ในห้วงเวลาที่เราได้เปลี่ยนผ่านจากปีเก่า 2564 และเปลี่ยนผ่านสู่ปีใหม่ 2565 นี้เอง ที่ พระไพศาล วิสาโล พระนักเผยแพร่และเจ้าอาวาสวัดป่าสุคะโต ได้ฝากถึงชาวไทยทุกคนว่า อยากให้ใช้เวลาในการคิด ทบทวน ความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในปีที่ผ่านมา ซึ่งจะมีส่วนทำให้เราคิดได้ว่า ในปีใหม่นี้จะวางแผนดำเนินชีวิตด้วยสติเพื่อรับมือกับ ‘โควิดระบาด’ อย่างไรดี?
“จากเดิมก่อนที่จะ โควิดระบาด เราเป็นคนที่สดใสร่าเริง แต่ในวันนี้ เราอยู่กับโควิดมา 2 ปี เรากลับพบตัวเองว่า เป็นคนที่หดหู่ เศร้าหมอง ขุ่นมัว หรือคนที่เคยมีความสุขสนุกสนาน ก็กลายเป็นคนอมทุกข์ ถึงขั้นไม่รู้สึกมั่นใจในตัวเอง ถ้าคิดแบบนี้แสดงว่า วิกฤตโควิด ทำให้เราเปลี่ยนเป็นอีกคนหนึ่งไปเสียแล้ว”
“ไม่ใช่แค่ความสุขที่เปลี่ยนแปลงไปเป็นความทุกข์สำหรับหลายคน สิ่งดีๆ หรือภาวะดีงามที่เราปรารถนาจะมี จะเป็น พอมาเป็นถึงวันนี้ มันกลับหลายเป็นอีกอย่าง กลับตาลปัตรไปเลยก็มี เช่น เราปรารถนาที่จะเป็นคนดี มีน้ำใจ เอื้อเฟื้อเกื้อกูล แต่ ณ ช่วงหนึ่ง ที่ชีวิตต้องดิ้นรน ทุกข์ยากจากวิกฤต เรากลับกลายเป็นคนตรงกันข้ามกับที่ตั้งใจ”
“เพราะการทำความดี หรือสร้างสิ่งดีๆ ให้งอกงามขึ้นในใจของเรา มันมีอุปสรรคที่ขัดขวางให้เราทำสิ่งนั้นได้ยาก หรือบางครั้งความดีที่เรามี ที่เราเป็น ก็พบว่า มันกลับลื่นไถลไปเป็นอย่างอื่น ซึ่งไม่จำเป็นต้องเกิดขึ้นใน 2 ปีที่มีโควิดแพร่ระบาด เพราะความเปลี่ยนแปลงแบบที่กล่าวมานี้ อาจเกิดขึ้นก่อนหน้านี้มาแล้วก็ได้ แค่เรารู้จักใคร่ครวญ สังเกต เฝ้ามองตัวเอง อย่างมีสติ ไม่ประมาทเท่านั้น”
หลังจากที่ พระไพศาล วิสาโล ชวนผู้ฟังให้คิดทบทวนเช่นนี้แล้ว ในการบรรยายธรรม “ฟังธรรมตามกาล” ที่ Facebook : หอจดหมายเหตุพุทธทาส อินทปัญโญ – สวนโมกข์กรุงเทพ ทำให้เราได้ไปค้นหาหลักธรรมที่ท่านได้เคยเทศน์ให้ญาติธรรมได้ฟัง และนำไปปรับใช้เพื่อประคองตัวประคองใจในการรับมือกับวิกฤตครั้งนี้ รวมถึงทุกวิกฤตในอนาคตข้างหน้า ได้อย่างมีสติและเปี่ยมพลังใจไม่น้อย ซึ่งเราได้รวบรวมมาบอกเล่าเพื่อให้ทุกคนนำไปใช้เริ่มต้นปีใหม่ 2565 ด้วยสติกัน

โควิด-19 กับบทเรียนที่สอนให้รู้ว่า การรับมือด้วยการวางกายและใจให้ถูกที่ ดีที่สุด
พระไพศาล วิสาโล เคยให้สัมภาษณ์กับ นิตยสาร Trust ฉบับที่ 52 คอลัมน์ People โดยเน้นย้ำวิธีการรับมือกับ โควิดระบาด ที่มาจู่โจมทั้งร่างกายและจิตใจของพวกเราแบบไม่ทันตั้งตัวว่า
