งโต๊ะ
แต่ด้วยยุคสมัยที่เปลี่ยนไป ต้นทุนการผลิตที่เพิ่มมากขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ราคาค่ากระดาษที่นับวันจะสูงมากขึ้น
สวนทางกับสภาวะเศรษฐกิจที่ฝืดเคือง กอปรกับความนิยมปฏิทินกระดาษที่ลดลง จากเทคโนโลยีโทรศัพท์มือถือ ที่มี Function บันทึกกำหนดการส่วนตัว หรือ Calendar
ซึ่งผู้ที่ใช้โทรศัพท์มือถือรุ่นใหม่คือ Smart Phone นิยมใช้นัดหมาย ทั้งส่วนตัว ครอบครัว เพื่อนฝูง และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง Sync ข้อมูลกับเพื่อนร่วมงานที่ Office

ทำให้ในยุคหลัง สำนักงานหลายแห่งแทบจะไม่มีปฏิทินแขวนอีกต่อไป และตามโต๊ะทำงานของพนักงานรุ่นใหม่ ก็แทบจะไม่หลงเหลือปฏิทินตั้งโต๊ะอีกต่อไปเช่นกัน
บทสรุปของข้อเขียนชิ้นนี้ก็คือ ทั้ง “ส.ค.ส.” ถึง “ปฏิทินปีใหม่” ได้กลายเป็น “ส่วนเกินในยุค 5G” ไปแล้ว
จากนี้ไป นับวัน “ส.ค.ส.” จะกลายเป็น “ของหายาก”
เช่นเดียวกับสิ่งเก่าๆ ที่เลอค่า ไม่ว่าจะเป็นแผ่นเสียง เทปเพลง และแม้กระทั่ง CD เพลง เหมือนที่ผมเคยเขียนเอาไว้ใน SALIKA ของเราแห่งนี้
“ปฏิทิน” ก็เช่นเดียวกัน ที่แม้ว่าราคาค่างวดในตลาดมือสองยังไม่เท่ากับแผ่นเสียงสะสม หรือหนังสือเก่า
ทว่า ก็มีวงการเล่นปฏิทินที่มีการกำหนดราคาซื้อขายกันอย่างชัดเจน ในหลักพันหรือหลายพันก็เคยเห็นมาแล้ว
เหมือนกับตัวอย่าง ส.ค.ส.แผ่นแรกของไทย ที่พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระราชทานให้แก่กัปตันจอห์น บุช หรือหลวงวิสูตรสาครดิษฐ ที่ดูแลกรมเจ้าท่าในขณะนั้น
ได้ถูกค้นพบในร้าน Maggs Bros Ltd  ร้านหนังสือเก่าแก่กลางกรุงลอนดอน โดยธวัชชัย ตั้งศิริวานิช นักวิชาการผู้ศึกษาค้นคว้าเกี่ยวกับประวัติศาสตร์สยามผ่านเอกสารของชาวตะวันตก
เป็นผู้ซื้อ ส.ค.ส. ใบแรกของไทย กลับมาคืนสู่แผ่นดินมาตุภูมิครับ!