“ทุกครั้งที่เกิดภัยพิบัติส่วนใหญ่ เช่น น้ำท่วม พายุ แผ่นดินไหว ไฟไหม้ ทุพภิกขภัย ความอดอยากหิวโหย หรือแม้แต่สงคราม มนุษย์เราจะอยู่เฉยไม่ได้ ต้องหลบลี้หนีภัยกันอย่างอลหม่าน ต้องพลัดที่นาคาที่อยู่ แต่ภัยจากการแพร่ระบาด COVID-19 ครั้งนี้ เรากลับไม่จำเป็นต้องทำอย่างนั้นเลย สิ่งที่ควรทำคือการอยู่บ้านเพราะเป็นวิธีที่ปลอดภัยที่สุด”
“เมื่อมองในแง่นี้นับว่าพวกเราโชคดีมากที่ไม่ต้องเป็นผู้ลี้ภัย เรายังกินอิ่มนอนอุ่นเหมือนเดิม ทุกคนในครอบครัวก็ยังอยู่กับเราพร้อมหน้า หรืออย่างน้อยก็ไม่ต้องกระจัดพลัดพราย อาตมาอยากให้มองในมุมนี้มากๆ เพื่อจะได้ไม่เป็นทุกข์ หรือบ่นก่นด่าชะตากรรม และถ้ามองแบบนี้แล้วเราจะอยู่บ้านอย่างมีความสุขมากขึ้น”
“อีกประการหนึ่งที่สำคัญมาก คือ เราจะปลอดภัยได้ ไม่ใช่เพียงเพราะการกักตัวอยู่บ้านเท่านั้น แต่ใจของเราเองก็ควรอยู่กับปัจจุบันด้วย ไม่เช่นนั้น แม้ร่างกายปลอดเชื้อ แต่ใจจะไม่ปลอดทุกข์เลย เพราะถูกความกลัว ความวิตกกังวล ความเครียด หรือความเหงาเข้าเล่นงาน”

“อย่างที่คนโบราณว่า “อยู่คนเดียวให้ระวังความคิด อยู่กับมิตรให้ระวังวาจา” แม้กายจะปลอดภัย แต่ใจไม่ปลอดทุกข์ก็เพราะความคิดฟุ้งซ่าน ที่ชอบพะวงถึงอนาคต สร้างภาพอนาคตในทางลบทางร้าย จนเกิดความวิตกกังวล ทั้งๆ ที่ภาพที่ปรุงแต่งอาจไม่เกิดขึ้นก็ได้ เราจึงต้องพยายามกลับมาอยู่กับปัจจุบัน ชื่นชมสิ่งดีๆ ที่มีอยู่รอบตัว ขอบคุณที่เรายังกินอิ่มนอนอุ่นและมีชีวิตที่สะดวกสบายในบ้านของตน”
“ขณะเดียวกันก็ควรหาอะไรทำ อย่าปล่อยตัวปล่อยใจให้ว่างเกินไป และอย่ามัวแต่ใช้เวลามากมายในการเสพข้อมูลข่าวสาร ตอนนี้ข่าวร้ายก็เยอะ ข่าวลือก็มาก ดังนั้น นอกจากรักษาระยะห่างทางสังคม เราควรรักษาระยะห่างทางจิตใจ เสพหรือนึกถึงข่าวสารที่ทำให้กังวลน้อยลง เอาเวลาไปทำสิ่งดีๆ ที่มีประโยชน์ สร้างสรรค์ และเห็นผลชัดเจน”
“เช่น จัดบ้าน สะสางข้าวของที่รกบ้าน วาดรูป ปลูกต้นไม้ ออกกำลังกาย พัฒนาทักษะหาความรู้ หมั่นฝึกเจริญสติ หรือช่วยเหลือคนที่กำลังทุกข์ยากเดือดร้อน ไม่ว่าในละแวกบ้านหรือที่อื่นๆ เป็นต้น กิจกรรมเหล่านี้จะช่วยเพิ่มพลังบวกให้แก่จิตใจ ทำให้ใจหายห่อเหี่ยว สิ้นเรี่ยวแรง หรือ เหงาหงอย ไปได้”
อย่าลืม รักษาสมดุลกาย-ใจ ด้วย “สติ”
ด้านเลวร้ายของวิกฤตโควิดอีกเรื่องหนึ่ง คือ ท่ามกลางสถานการณ์โรคระบาดนี้ ทำให้มนุษย์เราหวาดระแวงซึ่งกันและกัน เพราะความวิตกกังวลเรื่องการติดเชื้อ นอกจากนั้น ความตื่นกลัวนี้ยังทำให้เราบ่มเพาะนิสัยกักตุนทุกอย่างจนเกินพอดี ทว่า ในอีกด้าน แม้การระบาดยังคงดำเนินต่อ แต่หลายคนก็กลับประมาท ไม่ป้องกัน หรือปฏิบัติตามมาตรการความปลอดภัย มาถึงตรงนี้ พระไพศาล จึงได้แนะนำ แนวทางสร้างสมดุลกาย-ใจ ด้วยสติ ที่นำไปปรับใช้เพื่อรักษาตนให้ปลอดภัยตลอดปีใหม่ 2565 นี้ว่า
“ในยามนี้เราไม่ควรประมาทกับโรค COVID-19 อย่าคิดว่าแต่ไปสังสรรค์กับเพื่อน ฉลองวันเกิดกับเขาสักหน่อย จะเป็นไรไป แค่ประเดี๋ยวเดียวเท่านั้นเอง เพราะคนที่คิดแบบนี้ เราก็เห็นแล้วว่าติดเชื้อกลับมาแพร่ให้คนในครอบครัวมานักต่อนักแล้ว บางคนก็ถึงกับเสียชีวิต หรือทำให้คนที่รักต้องตายเพราะโรคนี้ ฉะนั้น เวลามีความคิดแบบนี้ก็ให้ “ตั้งสติ” เอาไว้ เพื่อเตือนไม่ให้พาตัวเองไปเสี่ยง จนอาจกลายเป็นคนแพร่เชื้อให้กับคนอื่นและคนที่เรารักเสียเอง”
“ทั้งนี้ในสถานการณ์นี้ เราไม่ควรประมาทก็จริง แต่ก็อย่าให้ถึงขั้นประสาทเสีย เพราะมันจะสร้างปัญหาในอีกแบบหนึ่ง อาการประสาท คือ การตื่นตระหนก ตกใจ ซึ่งสร้างความทุกข์ให้กับตัวเอง สร้างปัญหาให้คนอื่น คนส่วนใหญ่ในเมืองไทยเชื้อยังไม่เข้าสู่ร่างกาย แต่กินไม่ได้ นอนไม่หลับ ถึงขั้นความดันขึ้น บางทีก็ไอขึ้นมาแบบอุปาทาน เพราะความตื่นตระหนกความหวาดวิตก หรือความกลัว”
“สิ่งหนึ่งที่เราไม่ได้ตระหนักคือ นอกจากเชื้อไวรัส COVID-19 ที่แพร่ระบาดแล้ว ความกลัวเชื้อ COVID-19 ก็ระบาดไปกว้างไกลมากด้วย ตอนนี้ตัวเลขของรัฐบาลไทยระบุว่า คนติดเชื้อมีจำนวนหลักพัน แต่คนไทยที่ถูกความกลัวเล่นงาน มีเป็นล้านหรืออาจสูงถึงสิบล้านก็ได้ ความกลัวติดเชื้อนั้นน่ากลัวกว่าตัวเชื้อ COVID-19 เองเสียอีก”

“เพราะมันไม่เพียงบั่นทอนจิตใจเรา จนกินไม่ได้นอนไม่หลับ แต่ยังบั่นทอนความสัมพันธ์กับคนรอบข้าง ก่อให้เกิดความเห็นแก่ตัว ความต้องการเอาตัวรอดโดยไม่ตระหนักว่าจะก่อให้เกิดปัญหาส่วนรวม ไปจนถึงขั้นระบายอารมณ์โกรธใส่คนที่คิดว่าติดเชื้อ รังเกียจเหยียดหยาม มองเขาเป็นเชื้อโรคหรือเป็นภัยคุกคามต่อตนเอง จนถึงขั้นผลักไสหรือทำร้ายซึ่งกันและกัน อย่าลืมว่า ทันทีที่เรามองเขาไม่เป็นมนุษย์ ความเป็นมนุษย์ในตัวเราก็หายไปด้วย”
“ถ้ามองในแง่นี้ ความกลัวเชื้อ COVID-19 จึงน่ากลัวกว่าเชื้อ COVID-19 เพราะมันสามารถทำให้ปัญหาต่างๆ ลุกลาม ทั้งปัญหาสาธารณสุข ความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์ต่อมนุษย์ และการกัดกร่อนจิตวิญญาณของเราให้สูญเสียความเป็นมนุษย์ ฉะนั้น เราต้องมี “สติ” รู้ทันความกลัว ความตื่นตระหนก อย่าปล่อยให้มันบงการความคิด คำพูด และการกระทำของเรา จนตัวเองเป็นทุกข์และสร้างความทุกข์ให้แก่ผู้อื่น”
ดังนั้น ในปีใหม่ 2565 พระไพศาล จึงเน้นย้ำว่า ให้ใช้ “สติ” เป็นเครื่องป้องกันความกลัวครอบงำจิตใจ และเครื่องป้องกันเชื้อโรคเข้าสู่ร่างกายด้วยในเวลาเดียวกัน
“เพราะโรค COVID-19 เรียกร้องให้เราต้องมีสุขนิสัยใหม่ กินร้อน ช้อนส่วนตัว ล้างมือบ่อยๆ และที่สำคัญกว่านั้นคือ การไม่เอามือไปสัมผัสใบหน้า แต่มีงานวิจัยพบว่าคนเราเอามือสัมผัสใบหน้าโดยไม่รู้ตัว 15-23 ครั้งต่อชั่วโมง ดังนั้น สุขนิสัยใหม่ จึงเป็นเรื่องที่ทำได้ไม่ง่าย เพราะขัดกับธรรมชาติของคนเรา ยิ่งพอใส่หน้ากากก็ยิ่งเอามือสัมผัสใบหน้าบ่อยขึ้น การจะยั้งมือได้ทันไม่ให้เอามาสัมผัสใบหน้าได้ จะต้องมีสติตื่นรู้ หรือถ้าจะสัมผัสใบหน้าก็ได้แต่ต้องล้างมือก่อน การสร้างสุขนิสัยใหม่ สติจึงสำคัญมาก การสร้างสุขภาพจิตที่ดี ก็หนีไม่พ้นสติเช่นกัน”

ทำปัจจุบันให้ดีที่สุด คือ “ภูมิคุ้มใจ” ให้ผ่านปี 2565 ไปได้แบบปกติสุข
“ส่วนความวิตกกังวล และความเดือดร้อนจากผลกระทบทางเศรษฐกิจที่รู้สึกว่าหนักหนากว่าทุกวิกฤตที่ผ่านมา อาตมาอยากให้มองว่า ไม่นานมันก็จะผ่านไป” พระไพศาล เน้นย้ำ ก่อนยกตัวอย่างให้เห็นภาพต่อว่า
“จะว่าไปคนรุ่นพ่อแม่ปู่ย่าตายายของเราเจอวิกฤตที่หนักหนาสาหัสกว่าเรามาแล้ว เช่น สงครามโลกครั้งที่สองหรือโรคระบาดครั้งใหญ่เมื่อ 100 ปีก่อน ซึ่งมีคนตายถึง 50 ล้านคน ขณะที่เมืองไทยมีคนตายเกือบ 9 หมื่นคน หรือ 1% ของประชากรทั้งประเทศ หากมองในแง่นี้ พวกเราก็ยังโชคดีกว่ามาก”
“ไม่ว่าจะทุกข์อย่างไร ในที่สุดมันก็จะกลายเป็นอดีต แนะนำตอนนี้คืออย่ามัวพะวงหรือวิตกกับอนาคต คิดถึงอนาคตได้ แต่อย่าไปหมกมุ่นกับมันมากเกินไป สิ่งที่ควรทำมากกว่าคือ อยู่กับปัจจุบัน และทำปัจจุบันให้ดีที่สุด ใช้เวลาที่มีอยู่ช่วงนี้พัฒนาทักษะ หาโอกาสใหม่ๆ ในการประกอบอาชีพ ในวิกฤตนั้นมีโอกาสเสมอ มีหลายคนเวลานี้พบช่องทางทำมาหากินใหม่ๆ ซึ่งไม่เคยนึกฝันมาก่อน”
“อีกสิ่งที่น่าทำคือ การหาเวลาฝึกจิต เจริญสติบ้าง ตอนนี้ร่างกายเราปลอดภัยเพราะอยู่บ้าน จิตของเราหากมีบ้านอยู่ก็จะปลอดภัยเช่นกัน บ้านของจิตก็คือ ปัจจุบันขณะ ถ้าพาใจอยู่กับปัจจุบัน จิตเราจะมีความอบอุ่น สงบ ผ่อนคลายไม่ฟุ้งซ่าน แส่ส่าย เครียด หรือกังวล นี่เป็นช่วงเวลาที่เราจะมอบสิ่งดีๆ ให้กับใจของตน หาเวลาวันละ 10 นาทีก็ยังดี หากทำทุกวันก็จะได้ประโยชน์อย่างแน่นอน”
“เพราะเชื้อโรคอยู่คู่กับมนุษย์ฉันใด ความทุกข์ใจก็อยู่คู่กับมนุษย์ฉันนั้น ภูมิคุ้มกันร่างกายมีความสำคัญในการรับมือกับความเจ็บป่วย หรือเชื้อโรคที่เข้ามาในร่างกายของเราอย่างไร ภูมิคุ้มกันจิตใจ หรือ “ภูมิคุ้มใจ” ก็มีความสำคัญในการรับมือกับความทุกข์ที่ผ่านเข้ามาในชีวิตอย่างนั้น”
“การจะสร้างภูมิคุ้มใจให้เกิดขึ้นก็ทำได้ด้วยการหมั่นเจริญสติ เพราะสติเป็นเครื่องรักษาจิตใจ เรามักทำให้ใจเป็นทุกข์เพราะการไม่มีสติ การนึกถึงสิ่งที่ผ่านไปแล้วหรือสิ่งที่ยังไม่เกิด นี่คือการเติมความทุกข์ให้กับจิตใจ ฉะนั้น สติจึงจำเป็นอย่างมากสำหรับเหตุการณ์นี้ เพราะสถานการณ์อาจยืดเยื้อยาวนานเป็นปีก็ได้”
เพื่อให้ทุกคนสามารถสร้าง ภูมิคุ้มกันใจด้วยสติ ไปพร้อมกัน พระไพศาล ได้มอบเคล็ดลับการสร้างภูมิคุ้มกันจิตใจด้วยการเจริญสติ ดังนี้
ขั้นต้นยึดหลักว่า ตัวอยู่ไหน ใจอยู่นั่น ทำทีละอย่าง หรือ เอาใจมาอยู่กับกาย ไม่ว่าทำอะไรก็ตาม ไม่ปล่อยจิตให้ล่องลอย เช่น ทำงาน ใจก็อยู่กับการทำงาน กินข้าว ใจก็อยู่กับการกินข้าว เป็นต้น
ขั้นต่อมายึดหลัก หมั่นตามดู รู้ใจตัวเอง หรือ กายทำอะไรใจก็รู้ เวลาดีใจก็รู้ เวลาเสียใจก็รู้ เวลาใจลอยก็รู้ สติเปรียบเสมือนตาใน ที่เราใช้ในการตามดูกายว่ากายทำอะไร ใจก็รู้ว่าทำ หากเดินแล้วตกบันไดแบบนี้เรียกใจลอย กายทำอะไร ใจไม่รู้
การเจริญสติในรูปแบบ อาทิ หลับตาตามลมหายใจ หายใจเข้าก็รู้สึก หายใจออกก็รู้สึก, มีสติกับการเคลื่อนไหวของมือพลิกมือไปพลิกมือมาก็รู้, การเดินไปกลับระยะ 3-5 เมตร พร้อมเอามือไขว้หลัง หรือกอดอกก็ได้ เวลาเดินก็รับรู้ว่าเท้ากำลังเดิน เป็นต้น ทำวันละ 5-10 นาที เริ่มแรกจิตจะฟุ้ง ก็ไม่ต้องวิตก หากหงุดหงิด ก็ปล่อยวางให้ใจสบาย
ชวนทบทวน 9 ความจริงที่ได้เรียนรู้จาก 2 ปีที่ โควิดระบาด พร้อมก้าวสู่ปีที่ 3 ด้วยสติ จาก พระไพศาล วิสาโล
“โควิดอยู่หรือไป ใจก็มีสติ” คือหลักใหญ่ใจความที่ พระไพศาล วิสาโล ตั้งใจจะมอลไว้ให้คนไทยทุกคนได้พินิจและคิดตาม เพื่อการดำเนินชีวิตในปีที่ 3 กับโควิดอย่างมีสติ ด้วยการตระหนักรู้ในความจริง 9 ข้อ ตาม อินโฟกราฟิก ที่เรานำมาฝาก ต่อไปนี้
รับรู้เคล็ดลับดีๆดูแลกาย-ใจ ในช่วงวิกฤตโควิด-19 ระบาด
10 ประเด็น ทิศทาง ‘สุขภาพคนไทย’ รับปี 2565 ปรับชีวิตอย่างไร เมื่อโควิดยังอยู่
7 วิธี ใช้ชีวิตให้ ‘สงบเย็นและเป็นประโยชน์” ปริศนาธรรม ท่านพุทธทาส ใช้ทบทวนชีวิตก่อนสิ้นปี














